อิสระกับความอยากได้ใคร่เป็น ดูตรงข้ามกันสุดขั้ว แต่แปลกที่สองเรื่องนี้ หลายคนมักต้องการทั้งคู่พร้อมๆกัน ฉะนั้นในความเป็นจริง ชีวิตคงสมหวังยาก
อิสระน่าจะหมายถึง การที่คนคนหนึ่งสามารถจะคิด พูด หรือทำอะไรก็ได้ อย่างที่ใจต้องการ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ได้คิดได้ทำอย่างที่ตัวเองปรารถนา ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ หลายคนอยากอย่างนี้ แต่ก็ไม่อาจทำดังนี้ได้
สาเหตุอาจมาจาก แล้วผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษจะคิดอย่างไร จะเข้าใจ จะไม่ชอบ ประโยชน์ที่ตัวเองเคยได้จะสูญหาย ตกหล่น? สุดท้ายไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ หรือไม่กล้าแสดงออก แม้จะเป็นเรื่องดีงาม หรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ตาม เมื่ออิสระแม้แต่พูดยังทำไม่ได้ อิสระในการกระทำคงไม่ต้องพูดถึง อย่างเก่งคงได้แค่อิสระที่จะคิด(ในใจ)เท่านั้น
ประโยชน์ที่เคยได้เป็นอุปสรรค หลายคนต้องขาดอิสระที่พึงมีไป ทั้งๆที่ตนเองก็ถวิลหาไม่ต่างจากคนอื่น ความอยากได้ใคร่เป็น เป็นประโยชน์ตนเองที่สำคัญ กลัวจะไม่ได้ กลัวตัวเองจะไม่สำคัญ ทำให้อิสระลดลง
การดำเนินชีวิตของคนเรา แต่ละคนมีอิสระที่จะคิด จะเลือก เมื่อไตร่ตรองหรือชั่งน้ำหนักแล้ว บางคนเลือกอิสระ คนเหล่านี้มักเป็นตัวของตัวเอง คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ติดยึดอยู่ในกรอบ เนื่องจากไม่อยากได้ใคร่เป็น งานที่ต้องการสมองหรือความคิด ต้องการคนกลุ่มนี้
แต่หลายคนเลือกสนองความอยากได้ใคร่เป็น บ่อยครั้งเข้าก็เริ่มชินกับสภาพ ทนได้กับการที่ต้องสูญเสียอิสระไป คนเหล่านี้มักขาดความกล้าหาญ จะทำอะไรมองแต่คนอื่นก่อน ชอบที่จะทำตามๆกันไป สิ่งใหม่ไม่เกิดขึ้น งานที่ต้องการกำลังหรือแรงงาน ต้องการคนกลุ่มนี้
ศาสนาพุทธเราสอนไม่ให้ยึดติด “ตัวกูของกู” ไม่ได้มีอยู่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนถูกอุปโลกน์ เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนแตกดับสลายไปเหมือนๆกัน อาจต่างที่กาลเวลา ใครจะไปก่อนหรือหลัง ไม่อาจล่วงรู้
ถ้าเข้าใจทุกสิ่งเป็นสมมติ ความอยากได้น่าจะลดน้อยถอยลง อิสระที่จะคิด พูด หรือทำจะมีมากขึ้น ยิ่งถ้าขนาดไม่อยากได้ใคร่เป็นอะไรอีกแล้ว อิสระจะเพิ่มถึงขีดสูงสุด ความคิดริเริ่มที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับโลกที่เราอาศัยอยู่ จะยิ่งทวีประสิทธิภาพ
บทสรุปสำหรับตัวเอง ยามความอยากได้ใคร่เป็นรุมเร้าหนักๆเข้า(ฮา)
ผมเริ่มอิ่มเบื่อกับการงานและบริบท หวนคำนึงถึงท้องทุ่งมากขึ้นและมากขึ้นทุกขณะจิต
ไม่รู้เป็นคนประเภทไหนครับ แต่ที่ชัดเจนคือ มีความฝัน และอยากแสดงความเคารพความฝันผ่านการลงมือทำเสียเหลือเกิน
อยากเดินทาง-อยากหลุดออกจากบริบท สถานะการงาน หากแต่ภาระชีวิต ก็หน่วงรั้งมากโข
พยายามหาสมดุลในแต่ละุวัน เยียวยาและเสริมพลังตัวเองไปเรื่อยๆ ....ครับ
...ความคิดเป็นอิสรภาพทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่ไม่มีมีใครบังคับกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ได้...คิดในสิ่งที่ดีงามสร้างสรรค์...สามารถเพิ่มพลังใจฟันฝ่าอุปสรรค และก้าวเดินไปในเส้นทางที่ถูกที่ควรอย่างมั่นคงนะคะ
อิสระมีอยู่ในหัวใจ แต่ร่างกายติดพันธนาการจ้ะ เหอ ๆๆๆ
ชอบอ่านบันทึกอาจารย์เพราะทำให้ความคิดงอกเงย
พี่เคยคิดว่าว่า อิสระ กับ อยากได้ใคร่เป็น อยู่บนเส้นเดียวกัน แต่ไม่ใช่
วัฒนธรรมแบบไทยๆ คนที่มีความคิด "อิสระ" ในหัวใจถูกมองว่านอกคอก
คนที่ อิสระและอยากได้ใคร่เป็นน้อย เป็นคนที่มีคุณค่าสูงในองค์กร
คนไทยที่เป็นอิสระมีน้อยลงๆ เราชอบไหลตามๆ กันไป ดีชั่วถูกผิดไม่รู้ละ ลองหัวขบวนบอกให้เดินก็ต้องเดิน สิ่งนี้ขัดขวางความก้าวหน้าพัฒนา
ครูธนิตย์ช่างเขียนอธิบายความคิดได้ดีจริงๆ
ขออยากได้ใคร่เป็นอย่างอิสระค่ะ แต่ก็เข้าใจได้ว่าอาจจะยากสำหรับคนทั่วไปที่ยังอยู่ในสังคมการทำงาน
อิสระทางใจ กว้างไกลกว่าอิสระทางกายและวาจา..ใจไม่ติดยึด...ใจปล่อยวาง...ย่อมล่วงพ้นจากพันธนาการทั้งปวง....พี่ใหญ่เชื่อเช่นนั้นค่ะ...
1) วัฒนธรรมแบบไทยๆ คนที่มีความคิด "อิสระ" ในหัวใจถูกมองว่านอกคอก
2) คนที่อิสระและอยากได้ใคร่เป็นน้อย เป็นคนที่มีคุณค่าสูงในองค์กร..
3) คนไทยที่เป็นอิสระมีน้อยลงๆ เราชอบไหลตามๆ กันไป ดีชั่วถูกผิดไม่รู้ละ ลองหัวขบวนบอกให้เดินก็ต้องเดิน สิ่งนี้ขัดขวางความก้าวหน้าพัฒนา"
..... ความเป็นอิสระ หลุดพ้นจากพันธนาการ ... ในโลกความเป็นจริง ... ... จริงๆๆแล้ว .... หามีไม่ .....
ขอบคุณค่ะ ชอบภาพนี้มากๆค่ะ
อยู่ขั้นพยายามอิสระค่ะ พยายามไม่สนใจการมี การได้ พยายามต่อไปค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะอาจารย์