การนำสมาธิมาใช้กับกลไลจิตใต้สำนึกนั้น ทางตะวันตกนิยมใช้การสะกดจิตตนเอง หรือมีผู้ช่วยสะกดจิตให้ โดยนิยมใช้ลูกตุ้ม หรือคำพูดสร้างจินตนาการ เป็นสิ่งกำหนด เพื่อให้จิตเข้าสู่สภาวะสงบลึก เรียกว่า ภวังค์ แล้วก็ค่อยกำหนดคำกล่าว (คำสั่ง) ให้จิต ซึงจิตในขณะนั้น เป็นระดับจิตใต้สำนึกที่ทำงานแล้ว ให้รับทราบคำกล่าว ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับชีวิตเรา เช่น กล่าวว่า ฉันมีสุขภาพแข็งแรง ฉันเป็นคนใจเย็น ฉันพูดจาไพเราะนุ่มนวล ฯลฯ เป็นต้น หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ถอนจิตออกมาสู่ระดับการเป็นปกติต่อไปครับ

เวลาผมบรรยายบนเวที ผมไม่ได้ใช้วิธีในทำนองดังกล่าว ในการใช้ประโยชน์จากการทำงานของจิตใต้สำนึก.. แต่ผมแนะนำให้ใช้การทำสมาธิระดับ วิตก ไปสู่ระดับ วิจาร (ดังที่กล่าวในบันทึกที่ผ่านมาครับ) แล้วเมื่อจิตเกิดปิติ ก็ให้ทำจิตให้สงบลึกแต่มีสติรู้ตัวในระดับวิจาร (ที่ให้จิตถึงปิติ เพื่อมั่นใจว่าจิตสงบลึกแล้วจริง ๆ ไม่ใช่กดข่มจิตครับ) แล้วก็กำหนดคำกล่าวในทางที่เป็นกุศล ที่อยากให้บังเกิดในตัวเรา เช่น ฉันมีสุขภาพแข็งแรง ฉันเป็นคนใจเย็น ฉันพูดจาไพเราะนุ่มนวล ฯลฯ ดังกล่าวนั้นเช่นกัน พอทำได้สักครู่ ก็ค่อย ๆ ถอนจิตออกมาสู่ระดับการเป็นปกติต่อไปครับ.. คำกล่าว ควรเป็นประโยคบอกเล่า จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการเป็นประโยคปฏิเสธนะครับ

อย่ากำหนดคำกล่าวที่เป็นอกุศล หรือที่เป็นการบังคับใจผู้อื่น เช่น การไปกำหนดให้คนอื่น มารักมาชอบเรา มาทำประโยชน์ให้เรา หรือขอให้เราได้เปรียบในการแข่งขัน เป็นต้น เพราะมันจะเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน และจะเป็นการก่อเวรก่อกรรมให้แก่ตนเองด้วยครับ

การนำสมาธิมาใช้กับกลไลจิตใต้สำนึกนั้น จะทำให้จิตเสพคุ้น และติดอยู่แค่ระดับวิตก วิจาร ไม่ก้าวหน้าไปจนถึงขั้นเกิดปัญญา มีดวงตาเห็นธรรม ลดละเลิก หลุดพ้นจากกองกิเลส โลภ โกรธ หลง จะยังคงวนเวียนอยู่ในภพชาติ กองทุกข์ ร่ำไป ผมจึงไม่แนะนำในการบรรยายบนเวทีของผมครับ

แต่ที่นำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ เพราะมักจะได้รับคำถามจากผู้ฟังเสมอ ๆ ว่า การทำสมาธิ กับการใช้จิตใต้สำนึกนั้น เป็นอันเดียวกันหรือไม่ จะได้ประโยชน์ มีประสิทธิภาพแบบจิตใต้สำนึกหรือไม่ และอย่างไหนจะดีกว่ากัน อะไรทำนองนี้เสมอ ๆ น่ะครับ ..

...

ชยพร แอคะรัจน์

...