แตกประเด็น “ พ่อแม่รังแก ฉัน!!! ” โดย มีดสองคม
เดือนพฤษภาคม เป็นเดือนแห่งการเปิดภาคเรียนของนักเรียนนักศึกษาทุกคน น้อง ๆ หนู ๆ หลายคนกำลังตื่นเต้นที่จะได้พบเพื่อนใหม่ ห้องเรียนใหม่ เสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนใหม่ยกชุด ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่มากอยู่สำหรับผู้ปกครอง เรียกว่า “การศึกษาละลายทรัพย์” ก็ว่าได้สำหรับผู้ปกครองบางท่าน เพราะค่าเล่าเรียนเทอม ๆ หนึ่ง ราคาหลายพันบาท บางแห่งถึงหลักหมื่น และถ้าหากต้องการให้ลูกหลานมีผลการเรียนดี ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้เข้าไปอยู่กลุ่มเด็กเรียนเก่งห้องคิงหรือเดี๋ยวนี้เรียกว่า “ห้องเพชร” ทำให้เพิ่มราคาค่าเล่าเรียนมากขึ้นไปอีก แถมออฟชั่นเรียนพิเศษนอกเวลาเรียนอีก สนนราคามีทั้งรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง ซึ่งราคาแตกต่างกันไปตามชื่อเสียงของครูผู้สอน ที่วัดคุณภาพด้วยจำนวนลูกศิษย์ที่สอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่นับเพียงไม่กี่คณะ เช่น คณะแพทย์, วิศวกรรม,สถาปัตย์ และอีกไม่กี่คณะเท่านั้น แน่นอนค่าสอนมากน้อยแล้วแต่สำนักและความพอใจที่จะจ่าย เพื่อความสำเร็จในอนาคต ซึ่งไม่สามารถการันตีได้ว่า ผลการเรียนที่ดีจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการศึกษาที่ดีก็ยังเป็นองค์ประกอบตัวหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้มีผลกับหน้าที่การงานอยู่ส่วนหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นค่านิยมการแข่งขันทางการศึกษา บีบให้ผู้ปกครองทั้งหลายต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อการศึกษาของลูก ด้วยค่านิยมสนับสนุนให้เด็กเข้าสู่ระบบการแข่งขันตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กอายุเพียง 5-6 ขวบ ก็ต้องเรียนพิเศษกันแล้วทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในวัยเล่นและเรียนรู้ เมื่อเข้าเรียนระดับประถมฯ ก็จะต้องใช้เวลามากกว่า 6-8 ชั่วโมงกับการเรียนในหนึ่งวัน เมื่อเรียนมากเด็กก็เกิดความเครียดแปรเปลี่ยนพฤติกรรมในวัยเด็กให้โตเกินวัย บวกกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่ปัจจุบันทันสมัย ที่ผู้ปกครองบางรายส่งเสริมด้วยการแลกกับผลการเรียนที่ดี บางครอบครัวเกิดการรักลูกไม่เท่ากัน เอาอกเอาใจลูกคนที่มีผลการเรียนที่ดีที่สามารถนำไปคุยโม้โอ้อวดได้ เพาะบ่มนิสัยเสียให้แก่เด็กที่ไม่ว่าจะพูด จะทำอะไร พ่อแม่ก็จะเชื่อทั้งหมดเพราะวัดที่ผลการเรียนเด็กเพียงอย่างเดียว โดยนำมาเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆในครอบครัว และผู้ปกครองบางรายยังปรนเปรอด้วยวัตถุต่างๆ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลากหลายตั้งแต่ใช้ติดต่อสื่อสารจนถึงการเชื่อมต่อใช้งานอินเตอร์เน็ต ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ครบถ้วนกับคุณสมบัติต่างๆ หากพ่อแม่ไม่รู้เท่าทัน ลูกหลานก็จะมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบทำให้อยู่ในสภาวะส่อเสี่ยงได้ ก่อเป็นปัญหาทั้งทางสังคมและครอบครัว ด้วยค่านิยมผิด ๆ รักลูกที่เรียนเก่งมากกว่าลูกคนอื่นๆ พ่อแม่อาจจะต้องย้อนหันกลับมามองดูว่าต้นตอของปัญหาเกิดมาจากความรักลูกแบบผิดๆดังชื่อหนังสือนอกเวลาเรียนที่ชื่อว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” ที่เคยถูกคุณครูนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนและบังคับให้อ่าน ทำให้รู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม.....................
เห็นด้วยครับ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ "พ่อแม่" หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังรังแกลูกอยู่
ให้เวลากับการหาเงินและเรื่องส่วนตัวได้ แต่แทบไม่มีเวลาให้ลูกเลย
"มันเป็นประเพณีนิยม..ไปแล้ว..ให้เหตุผล..ว่าเป็นรักที่ยิ่งใหญ่.."..ไม่ใช่ รังแก..นะ..อิอิ