เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความผสมน้ำและความตาย หมายความว่า เป็นเวลาที่คนไทยจะได้ใช้น้ำสาดกระแทกใส่หัวกัน และในเวลาเดียวกันก็เป็นเวลาที่น้ำตาแห่งความสูญเสียจะเกิดขึ้นด้วย ทุกปีหลังสงกรานต์ที่เราจะต้องมาพูดคุย วิจารณ์วิเคราะห์ ถึงสาเหตุอุบัติเหติที่เกิดขึ้น จากนั้นก็มานับศพกันว่า ที่ไหนมากกว่ากัน ปีนี้กี่ศพ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกๆปี จนกลายเป็นเทศกาลแห่งความตายไปด้วย
ทำไมเราต้องเป็นเช่นนี้อยู่อย่างซ้ำซาก ผู้รับผิดชอบคิดหาทางแก้ไขอย่างไร ใครวิจัยเรื่องนี้บ้าง แล้วจะหาทางแก้อย่างไร หากจะสาวถึงสาเหตุก็มีมากมาย เช่น จากทั้งส่วนบุคล (พฤติกรรมคน) สิ่งอำนวยความสะดวก (รถ) สิ่งแวดล้อม (ถนน น้ำ ร้อน) ปริมาณ (คน รถ) คุณภาพ (คน รถ) และเสรีภาพ (คน) ฯ ผลก็มีมากมายเช่น เสียชีวิต เสียทรัพย์สิน บาดเจ็บ เสียเวลา เป็นสถิติ มลภาวะทางสังคม เสียงบรัฐ เสียพลเมืองของประเทศ ฯ
แม้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบมักจะบอกว่า มีมาตรการป้องกันแล้ว วางแผน เตรียมการแล้ว เข้มข้นตรวจตรา เอาจริงแล้ว เข้มงวดเรื่องกฎจราจร แจ้งข่าว ประสามสัมพันธ์ เส้นทางเดินอย่างดีแล้วก็ตาม ก็ไม่วายที่จะต้องมานับศพกันอยู่ดี จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ ก็คงต้องหามาตรการป้องกันตัวเอง มิให้กลายเป็นศพในวันสงกรานต์ แต่ถ้าทำแล้วมันก็เกิดขึ้นอยู่ ก็ต้องมีการทำใจ ด้วยการเข้าใจกฎแห่งกรรมของสัตว์โลก
ประวัติสงกรานต์
คำว่า "สงกรานต์" (สัง+ กรานต) เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ก้าวไป เปลี่ยนย้าย เคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนย้ายราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า เดือนใหม่ วันใหม่ ราศีใหม่ เรื่องราศีโบราณาจารย์เชื่อว่า ท้องฟ้าจักรวาลถูกแบ่งออก ๑๒ ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า "ราศี" แปลว่า กอง หมู่ ความสง่า ความดีงาม หมดจด สว่าง ในแต่ละราศี มี ๓๐ องศา = ๑๒ x ๓๐ เป็น ๓๖๐ องศา ฉะนั้น ใน ๑ ปี มี ๑๒ ราศี เรียกว่า "จักรราศี" จึงมีการเปลี่ยนหรือย้ายจากแต่ละราศีทุกๆ เดือน แต่มีกรณียกเว้นวันที่ ๑ เดือนเมษายน ถือว่าเป็นวันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่
โดยโบราณเรียงราศีหรือเดือนดังนี้ เดือนเมษา พฤษภา มิถุนา กรกฎา สิงหา กันยา ตุลา พฤศจิกา ธันวา มกรา กุมภาและมีนา จากเดือนมีนาก็จะก้าวไปสู่การเคลื่อนย้ายไปสู่เดือนเมษา ซึ่งถือว่าเป็นปีใหม่ นั่นเอง ต่อมาตั้งแต่ในรัชสมัยร.๕ ยังถือปีใหม่คือเดือนเมษาอยู่ ต่อมาปี ๒๔๘๔ จอมพลป.พิบูลสงครามก็ได้เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑ มกราคมทุกปี กระนั้น ชาวชนบทก็ยังถือกันว่า เป็นวันปีใหม่ของคนไทยด้วย ซึ่งต่อมาวันปีใหม่ใกล้กับวันสงกรานต์ จึงมีการย้ายมาเป็นช่วงสงกรานต์ไปพร้อมกันในที่สุด
ส.พลายน้อย กล่าวว่า รัชสมัยร.๖ เปลี่ยนคำว่า ตรุศ เป็น ตรุษ ที่แปลว่า ตัด สิ้นไป ซึ่งตรงกับการสิ้นไปแห่งปี จนถือว่าเป็นวันปีใหม่ของคนไทย ท่านได้กล่าวถึงวันสงกรานต์ไว้ว่า มาจากคติของชาวทมิฬตอนใต้ของลังกา ที่สืบทอดมาจากชาวอินเดีย ชาวลังกานับถือพุทธศาสนา จึงนำมาปฏิบัติด้วย โดยกำหนดเอาวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ถึง ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ จากนั้นคนไทยก็รับพุทธศาสนาจากลังกาด้วยจึงรับเอาวัฒนธรรมนี้มาปฏิบัติสืบมา โดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วินิจฉัยว่า อาจมาจากพระสงฆ์เดินทางพบพิธีตรุษนี้จึงนำเอามาประยุกต์ใช้ในไทยด้วย
ยง เสถียรโกเศศ กล่าวว่า วันนี้เกิดขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ที่จัดเป็นพระราชพิธีเผด็จศก ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพิธีนี้ร.๔ เรียกว่า พระราชพิธีรดน้ำเดือนห้า ในฮินดูมีประเพณีฉลองปีใหม่เรียกว่า "ทิวาลี" (Diwali) ซึ่งเป็นช่วงใบไม้ผลิ ท่านกล่าวต่อว่า สงกรานต์เป็นเดือนที่คนไทยว่างจากการทำไร่ ทำนา ตรงกับช่วงปีใหม่ในอินเดีย ซึ่งเรียกวันนี้ว่า "โหลี" (Holi) เป็นการสาดสีต่างๆ ใส่กัน ในช่วงหน้าหนาวจะเข้าสู่หน้าร้อน เพื่อให้ถือว่าเป็นการสร้างมงคล เพื่อให้สุขภาพได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เพื่อให้สนุกสนานต่อตนเอง เวลาเค้าสาดสี หรือน้ำใส่กันจะมีการพูดคำว่า "bura na mano, Holi hai" แปลว่า "อย่าโกรธกันนะ วันนี้เป็นวันโฮลี่"
ส่วนตำนานสงกรานต์ที่บันทึกไว้ที่ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ ถึง ๗ แผ่น ขอกล่าวสรุปว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้ขี้เมาคนหนึ่งเมามาก็เที่ยวเยาะเย้ยเศรษฐีว่า น่าละอายที่มีทรัพย์มากแต่ไม่มีบุตร ไม่เหมือนเรา เศรษฐีจึงพยายามเที่ยวขอลูกจากสถานศักดิ์ต่างๆ ต่อมาในช่วงราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ที่ชาวชมพูทวีปฉลองปีใหม่กัน ส่วนเศรษฐีและบริวารเตรียมข้าวของไปเซ่นไหว้ที่ต้นไทรแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนกอินทรีย์คู่หนึ่งอาศัยอยู่ แล้วขอพรจากเทวดา ให้ประทานบุตรให้
ต่อมาเทวดาได้ประทานบุตรให้มาเกิดโดยตั้งชื่อว่า "ธรรมบาลกุมาร" กุมานน้อยเรียนจบไตรเพทและรู้สหศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งภาษาสัตว์ด้วย จนชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงสวรรค์ เท้ากบิลพรหม จึงอยากท้าทายธรรมบาล โดยตั้งปัญหาถามไว้ ๓ ข้อ คือ เวลาเช้า เที่ยง และเย็น ราศีคนเราอยู่ที่ไหน หากธรรมกุมารตอบไม่ได้จะถูกตัดศรีษะ แต่หากตอบได้ เท้ากบิลพรหมจะถูกตัดศีรษะแทน ๖ วันผ่านไปธรรมบาลยังหาคำตอบไม่ได้ จึงมานอนเล่นที่ใต้ต้นตาล ที่มีนกอินทรีย์คุยกันอยู่ว่า พรุ่งนี้เราไม่ต้องไปหากินที่ไหน เพราะมีอาหารให้กินคือ ศีรษะธรรมบาล นกตัวเมียถามว่า ราศีคนอยู่ที่ไหนหรือ นกตัวผู้ตอบว่า ราศีอยู่ที่หน้า อยู่ที่อก และอยู่ที่เท้า ธรรมบาลรู้ภาษานก จึงได้คำตอบปัญหา ส่วนเท้ากบิลพรหม จึงต้องถูกตัดศีรษะตนเอง
ก่อนตัดศีรษะตนเท้ากบิลพรหมจึงเรียกธิดาทั้ง ๗ มาพบและสั่งให้ธิดาว่า ถ้าหากศีรษะตนตกลงแม้น้ำ น้ำจะแห้ง ตกลงพื้น ไฟจะไหม้แผ่นดิน ถ้าทิ้งไว้บนอากาศฝนก็จะแล้ง จึงสั่งให้ธิดาทั้ง ๗ นำพานมารองรับและนำไปประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุราช แล้วนำไปตั้งไว้ที่มณฑป แห่งถ้ำคันทชุลีเขาไกรลาส พอครบรอบ ๑ ปี (วันสงกรานต์) ให้นำศีรษะเท้ากบิลพรหมแห่เวียนประทักษิณทุกๆปี เวียนจนครบ ๗ ธิดา ด้วยการนำน้ำมารดศีรษะพระบิดาตน
ส่วนสงกรานต์ในไทยในอดีตมีกรอบที่อิงศาสนา วัดวาอาราม วัง และชุมชน โดยเฉพาะชนบท ที่มีการละเล่นสนุกสนาน ผู้เขียนจำได้สมัยเด็กๆ ชาวบ้านเล่นกันสนุกสนาน เข้าวัด ทำบูญ อุทิศส่วนกุศลให้ปุพชน ก่อเจดีย์ทราย รดน้ำดำหัว เพื่อขอพร ขอขมาโทษ ในช่วงวันใหม่ ปีใหม่ จากนั้น ก็รดน้ำกันทั่วไป ซึ่งไม่เหมือนสมัยนี้ ด้วยเหตุนี้ สุนทรียกรรมของคนสมัยก่อน จึงเป็นการรักษาน้ำใจหรือการแสดงถึงความเคารพต่อผู้ใหญ่ อันเป็นสิ่งที่ดีงาม จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ดี ที่มีสุภาพพจน์ต่อชาวต่างชาติ จนเป็นเสน่ห์ที่น่าท่องเที่ยว
ส่วนสงกรานต์สมัยใหม่ กลับเพี้ยนไปจากอดีตมาก ตามกาลยุคสมัย จากอุดมคติระหว่างชาวบ้านกับศาสนา กลับมาเป็นชาวบ้านกับนายทุน จากการรดน้ำ มาเป็นสาดน้ำ จากการทำบุญที่วัด มาเป็นการท่องเที่ยว จากสร้างวัฒนธรรม เป็นทำลายวัฒนธรรม จากการแต่งตัวแบบไทย มาเป็นแต่งตัวชุดน้อย แนบเนื้อ รัดติ้ว จากการรดน้ำดำหัว มาเป็นนั่งรถรดน้ำ สาดน้ำกัน จากขออนุญาตรดน้ำ เป็นสาดน้ำ ลวนลาม จากเคารพ ขอขมาผู้ใหญ่ กลายเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว จากการกตัญญู รู้คุณปุพชน กลายเป็นทิ้งพ่อแม่ ฆ่าพ่อแม่ ฯ
จุดเด่นจุดด้อยสงกรานต์
จุดเด่นคือ เป็นกุศโลบายในการบำบัดความร้อนของคนเอเชีย ที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงวันหยุดที่ยาวนาน ที่ลูกหลาน คนชนบทเดินทางกลับบ้าน ไปพบปะญาติพี่น้อง สร้างความอบอุ่นให้ชุมชน สังคมชนบท เป็นโอกาสที่จะได้สร้างบุญ สร้างกุศลให้กับตนเองและอุทิศบุญให้ญาติที่วายชนม์ไป มีโอกาสรดน้ำดำหัวผู้หลัก ผู้ใหญ่ เกิดแหล่งสงกรานต์ตามที่ต่างๆ รักษาวัฒนธรรมไทยไว้ ฯ
จุดด้อยคือ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายในแต่ละปี เดินทางออกไปพร้อมกันจนรถติดขัด ขับรถเที่ยว มีการดื่มฉลองจนมึนเมา ยาเสพติด เล่นสงกรานต์อย่างประมาท เปิดเครื่องเสียงดัง เกิดการลวนลามต่อสตรี มีพฤติกรรมสาดน้ำที่ผิดธรรมเนียม เกิดการทะเลาะวิวาทกันทุกที่ เกิดการเล่นน้ำสี น้ำสกปรก เล่นแป้ง จนสกปรกพื้นที่สาธารณะ การแต่งตัวยั่วยุ ใช้ปืนฉีดน้ำ ละเมิดกฎจราจร ฯ
หลังสงกรานต์จบลง สิ่งที่ตามมาคือ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ต้องมานับศพกันว่า ปีนี้กี่ศพ หรือเกิดทะเลาะวิวาท เกิดกรณีพิพาท ล่วงเกินทางเพศ อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น รถมาก ดื่มสุรา ประมาท ไม่เคารพกฎวินัย แม้ว่า ทางการจะมีมาตรการต่างๆ ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ หรือห้ามแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ดี ซึ่งนี่คือ เรื่องปกติของสัตว์โลก ที่ต้องเผชิญกับการกระทำของกันและกัน และย่อมได้ผลสะท้อนของกันและกันด้วย
เรามีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รณรงค์เรื่องอุบัติในวันสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่คำขวัญ เช่น ปี ๕๒ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ "สงกรานต์สมานสามัคคี สืบทอดประเพณี ทุกชีวิตปลอดภัย" ผลปรากฏว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ๓,๙๗๗ ครั้ง เสียชีวิต ๓๗๓ คน บาดเจ็บ ๔,๓๓๒ คน ปี ๕๓ คำขวัญจาดคณะกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ "สงกรานต์สร้างสรรค์ ยึดมั่นประเพณี ปลอดภัยทุกชีวี สามัคคีทั่วไทย" ผลปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ ๓,๕๑๖ ครั้้ง เสียชีวิต ๓๖๑ คน บาดเจ็บ ๓,๘๐๒ คน ปี ๕๕ คำขวัญนายกฯ ยิ่งลักษณ์ " รณรงค์ปลอดภัย ตายเป็นศูนย์" ผลปรากฎว่า เกิดอบุติเหตุ ๓,๑๒๙ ครั้ง เสียชีวิต ๓๒๐ คน บาดเจ็บ ๓,๓๒๐ คน ปี ๕๖ เกิดอุบัติเหตุ ๒,๘๒๘ ครั้ง เสียชีวิต ๓๒๑ คน บาดเจ็บ ๓,๐๔๐ คน
คุณรณฤทธิ์ เขียนไว้ในโอเคเนชั่นว่า “เทศกาล ที่มีความสนุกสนานต้องดื่มแหล้าฉลองกัน หากขาดเหล้าก็จะขาดความสนุกไป การดื่มเหล้าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม เป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้เป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ฉะนั้น การรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุให้ได้ผล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงต้องมุ่งรณรงค์ให้ถึงรากวัฒนธรรมของสังคม และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กระทบต่อสุขภาวะสาธารณะดังกล่าวนั้นเสีย ไม่ใช่ทำการรณรงค์เพียงแค่เป็นกิจกรรมหนึ่งเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ การรณรงค์ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่ทำ ๆ หยุด ๆ หรือทำเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น"
นอกจากนี้ ประเพณีที่ดีงามของสงกรานต์กลับเป็นเนื้องอก แทรกเสริมเติมแต่ง ทำให้ผู้คนหลงเชื่อ เผื่อกันเหนียวในการดำเนินชีวิตของตน ซึ่งมาจากการยุยงชงเรื่องหรือความเชื่อผิดๆ ที่ถูกพ่อค้า แม่ค้า หลอกให้กระทำ นัยว่า เพื่อเสริมดวง สร้างบุญปารมี ให้ตนเองมีโชคมีลาภ สิ้นเคราะห์ เวรกรรม นวคติแบบนี้ มิใช่เกิดมาจากศาสนาโดยตรง แต่เพราะมีคนนำเสนอในที่ต่างๆ เช่น ในวัด ในแหล่งท่องเที่ยว มักจะมีพ่อค้า แม่ค้า เสนอให้ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยหอย ปล่อยเต่า ซึ่งอดีตเคยมี แต่ไม่ใช่เหมือนปัจจุบัน ที่เที่ยวไปจับมาเพื่อการค้าหาเงิน บนความเชื่อของคนที่ไม่รู้ ส่วนคนซื้อปล่อยก็มักกล่าวว่า สบายใจ ได้สะเดาะเคราะห์ สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยอ่อนไหวด้านนี้
ถ่ายไว้ที่วัดมหาธาตุฯ พิษณุโลก
ดังนั้น คนเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าชาติไหน ก็มีคติตามเชื้อชาติของตน โดยเฉพาะในเอเชียใต้ สิ่งหนึ่งที่คนเอเชียผูกพันอยู่ตลอดคือ "น้ำ" น้ำคือ ปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย คนไทยถือว่าน้ำคือ แหล่งสร้างอาหาร สร้างวัฒนธรรม เช่น น้ำคือ ผู้หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ ธัญญาหาร น้ำคือ สิ่งชำระร่างกายให้สะอาด น้ำยังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายโดยตรงด้วย เรายังนำน้ำมาเล่นสงกรานต์ นำมาขอขมา เช่น ลอยกระทง เพื่อขอขมาพระแม่คงคา น้ำจึงทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง
สิ่งที่น้ำสร้างให้มนุษย์มีความงาม มีความบริสุทธิ์ด้านจิตใจที่ดี มีอารยธรรม ที่ล้ำค่า ในศาสนาคือ น้ำใจ น้ำคำ พันเอกปิ่น มุทุกันต์ ได้พูดถึงเรื่องน้ำในใจว่า มีสีต่างๆ ที่สะท้อนตามสี เช่น สีดำ คนขาดน้ำใจ สีแดง คนมีความโกรธ เดือดดาน ฯ คนเราหากขาดน้ำใจย่อมสะท้อนออกมาทางพฤติกรรมได้ และหากมีน้ำใจ ย่อมจะสร้างราศี ความดี ให้ผ่อง มีคนมอง คนชื่นชม หากจะอิงตามสงกรานต์แล้ว ราศีที่มนุษย์มีตามกาลเวลา อย่างที่กบิลพรหมถามธรรมบาลนั้นก็น่าจะจริง เพราะราศีของมนุษย์ในตอนเช้าหากคนเราไม่ล้างหน้าแปรงฟัน คิดดูว่า หน้าตาจะหมองหรือผ่องแผ้ว ราศีบนผิวหน้า ส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำนอก น้ำใน นี่เอง
ส่วนราศีบนอก ความหมายจริงๆ น่าจะหมายเอา ความเย็นทางใจ ความคิดรอบคอบ สุขุม เหมือนน้ำ ที่เย็นชุ่ม นุ่มนวล หากใจร้อนบุคคลนั้น ก็คงเหมือนน้ำที่เดือดดาน ผุดๆ เผาตัวเอง จนเหือดแห้งแล้งน้ำใจ ทั้งน้ำนอก น้ำใน เพราะใจเป็นไฟ เผ้าไหม้ตัวเอง ส่วนราศีที่เท้านั้น หมายถึง การทำความสะอาดที่ต่ำ ที่เหยียบย่ำ ดินผง ที่สกปรกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายคือ เท้าสะอาดหมดจด เพราะเท้าคือ ที่เกาะผุ่นธุลีเอาไว้ จนเท้าหมองได้ อีกนัยหนึ่ง เท้าคือ ที่รองรับของร่างกาย จึงควรเอาใจใส่ เพราะหากเราไร้เท้า เราคงเดินทางไปไหนไม่ได้ไกล การล้างเท้าจึงเป็นการเอาใจใส่สิ่งที่ต่ำแต่มีคุณสูงนั่นเอง
หากชีวิตเราขาดราศี ขาดความดี ความสง่า วัฒนธรรมที่มีค่าของมนุษย์จะมีค่าแค่ไหน มันจะขาดหายไปแม้แต่ตัวเองก็ไม่สามารถเห็นค่า เห็นคุณของตนเอง พอถึงสงกรานต์ทีก็อาศัยร่างกายไปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความสุข ความสนุกสนาน จนกลายเป็นเรื่องประมาทหรือไม่เห็นการกระทำของตนมีค่า จึงกิน ดื่ม เที่ยว อย่างประมาทในวันสงกรานต์แห่งน้ำเมา ใช้น้ำสาดกันสนุก จนนำไปสู่การเกิดน้ำตา นี่คือ น้ำตายทุกๆปี ไม่มีจบสิ้น
คำทำนาย
วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย, วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง, วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแล ฯ นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้
นางสงกรานต์นามว่า โคราคะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ
เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า
เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล
เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล
ส่วน ศ.สียวน เล่นคำจำอวดสงกรานต์ว่า มีคนแซวนางสงกรานต์ว่า นางสงกรานต์ปีนี้ ทรงพาหุรัดทัดดอกระเบิด และแก๊สน้ำตา อาภรณ์เหลือง-แดง ภักษาหารคือ เลือด พระหัตถ์ขวาถือ M79 พระหัตถ์ซ้ายถือ M16 เสด็จยืนมาเหนือรถบรรทุกเป็นพาหนะก๊ากก
------------------------<๘-๔-๕๗>------------------------



ประเพณีสงกรานต์เปลี่ยนไปตามกระแส กลายเป็นเทศกาลที่ทำผิดกฎหมายหลายข้อเช่น เมาสุราทะเลาะวิวาท , ขับรถดื่มสุราฝ่าฝีนกฎจราจร, เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ความเป็นประเพณีสวยงาม อบอุ่น แบบไทยๆๆๆ กำลังจะเปลี่ยนไปหน้าเสียดายจริงๆๆๆ
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน คนสมัยก่อน ๆ จึงคิดกุศโลบายให้มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และต่อมาถือว่าเป็นวันครอบครัวโดยนำสถานการณ์การได้มาอยู่พร้อมหน้า พร้อมตากันมาเป็นวันครอบครัวที่นานทีหรือปี่หนึ่งได้อยู่พร้อมหน้ากันครั้งหนึ่ง แต่คนที่ไม่เคยคิดนั่นคือ การดื่มสุรา เสพของมึนเมาจนครองสติไม่อยู่ ขับรถยนต์ก็ประมาท จึงเป็นที่มาของการที่ขับรถออกจากบ้านแล้วเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น...ต่างคนต่างรีบ ต่างคนต่างแข่งขันกัน...
พี่ตอบใน เรื่องที่คุณ ส. เขียนแล้วนะคะ ลองเข้าไปอ่านค่ะ...http://www.gotoknow.org/posts/565581
..... ปีนี้้ รถมากกว่าปีที่แล้วอีก ค่ะ .... กลัวมาก .... การเกิดอุบัติเหตุ .... นะคะ .... ปีนี้ คิดว่าจะไปเชียงใหม่ หลังสงกรานต์ นะคะ
หลากหลายความรู้ดีมากครับ...ขอบคุณบันทึกดีๆ นี้มากครับผม