เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานศพของญาติที่เสียชีวิตซ้อนกันถึง ๒ ศพ คนแรกเป็นลูกพี่ลูกน้อง อายุได้ ๔๐ ปี เสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจวาย  ถัดมาอีกเพียง ๓ วัน ป้าที่เลี้ยงดูผมเองเมื่อตอนเล็กก็มาเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ด้วยสาเหตุหัวใจวายเหมือนกัน ซึ่งเป็นผลจากโรคประจำตัวต่างได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต ทั้ง ๒ งาน แน่นอนว่าต้องมีบรรยากาศที่โศกเศร้าเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่เกิด ญาติพี่น้องต้องเศร้าเสียใจ เพราะทั้งสองท่านก่อนตายก็ยังปกติไม่ได้เหตุที่ส่อว่า จะเกิดสิ่งที่ปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ ตัวผมเองก็รู้สึกเศร้าเสียใจ แต่เรื่องที่อยากเล่าให้ฟังนี้เป็นเหตุการณ์ในงานศพของคุณป้า            

           ในหมู่บ้านที่คุณป้าที่อาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านลักษณะเป็นชนบทแท้ๆ ชื่อ บ้านขามเตี้ยใหญ่ อำเภอโพนสวรรค์ จ.นครพนม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เป็นชนเผ่าญ้อ (ชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแถบอ.โพนสวรรค์ ศรีสงคราม ท่าอุเทน นาหว้า จ.นครพนม) ลักษณะบ้านที่จัดงานศพก็เป็นบ้าน ๒ ชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน บริเวณจัดงานก็เป็นใต้ถุนบ้าน  การจัดการงาน มีเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือกันเพื่อเตรียมฌาปนกิจศพ ทุกคนก็ต่างช่วยเหลือออกความคิดเห็นและออกแรง บางคนก็นำข้าวสาร หรือพวกผักสดหรือเครื่องปรุงต่างๆมาช่วยงานตามแต่กำลังของตน อาหาร ข้าวปลา ก็ต่างช่วยเหลือกัน ผมเองก็สรุปว่า เป็นเพราะน้ำใจของป้าที่มีต่อเพื่อนบ้าน และน้ำใจของชาวบ้านที่ไม่เคยแห้งแล้ง             

               คืนวันที่ ๒ ของงานศพ งานจัดเตรียมต่างๆก็เริ่มอยู่ตัว งานที่เหลือก็จะเป็นการเตรียมว่า จะต้องจัดเตรียมระหว่างพิธีการต้องทำอะไร ซึ่งทั้งหมดก็รู้หน้าที่ของตน ผู้สูงอายุก็จะนั่งในบริเวณใต้ถุนบ้านเพื่อเตรียมเครื่องต่างๆในการประกอบพิธีฌาปนกิจ ระหว่างที่ทำก็มีเสียงพูดคุยกันต่างๆ ส่วนใหญ่ที่จับใจความได้ก็จะเป็นเรื่องราวเมื่อยังเด็ก ระหว่างพูดคุยก็จะมีเสียงหัวเราะกันเป็นระยะๆ ดูแล้วทำให้ผู้ที่ร่วมในงานไม่เครียด (ไม่เหมือนงานในเมืองจะมาร่วมเฉพาะพิธีสวดอภิธรรมแล้วก็แยกย้ายกลับ ) เมื่อยิ่งดึกขึ้นกลับมีคนทยอยมามากขึ้น แต่แปลกที่ไม่มีการตั้งวงเล่นการพนันต่างๆ แต่จะแวะมาไหว้ศพและช่วยงานตามแต่จะช่วยได้ และที่แปลก(สำหรับคนในเมืองอย่างผม) คือ จะมีการตั้งวงร้องเพลงหน้าศพของผู้สูงอายุ โดยนั่งล้อมวงกันมีประมาณ ๗-๘ คน แล้วสลับร้องเพลงตามแต่ใครจะร้องอะไรได้บ้าง เมื่อร้องก็จะมีคนในวงตบมือให้จังหวะแก่คนที่ร้อง หรือบางคนที่ร้องได้ก็จะร้องตามไปด้วยกัน ทำให้รู้สึกดี ทำให้มองเห็นภาพการปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ผมคิดว่า แม้ในงานศพก็สามารถมีรอยยิ้มไม่จำเป็นต้องเครียดทำหน้าเศร้า เพราะว่าคนตายคงไม่ต้องการให้ผู้อยู่ข้างหลังมาแสดงความเศร้าโศกจนต้องทำให้ดวงวิญญาณต้องมีห่วงกังวล            

                   แม้ว่า งานศพเป็นงานที่ต้องมีความเศร้าโศกแต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปร่วมงานศพครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพที่ดี ภาพรอยยิ้มขณะที่มีความเศร้าโศก เพราะในความเป็นจริงชีวิตต้องดำเนินต่อไปข้างหน้า มีเรื่องราวอยู่มากมาย การค้นหารอยยิ้มในทุกที่เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้เห็นสิ่งที่ดีกับชีวิตของเรา

                     ขอบพระคุณ คุณป้าที่ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้จากงานศพครั้งนี้

สุพัฒน์  สมจิตรสกุล 

๒ พฤศจิกายน ๔๙