บทเรียนงานพัฒนาชนบทโครงการประสานความร่วมมือพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรุ้กับเครือข่ายเกษรกรรมยั่งยืนของชาวบ้านหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านท่าสว่าง (หลวงพ่อนาน)จ.สุรินทร์ เกษตรกรอำเภอค้อวัง และอำเภอมหาชนะชัย จ.ยโสธร เกษตรกรเหล่านี้ได้นำแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเข้าไปปรับเปลี่ยนนำไปจัดการการผลิตแบบใหม่ที่เรียนว่าเกษตรยั่งยืย(เกษตรอินทรีย์)ถอดบทเรียนมาได้ว่า เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่แค่เกษตรปลอดสารเคมีหรือปลอดสารพิษ เท่านั้น แต่จะต้องเป็นเกษตรยั่งยืยอย่างครบวงจรด้วย ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธ์ที่เพาะปลูกเอง (ชาวบ้านได้พัฒนาและฟื้นฟูพันธุ์ข้าวหอมมะลิของตนเอง ปุ๋ยชีวภาพทำเอง หลายพื้นที่พัฒนาการปลูกข้างหอมมะลิในนาข้าวและใวธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์มีโอกาสประสานงานกับบริษัทต่างประเทศหลายบริษัท อาทิ บริษัทเอเดน อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริบษัทที่บุกเบิกขายสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 15 สาขาทั่วโลก บริษัทริโว สกอร์ตี้ จากอิตาลี ที่รับซื้อข้าวอินทรีย์จากแปลงเกษตรอินทรีย์ไม่อั้น พี่น้องเกษตรกรเหล่านี้เชื่อมั่นว่าเขาต้องพึ่งตนเองได้ พึ่งพากันและกัน และพัฒนาธุรกิจชุมชนโดยองค์กรชาวบ้านให้ได้ จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้มีชาวบ้านจากที่อื่นนำไปดำเนินการ มาจากหลายจังหวัดนำแนงทางนี้ไปดำเนินการ บทเรียนที่ได้นี้คือ การจัดระบบวิธีคิดใหม่ด้วยตัวของชาวบ้านเอง ที่ไม่ใช่รัฐบาลหรือทีวีจัดให้ เขาโสกันว่า ไทยเราชาวนาปลูกข้าว ยางพารา มัน ได้เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ชาวนารากแก้วกลับยากจนลงเป็นหนี้เป็นสิน มันผิดที่การเกษตรหรือผิดที่แนวคิดของเรา ชาวนาเล่าให้ผมฟังอย่างหนักแน่นว่า " เขามีความห่วงใยต่อชีวิตความปลอดภัยผู้ซื้อเกษตรอินทรีย์นั่นก็คือ การให้คุณงามความดีกับลูกค้านั่นเอง" ผมเชื่อว่าภูมิปัญญาการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมของเกษตรกรกำลังกลับมา ขอให้เกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืนปกคลุมไปทั่วประเทศ ผู้คนจะได้มีอายุยืนยาวมากขึ้น และแพร่พระบารมีทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านให้ยั่งยืนยาวนานสืบไป