เราทุกคนควรมี "ความฝัน/เป้าหมาย" เสียแต่อายุยังน้อย เพื่อทุกคนจะได้กำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองอย่างเป็นอิสระและมีศักดิ์ศรี

ช้าหรือเร็ว...ไม่สำคัญเท่ากับ... เริ่มเมื่อไร?

เร็วนั้นดีแน่ ได้เริ่มก่อน

ช้าก็ดี ที่ได้เริ่มต้น

อย่าหยุดเสียก่อนก็แล้วกัน...


ฉันไปเยือนภูฏาน เมื่อ 24-28 มิถุนายน 2557 ในฐานะนักท่องเที่ยว พบเห็นข้อมูลน่าสนใจหลายเรื่องของภูฏานทำให้ ‘รู้สึก’ มากมาย อยากเขียนหลายเรื่อง ใช่แล้ว...ฉันเขียนจาก ‘อารมณ์/ความรู้สึก’ ก็เลยเขียนไม่เสร็จเสียที แก้ตัวด้วยการเขียนเรื่องสั้นๆ ที่รู้สึก ‘มาก’ กว่าเรื่องอื่นก่อนก็แล้วกัน

ทริปนี้ ฉันได้รู้จักและได้พูดคุยกับคู่สามีภรรยาที่มาทัวร์ด้วยกัน เป็นคู่ที่น่ารักและเปียมสุข สามีอายุเลย 60 ปี และภรรยาวัย 51 ปี ที่ดูแข็งแรงอ่อนเยาว์อย่างไม่น่าเชื่อ หากไม่ถามไถ่อายุคงเดาว่าอายุไม่เกิน 45 ปี ทั้งคู่ไม่มีลูกและไม่ได้ทำงานประจำ... ฟังแค่นี้ก็...ตาโตแล้ว

คุณกิ๊บ ผู้ภรรยาเล่าว่าเดินทางมาแล้วกว่า 100 ประเทศ ตั้งใจจะเดินทางจนกว่าจะไม่ไหวหรือเมื่อเยือนทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ซึ่งน่าจะไม่เกินอายุ 60 ปี เพราะอายุมากกว่านี้เดินทางคงไม่ค่อยสนุกและไม่สะดวกเพราะสุขภาพไม่อำนวย คุณกิ๊บใฝ่ฝันและวางแผนที่จะเดินทางรอบโลกตั้งแต่อายุ 13 ปี

คู่สามีภรรยานักเดินทาง-คุณกิ๊บ ผู้เป็นแรงบันดาลใจของฉัน


ในวัย 13 ปี คุณกิ๊บได้อ่านหนังสือนอกเวลาภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง (จำชื่อหนังสือไม่ได้) ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่าจะต้องเดินทางรอบโลกให้ได้ จากเด็กที่สุขภาพไม่แข็งแรง เรียนปานกลาง เธอเดินตามถามผู้ใหญ่ในบ้านว่า ‘อยากเดินทางรอบโลกต้องทำอย่างไร?’ เธอได้คำตอบมากมายและทำตามคำแนะนำเพียง 3 ข้อหลักๆ คือ “ต้องมีร่างกายแข็งแรง เรียนเก่งๆ เก็บเงินเยอะๆ

เด็กวัย 13 ปี มุ่งมั่นไปสู่ ‘เป้าหมาย’ ทุกวัน เริ่มออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อเข้าเรียนในสาขาวิชาที่จะเก็บเงินได้เยอะๆ เธอสอบเข้าเรียนที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเข้าศึกษาต่อในคณะที่เกียวกับบัญชีและพาณิชยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง เมื่อจบการศึกษาก็เข้าทำงานในบริษัทด้านการเงิน ทำงานและศึกษาวิธีการเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทอง... เพื่อเดินทางรอบโลก หลายคนรอบตัวแนะให้เธอเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น แต่เธอไม่เรียนต่อ มุ่งหน้าทำงานเก็บเงินทองในทุกวิถีทาง คุณกิ๊บเล่าว่าเริ่มเดินทางจริงๆ เมื่ออายุ 30 ปีแล้ว และเมื่ออายุ 35 ปี เธอเกษียณตัวเองจากการทำงาน และเริ่มมีอาชีพหลักเป็น ‘นักเดินทาง’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนปัจจุบัน 16 ปีแล้ว ฟังแล้วอึ้ง...เกษียณอายุจากการทำงานเมื่ออายุ 35 ปี...อืมมมมม น่าทึ่งจริงๆ

ทิวทัศน์ระหว่างทางจากเมืองพาโร ไปยัง เมืองหลวง ทิมพู

อ้อมแอ้มๆ ขออนุญาตถามเธอว่า...นักเดินทางนี่ต้องใช้เงินเยอะมากไหม ต้องเก็บเงินเท่าไรจึงจะ ‘เกษียณ’ แล้วออกมาเดินทางอย่างเดียวโดยไม่ทำงาน เธอยิ้มหวานตอบว่า... ‘"ไม่ได้ทำงาน แต่หาเงินมาจำนวนหนึ่ง แล้วให้เงินทำงานให้" .... ว้าวววววววว นอกจากนี้คุณกิ๊บยังบอกว่า การเดินทางนั้นก็คือการทำงานอย่างหนึ่งเพราะทั้งคุณกิ๊บและสามี วางแผน หาข้อมูล ติดต่อในการเดินทางแต่ละที่ด้วยตัวเอง ยกเว้นบางประเทศที่ไปกับบริษัททัวร์ ดังนั้นการเดินทางคือการเรียนรู้และเป็นการทำงานซึ่งทั้งคู่รัก

คิดพลางยิ้มพลาง...

ฉันรักที่จะเดินทาง ไม่ต้องรอบโลก แต่ได้ไปในที่ซึ่งอยากไป แม้ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่อง เงิน(ในตอนนี้) แต่ ก็ถูกจำกัดด้วย เวลา เฮ้อ…ฟังเรื่องราวของนักเดินทางทั้งคู่แล้ว อดหันมามองตัวเองไม่ได้...

เพิ่มเติมไว้อีกนิด...

เมื่อมอง "ตัวเอง" ผ่าน "คนอื่น" คิดไม่ออกว่าตอนตัวเองอายุ 13 ปีนั้น มีความฝันหรือเป้าหมายอะไร... แล้วก็พบว่าตั้งแต่เด็ก คิดเพียงแต่ว่าต้องเรียนหนังสือให้เก่งๆ ก็เลยอมยิ้ม...ก็ไม่แปลกหรอก หากฉันคิดได้อย่างคุณกิ๊บ ฉันก็คงได้เดินทางมากกว่านี้แล้วน่ะสิ...คิดเลยเถิดต่อไปว่า เราทุกคนควรมี "ความฝัน/เป้าหมาย" เสียแต่อายุยังน้อย เพื่อทุกคนจะได้กำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นอิสระและมีศักดิ์ศรี

เอาล่ะ...เริ่มช้าก็ดีกว่าไม่เริ่ม...นะ...

Let’s go… ไปด้วยกันไหมคะ?