วันเสาร์ที่ ๑๐ พ.ค. ๒๕๕๗ เป็นวันแรกของการประชุม Fifth Annual Global Health Conferenceที่โรงแรม The Washington Hilton, กรุงวอชิงตัน ดีซี๑๐ - ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คราวนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมไปประชุม CUGH Annual Conferenceผมบันทึกการไปร่วมประชุมปีที่แล้วไว้ ที่นี่
ผมจับความได้ว่า แนวคิดเรื่อง Global Health หรือ “สุขภาพโลก” เป็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว หรือมีพลวัตที่ไม่มีแนวคิดที่ตายตัวพวกเราในประเทศไทย ก็มีสิทธิ (และควรอย่างยิ่งที่จะ) กำหนดแนวคิดและแนวทาง ของเราเอง ทางผู้ดำเนินการ CUGH เอง ก็บอกว่า CUGH เองก็เปลี่ยนไปจากเดิม
ผมตีความว่า ขบวนการ CUGH เป็นการส่งเสริมชักนำหรือผลักดัน ให้มหาวิทยาลัย หาทางทำงาน เปลี่ยนแปลงโลก โดยใช้ประเด็นด้านสุขภาพ เป็นตัวเดินเรื่องโดยมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ควรทำงาน พัฒนาระบบสุขภาพของเรา เชื่อมโยงกับระบบสุขภาพโลก
โดยมหาวิทยาลัยต้องออกมาจาก comfort zone ของตน คือมิติวิชาการ หมกมุ่นอยู่กับตำราและวารสาร หรือห้องปฏิบัติการออกมาทำงานในมิติที่กว้างขึ้น ออกมาทำงานใช้วิชาการในการเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงโลก
กล่าวอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า วิชาการไม่สำคัญแต่วิชาการเพื่อวิชาการยังไม่เพียงพอต้องทำงานวิชาการในเชิงประยุกต์ เพื่อการพัฒนาชุมชน พื้นที่ ประเทศ และโลก วารสาร Science ถึงกับออกวารสาร Translational Medicineและในที่ประชุมมีการเอ่ยถึง Implementation Science
มองในมุมหนึ่ง นี่คือ University Social Engagement นั่นเองเป็น social engagement ที่ใช้ประเด็นด้านสุขภาพ หรือสุขภาวะเป็นตัวนำทุกสาขาวิชาเข้ามาร่วมกันแสดงบทบาทได้หมดคือนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ใช้ประเด็นด้าน GH เป็นเครื่องมือในการทำงานวิชาการร่วมกัน เป็นวิชาการข้ามสาขา
เรื่องการทำงานวิชาการข้ามสาขาหรือร่วมกันหลายสาขานี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากมหาวิทยาลัยต้องหาทางส่งเสริมหรือหาทางเอาชนะความแข็งตัวของนักวิชาการ ที่เคยชินกับการทำงาน วิชาการเฉพาะภายในกลุ่มคนสาขาวิชาเดียวกันที่เขาเรียกว่า disciplinary rigidity หรือ comfort zone
ยิ่งกว่านั้น มหาวิทยาลัยต้องแสวงหาพันธมิตร ในการทำงานด้านสุขภาพโลกทั้งพันธมิตรที่ทำมา หากิน หรือทำธุรกิจด้านสุขภาพ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพันธมิตรที่เป็นภาครัฐพันธมิตรที่เป็นภาค ประชาสังคม (civil society)พันธมิตรที่เป็นภาคสนับสนุนเงิน (donor) และอื่นๆ
รวมทั้ง มหาวิทยาลัยต้องแสวงหาพันธมิตรในหมู่มหาวิทยาลัยด้วยกันเองเพื่อร่วมกันทำงาน สุขภาพโลกที่ทีมมหาวิทยาลัยลงทุนลงแรงไปประชุม CUGH ครั้งที่ ๕ ตั้ง ๑๑ คน ก็เพื่อการแสวงหา พันธมิตร นี่เองและผมตีความว่า ช่วยให้เกิดทีมงาน “สุขภาพโลก” เชื่อมโยงกันกับงานวิชาการภายในสาขาวิชาชีพเองอย่างคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ และผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ก็ไปแสวงหาพันธมิตรคณะ พยาบาลศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา เพื่อทำงานด้าน palliative and end-of-life care
การแสวงหาพันธมิตรต่างประเทศ ทำให้เรื่องสุขภาพโลกเป็น “การต่างประเทศ” (diplomacy) อย่างหนึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จึงสามารถใช้กิจกรรมด้านสุขภาพ ในการทำงานด้านแสวงหาพันธมิตรได้มากขึ้นๆ
ข้างบนนั้น เป็นคล้ายๆ AAR ในภาพรวมของการประชุม
เช้าวันที่ ๑๐ เราไปถึงห้องประชุมเมื่อเขาเริ่มไปแล้วและเข้าใจว่ามีการเปลี่ยนรายการ เพราะ Keynote speaker ตามกำหนดการไม่มาเราไปถึงเมื่อ Timothy Brewer, incoming CUGH Chair กำลังพูด ดูจากเรื่องที่ เขาพูด น่าจะเป็น เรื่องวิชาการเกี่ยวกับ Global Healthที่คณะวิชาต่างๆ ด้านสุขภาพจะต้องพัฒนาสมรรถนะ (competencies) ด้าน GH ให้แก่บัณฑิต ซึ่งแสดงในรูปที่ ๑ - ๓โดยวิธีการฝึกสมรรถนะแสดงในรูปที่ ๔
หลังจากนั้น Tim Brewer แสดงลวดลายการบรรยาย ให้คนสนุก โดยสาระคือโรคอ้วนกำลังระบาด หนักในสหรัฐอเมริกาเชื่อมโยงกับการระบาดของ Big Macที่ล่อหลอกให้คนบริโภคซึ่งมองในมุมหนึ่ง เป็นเรื่องวิชาการด้านการบริโภคอาหาร นั่นเอง
ต่อด้วย James Tielsch, Professor and Chair, Department of Global Health, George Washington Universityซึ่งทำหน้าที่ CUGH Conference Chair ในครั้งนี้ เรื่อง Health and the Sustainable Development Goals (SDG) สาระโดยย่อคือ MDG movement ทำให้เกิดความก้าวหน้ามากแต่ไม่บรรลุเป้าหมายของ MDG ทั้งหมดและเมื่อเวลาผ่านไป ความท้าทายก็เคลื่อนไป เกิดความท้าทายใหม่ๆหรือความท้าทายเก่าเปลี่ยนปัจจัย โดยที่ในโลกเราไม่ได้มีเฉพาะฝ่ายแก้หรือป้องกันปัญหาแต่ยังมีฝ่ายที่หากินกับปัญหา หรือสร้างปัญหาด้วยได้แก่บริษัทบุหรี่ธุรกิจอาหารที่เป็นพิษต่อสุขภาพและอุตสาหกรรมสุรา เป็นต้น
keyword คือ MDG เป็น unfinished agendaและหลังปี 2015 จะเข้าสู่ยุค SDG ซึ่งจะเป็น dynamic agenda ไม่ใช่ fixed agendaและต้องดำเนินการอย่างซับซ้อนสถาบันอุดมศึกษาจะมีโอกาสสำคัญในการเข้าร่วม ทำงานนี้ให้แก่โลกโดยที่เป็นวิชาการทั้งด้าน discovery และด้าน translation
เขาเอาตัวเลขมาให้ดู ว่าโรค NCD ที่จะสร้างภาระด้านเศรษฐกิจแก่โลก ในปี 2011 – 2030 เรียงตามลำดับ ได้แก่ mental illness (16.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)โรคหลอดเลือดหัวใจ (15.6)โรคมะเร็ง (8.3)โรคปอดเรื้อรัง (4.8)โรคเบาหวาน (1.7)ผมแปลกใจที่ไม่มีโรคอ้วนอยู่ในรายการ
เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. เป็นรายการโต้วาที ในญัตติ Global health investments benefit countries of the global North more than those of the global South โดย Richard Horton บก. วารสาร The Lancet เป็นฝ่ายเสนอและ Nelson K. Sewankambo จากอูกานดา เป็นฝ่ายค้านสร้างความเฮฮา และได้ความรู้ลึกๆ ดีมากเท่ากับเป็นโอกาสถลกหนังด้านลบของ GH เอามาเตือนสติว่าอย่าหลงไปทางนั้นได้แก่การทำงาน GH เพียงเพื่อให้ได้ผลงานของตนเองเงินช่วยเหลือแก่ประเทศด้อยพัฒนาโดนเก็บ “เงินทอน” จากคอรัปชั่น เป็นต้น
เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๒.๓๐ น. มีการประชุมหลายห้องผมไปฟังเรื่อง Symposium : Global Health Consortia from Around the World ที่ท่านอธิการบดี ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน ร่วมนำเสนอ โดยพูดเรื่องของเอเซีย ฟังแล้วผมสรุปว่า GH ไม่ใช่เรื่องใหม่มีการดำเนินการกันมานานมากแล้ว ในชื่ออื่นและที่ผมประทับใจคือในแคนาดามี CCGHR (Canadian Coalition on Global Health Research) ที่ทำงานร่วมมือ กับประเทศต่างๆ แบบที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเขาเน้นส่งเสริมให้ประเทศด้อยพัฒนา สร้างความเข้มแข็ง ให้แก่ตนเองส่วนสเปนมี WFAIGH (World Federation of Academic Institutions for Global Health) และ EAGHA (European Academic Global Health Alliance)
เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น.ผมไปฟังเรื่อง Interprofessional Perspectives on Global Health Educational Competencies โดยเขาเสนอว่าสมรรถนะด้าน GH อย่างกว้างๆ มี ๑๑ ด้าน ได้แก่(๑) ภาระโรคของโลก (Global burden of disease)(๒) โลกาภิวัตน์ของสุขภาวะและบริการสุขภาพ(๓) Determinants of health(๔) Capacity strengthening(๕) Collaboration & communication(๖) Ethical reasoning(๗) Professional practice(๘) Health equity & social justice(๙) Program management(๑๐) Social, cultural and political awareness(๑๑) Strategic analysis
โดยแต่ด้านมีสมรรถนะย่อย และมีระดับของสมรรถนะที่แตกต่างกันเขาบอกว่า CUGH มี subcommittee ยกร่างยังต้องการการปรับปรุงจากการทดลองนำไปใช้ในบริบทที่แตกต่างหลากหลายทั้งในต่างวิชาชีพ ต่างระดับการศึกษา ต่างบริบทของสังคมหรือประเทศ
ผมดีใจที่ได้มาเห็นการทำงานสร้าง guidelines สำหรับทำงานพัฒนา ซึ่งในกรณีนี้คือ GH Competencies ของบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพหลากหลายสาขาไม่ใช่สร้าง guidelines สำหรับใช้ควบคุมหรือกำกับ อย่างที่นิยมทำกันในบ้านเรา
เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. เป็น Plenary เรื่อง University Leaders in Global Health โดยอธิการบดี ๔ ท่านจากทานซาเนียเปรูมหาวิทยาลัยแพทย์ทหาร สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัย จอร์จ วอชิงตัน ฟังแล้ว ได้ความรู้มากว่าในสงครามทหารตายจากอาวุธน้อยกว่าตายจากโรคดังนั้นกองทัพจึงต้องมีหน่วยงานด้าน สุขภาพที่หลากหลายและเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจโลกกองทัพจึงต้องทำงาน GH มานานนมมีหน่วยวิจัยโรคกระจายอยู่ทั่วโลกอย่างในประเทศไทยก็มี AFRIMS (Armed Forces Research Institute of Medical Sciences) มีอายุกว่า ๕๐ ปี
เวลา ๑๖.๓๐ - ๑๘.๐๐ น. ผมเลือกไปฟัง Symposium : The Medical Education Partnership Initiative: A New Paradigm in Capacity Development จัดโดย FIC/NIHผมฟังได้หน่อยเดียว ก็ต้องกลับโรงแรม รวมทีมไทยไปรับประทานอาหารเย็นกับท่านทูตไทย วิทวัส อิศรเสนา ณ อยุธยา โครงการ MEPI นี้ ถือเป็นโครงการเรือธงในการทำงาน health diplomacy ของสหรัฐอเมริกาในอัฟริกาหรือถือเป็นความ ร่วมมือแก้ปัญหาสุขภาพของภูมิภาคที่ถือว่ายากจนที่สุดในโลก
วิจารณ์ พานิช
๑๑ และ ๑๔ พ.ค. ๕๗
สมรรถนะด้าน GH ที่บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพควรมี
สมรรถนะ (ต่อ)
สมรรถนะ (ต่อ)
วิธีสร้างสมรรถนะ
นิยาม Global Health Research ของแคนาดา