ผมรู้แล้วว่าหัวจิตหัวใจของผมไม่ใช่คนเสพติดรสหวานของเทคโนโลยีแห่งการสื่อสารเลยก็ว่าได้ ​ ไม่มีก็ไม่ทุกข์ ไม่มีก็สุขสงบ

(๑)


ผมรู้ดีว่าโลกไม่ได้มีแต่เฉพาะผมคนเดียว จังหวะชีวิตของผมย่อมยึดโยงส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างเลี่ยงไม่ได้              

           จะครบขวบเดือนแล้วที่ผมกลับเข้าสู่โหมดอันเป็นโลกส่วนตัว โดยเริ่มจากการเลิกใช้ไลน์ เลิกใช้เฟซบุ๊ก และล่าสุดคือเริ่มที่จะเลิกใช้มือถือ
           ระยะนี้จึงเริ่มต้นจากการปิดมือถือเป็นห้วงๆ  บางวันปิดครึ่งวัน  บางวันปิดเต็มวัน  ด้วยหมายใจว่าในอนาคตอันใกล้คือระงับใช้ –

           จำไม่ได้เหมือนกันว่ามีมือถือใช้ครั้งแรกตอนไหน
          รู้แต่ว่าตนเองไม่ใช่มนุษย์ที่เห่อมือถือเสียเท่าไหร่   เท่าที่จำความได้  มือถือเครื่องแรกที่ได้มาก็ทีมงานนั่นแหละซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้เมื่อหลายปีก่อน

           สาบานได้เลยว่าการพาตัวเองออกมาจากโลกไซเบอร์ในช่วงสั้นๆ  ได้ก่อให้เกิดมิติบางเรื่องกับตัวเองอย่างเด่นชัดหลายอย่าง เหมือนการได้ปฏิบัติธรรมในอีกมิติหนึ่ง   ผมมีสมาธิมากขึ้น ได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองมากขึ้น มีเวลาได้อ่านหนังสือมากขึ้น  ทานข้าวโดยไม่ต้องพะว้าพะวังกับเสียงสัญญาณขานทักจากไลน์ –เฟซบุ๊ก คงเหลือแต่มือถือเท่านั้นที่กำลังค่อยๆ ปล่อยวางและปลดละวางออกจากชีวิต


(๒)


ครับ, ผมเคยไม่ใช้มือถือต่อเนื่องยาวนานครึ่งปี   
           ห้วงอารมณ์นั้นมีความสุขและสนุกกับชีวิตอย่างมากโข  การสื่อสารกับโลกภายนอกในช่วงนั้นจึงมุ่งใช้ “อีเมล” เป็นหัวใจหลัก   
           แต่ก็อย่างว่า  โลกใบนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะผมเพียงคนเดียว 
           พอผมหลุดลอยออกมาจากมือถือ  คนรอบตัวก็ได้รับกระทบไปตามๆ กัน  โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่สุด  ต้องกลายเป็นยิ่งกว่าเลขาส่วนตัวคอยรับสาร  และสื่อสารเรื่องราวต่างๆ กลับมายังผมอีกที

           ยอมรับครับว่าผมเป็นคนเช่นนี้จริงๆ   ดูเหมือนขวางโลกยังไงยังงั้น  
          กระนั้นก็ขอยืนยันว่าผมไม่ได้วิปลาสอันใด  
ไม่ได้สวนกระแส  หรือต้านกระแส  ไม่ได้ต้องการสร้างจุดเด่นจุดด้อยให้กับตัวเองเฃบแม้แต่น้อย  รู้เพียงแต่ว่าทำแล้วมีความสุข  สุขที่ได้ทำ และสุขที่ได้เป็นเช่นนี้ ---

           ในอีกมุมหนึ่งหลายต่อหลายคนคงพิพากษาผมเป็นการภายในไปเรียบร้อยแล้วว่าการตัดสายป่านตัวเองออกจากระบบสื่อสารเทคโนโลยีเช่นนี้  จริงๆ อาจหมายถึง "ความล้มเหลว" ของผมในการ "บริหารเวลา" เสียมากกว่า
           ซึ่งจริงๆ ขอยืนยันนอนยันตรงนี้ว่ามันไม่ใช่เสียทั้งหมด 
           และถึงแม้จะมีส่วนอยู่บ้าง  ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวความที่ว่า "ใช่" เท่านั้น


(๓)


ผมรู้สึกอิ่มเบื่อกับภาพชีวิตผู้คนอย่างดารดาษในวิถีของโลกไซเบอร์ เราคุยกันน้อยลง 

           คิดดูเถอะครับ, ขนาดนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันยังก้มๆ เงยๆ เสพสัมผัสอยู่แต่กับเจ้ามือถือ
           จะลงมือทานอาหารวักอย่าง  ยังต้องเล่นมือถือสลับกันไปราวกับมือถือเป็นมหรสพบนโต๊ะอาหาร   
           มิหนำซ้ำ  ก่อนทานยังมีพิธีกรรมถ่ายภาพอาหาร  ถ้าไม่ถ่ายภาพก่อน  เหมือนทานแล้วอาหารจะสำแดงเดชเป็นพิษต่อกระเพาะ
           นั่งอยู่หน้าจอทีวี หรือโต๊ะประชุมแท้ๆ  ยังต้องเล่นไลน์  เล่นเฟซ
           และนั่นยังไม่รวมว่าคนๆ  เดียวหอบหิ้วมือถืออย่างพะรุงพะรัง   มีมากกว่าเครื่องสองเครื่อง ราวกับสร้อยแหวนเงินทองที่ประดับเป็นอาภรณ์อยู่บนร่างกายก็ไม่ปาน
          ไปไหนนั่งไหนก็ยึดพนังห้องเพื่อชาร์ตแบต   เดินถามท้องถนนระโยงระยางไปด้วยสายเสียบหู เสียเครื่องเพื่อชาร์ตแบต
           ภาพ หรือปรากฏการณ์เช่นนั้น  ผมอิ่มล้น ทะลักเป็นความเบื่อมากขึ้นทุกขณะ

           เช่นเดียวกับในยามที่ต้องสื่อสารส่งข้อความถึงกันผ่านไลน์  ผ่านไฟซบุ๊กก็เหมือนประหยัดอดออมถ้อยคำกันเหลือล้น  ชอบส่งข้อความกันสั้นๆ  ใช้ภาพและสัญลักษณ์แทน  ชวนให้คนรับสารตีความและสังเคราะห์ความกันไปอีกทอดหนึ่ง  จนไม่ค่อยได้คุยภาษาไทยให้จบประโยค จบกระบวนความกันสักเท่าไหร่  
           สิ่งเหล่านี้  มันยิ่งเหมือนสร้างกำแพงการสื่อสารแบบตัวเป็นๆ ให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ



(๔)

อันที่จริงเทคโนโลยีเป็นนวัตกรรมชั้นยอดของมนุษย์เรานี่แหละ
           ทั้งปวงถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าเราๆ ท่านๆ จะใช้สอยอย่างสร้างสรรค์แค่ไหน

           ใช้เป็น หรือใช้ไม่เป็น หรือตกหลุมพรางเสพติดรสหวานของเทคโนโลยีอย่างไม่มีสติจนกลายเป็นทาสไปในที่สุด

           ถึงตรงนี้ผมยังยืนยันว่าผมไม่ใช่คนขวางโลก  ไม่ใช่คนต้านเทคโนโลยี  ไม่ใช่คนไม่เข้าสังคม  ไม่ใช่คนสวนกระแสเพื่อสร้างกระแสอันใดให้กับตัวเอง 
           เพราะโดยเนื้อแท้  ผมไม่ใช่คนวิเศษวิโสอันใด  ไม่มีบารมีที่จะต้องอัพตัวเองผ่านกระบวนการปฏิเสธระบบการสื่อสารอันทรงพลังของยุคสมัย   
          หากแต่ทั้งปวง  ผมแค่รู้สึกว่าผมสุขใจกับการพาตัวเองหลุดลอยออกมาจากโลกดังกล่าว  ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน  
          บอกได้แต่เพียงว่าทันทีที่หลุดลอยออกมา  ผมมีความสุข  สงบนิ่งมากกว่าแต่ก่อนอย่างมโหฬาร



(๕)

ครับ, ผมยังเป็นมนุษย์ที่ยังต้องเข้าสังคม
          โลกไม่ได้มีเพียงผมคนเดียว  ความเป็นผมย่อมกระทบต่อคนรอบกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ พฤติกรรมหลุดลอยจากเทคโนโลยีของผมย่อมกระทบต่อคนรอบข้างเป็นธรรมดา  ซึ่งยังไงเสียต้องขออภัย ขออโหสิกรรมมา ณ โอกาสนี้
          และผมก็เชื่อว่าเมื่อตัดสินใจหลุดลอยออกมาก็จะพยายามเรียนรู้และรับผิดชอบต่อตนเองให้มาก  เพื่อมิให้สร้างความเดือดร้อนต่อคนอื่นๆ  หรือถ้าจำเป็นต้องเดือดร้อน  ก็ให้เดือดร้อนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้



(๖)

เหนือสิ่งอื่นใด   ผมมองว่าคนที่ไม่มีมือถือ  ไม่มีเฟซบุ๊ก  ไม่มีไลน์  ไม่มีทวิตเตอร์   ย่อมไม่ใช่คนชายขอบกระมังครับ
          ผมเชื่อและศรัทธาว่าในโลกนี้ยังมีระบบการสื่อสารอีกหลายทาง 
          สำหรับผมแล้ว เมื่อจำเป็นจริงๆ การกลับไป "หยอดตู้โทรศัพท์"  ริมทางเท้าก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ชวนหลงรัก           หรือกระทั่งการเขียน "จดหมาย"  ฝากบุรุษไปรษณีย์  
         หรือไม่ก็เขียนข้อความส่งผ่าน "อีเมล"  ก็ยังเป็นเรื่องที่ผมหลงรัก ซึ่งผมไม่คิดที่จะหลุดลอยออกมาจากกระบวนการเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย –
          แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าหัวจิตหัวใจของผมไม่ใช่คนเสพติดรสหวานของเทคโนโลยีแห่งการสื่อสารอันทันสมัยเลยก็ว่าได้ 

          ไม่มีก็ไม่ทุกข์  ไม่มีก็ไม่เห็นกับต้องลงแดง  ชักดิ้นชักงอ
         ไม่มีก็สุขสงบดี 
          และที่สำคัญคือไม่เปลืองตังค์ -555555



......
ห้องพักอันเป็นโลกอีกใบของชีวิต
มหาสารคาม
๒๕  มิถุนายน ๒๕๕๗