ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยนั้น ปรากฏออกมาหลายปัญหาไม่เพียงแต่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภายในประเทศอย่างเดียว ยังมีปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นและประชากรของรัฐอื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เห็นด้ชัดในทยคือปัญหาชาวโรฮิงญา
ชาวโรฮิงญาคือกลุ่มชาติพันธ์ที่นับถือศาสนาอิสลามที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ซึ่งปัญหาเกิดมาจากการที่ประเทศพม่าไม่ยอมรับชาวโรงฮิงญาเป็นพลเมืองในประเทศ ไม่ให้สัญชาติจึงไม่อาจได้รับสิทธิใดๆจากรัฐเลย ทั้งสิทธิในการพยาบาล การศึกษา การเลือกตั้ง อีกทั้งถูกปฏิบัติดังเช่นพลเมืองชั้นสอง ทหารกดขี่ข่มเหงอย่างไร้มนุษยธรรมราวกับไม่ใช่คน พืชผลทางการเกษตรก็ถูกทหารพม่าบุกยึดไปเสียหมด จนถึงขนาดที่ชาวโรฮิงญาไม่มีข้าวจะกิน[1]
ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=236...
เมื่อถูกกดขี่ข่มเหงจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนจนไม่อาจทนต่อไปได้ ส่วนใหญ่จึงต้องเดินทางข้ามมาอยู่ในศูนย์พักพิงของไทยที่จัดไว้รองรับ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าชาวโรฮิงญาจะมีที่อยู่อาศัย มีอาหารการกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิมนุษยชนที่พวกเขาถูกพรากไปจากพม่าจะกลับคืนมาทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรก็ตามศูนย์พักพิงในไทยก็มิใช่บ้านที่แท้จริงของพวกเขา อีกทั้งการเข้ามาอาศัยอยู่ในไทย รัฐไทยก็มิได้มีการรองรับสถานะให้เป็นผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยจากการสู้รบ แต่อย่างใดยังคงมีสถานะดังเช่นคนหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจมีสิทธิในการออกจากค่ายกักกัน ไปประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตของตนได้อย่างปกติ การอาศัยในค่ายพักพิงจึงเป็นเพียงการรอถูกไทยส่งกลับพม่า หรือส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 ที่รองรับสถานะของชาวโรฮิงญาเท่านั้น
กล่าวได้ว่าไทยมิได้มีการรองรับสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงญาประการใดเลย เพราะการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาที่ปรากฏนั้นก็เป็นเพียงการปฏิบัติอย่างหยาบๆเพื่อไม่ให้ประชาคมโลกตำหนิเท่านั้น มิได้ใส่ใจต่อความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญาแต่อย่างใดจึงอาจกล่าวได้ว่าปัญหาดังกล่าวคือการที่ไทยมิได้ให้สิทธิมนุษยชนพื้นฐานแก่คนที่มิใช่พลเมือง
ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยก็ยังต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์ โดนเฉพาะในแถบจังหวัดสงขลา สตูล ซึ่งคนไทยและต่างชาติต่างก็มองชาวโรฮิงญาไม่ต่างไปจากสัตว์ ปัญหาการค้าชาวโรฮิงญาจึงลุกลาม เหมือนกับการค้าทาสในอดีตเลยทีเดียว จึงเป็นที่น่าตำหนิว่าปัญหาการค้าชาวโรฮิงญาเกิดขึ้นในไทยแต่ไทยไม่อาจแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณชนแล้วแก้ไขใดๆได้เลย
การแก้ไขปัญหานี้นั้นทำได้ไม่ยากจากการที่รัฐต้องหันมาใช้อำนาจที่ตนมีอยู่อย่างจริงจังในการปิดกั้นช่องทางกระบวนการค้ามนุษย์และบังคับอย่างเด็ดขาดจริงจัง เพราะปัญหานี้ก็เกิดมาจากความไม่เกรงกลัวในอำนาจรัฐ ประกอบกับ การหาทางออกให้ชาวโรฮิงญาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในไทยได้เสมือนผู้ลี้ภัยคนหนึ่ง ซึ่งก็เชื่อมโยงกับการที่ไทยขาดแรงงานระดับล่างในอุตสาหกรรม จนต้องวางแผนนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน กล่าวคือหากนำชาวโรฮิงญามาทำงานในส่วนตลาดแรงงานระดับล่างที่ไทยยังคงขาดแคลนก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเพราะเป็นการเปิดโอกาสแก่ชาวโรฮิงญา ไทยก็ยังได้แรงงานตามที่ต้องการด้วยนั่นเอง[2]
นอกจากปัญหาชาวโรฮิงญาจะเป็นหนึ่งในปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลกแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยคือปัญหาความขัดแย้ง 4 จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ใน ปี 2547 เป็นช่วงที่มีการดำเนินการต่อต้านกลุ่มก่อความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนใต้อย่างรุนแรงเป็นพิเศษ กล่าวได้ว่า ทหารในยุคนั้นมีอำนาจมาก ในการจับกุมและควบคุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้ทันที ซึ่งก็เกิดกรณีที่ ผู้ต้องสงสัยถูกจับยัดเข้าไปในรถเป็นจำนวนมากจนเสียชีวิต อันเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งในชายแดนใต้ปะทุขึ้นมาหนักกว่าเก่า ก็เพราะเหตุที่อำนาจรัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยในคดีอย่างไร้มนุษยชน เป็นที่แน่นอนว่าก่อให้เกิดความไม่พอใจให้ญาติของผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทำให้ความบาดหมางระหว่างความต่างของชาติพันธ์ ศาสนา ประเพณี ซึ่งมีรอยร้าวมาตั้งแต่ต้น กลายเป็นความแตกแยกในที่สุดซึ่งเรื่องนี้ทำให้ไทยถูกประณามจากทั่วโลกในมาตรฐานของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ที่มา : http://www.thaifighterclub.org/images/question/Q10...
การแก้ไขปัญหานี้นั้นทำได้ยากเพราะความขัดแย้งในชายแดนใต้มิได้เพิ่งเริ่มต้น หากแต่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ในอดีต เพราะแต่เดิมจังหวัดทางภาคใต้เดิมนั้นเป็นรัฐอิสระที่ไทยยึดครองมาเป็นหัวเมืองหน้าด่าน ซึ่งด้วยความต่างของเชื้อชาติและวัฒนธรรมแต่เดิม ประกอบเข้ากับความโกรธแค้นจากการที่ไทยปฏิบัติต่อจังหวัดในแดนใต้ไม่ต่างจากประชาชนชั้น 2 ยิ่งทำให้สิ่งเหล่านี้สั่งสมมาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามทางแก้ที่พอทำได้คือการจัดการปัญหาอย่างประนีประนอมมากที่สุด เพราะบทเรียนในอดีตสอนให้รู้ว่า การใช้ไม้แข็งเข้าสู้กัน มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียมากไปกว่าเดิม
ตัวอย่างสำคัญที่หนีไม่พ้นก็คือเหตุการณ์ชุมนุมต่างๆที่เกิดขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะไม่ว่าการชุมนุมครั้งใดก็จะมีการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์เสมอๆ ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมเอง หรือฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาปิดล้อมพื้นที่ กดดันผู้ชุมนุม หรือการสลายการชุมนุมก็ตาม ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่เห็นถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิของผู้อื่น กระทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ที่มิได้เกี่ยวข้อง อาทิเช่น คดีเผาเซนทรัลเวิลด์ คดีสังหารผู้ชุมนุม นปช. คดีสลายการชุมนุม เป็นต้น กล่าวได้ว่าไทยการเป็นต้นแบบที่ไม่ดีในด้านการชุมนุมอย่างไม่สงบและรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจผู้ชุมนุม ส่งผลให้หลายประเทศนำไปเป็นต้นแบบในที่สุด
การแก้ไขปัญหานี้เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายพยายามให้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 5-6 ปี ที่ผ่านมาแต่ก็ไม่สามารถหาทางออกได้ การแก้ไขจึงทำได้เพียงแค่ให้แต่ละคนเริ่มต้นจากตนเอง เมื่อคิดที่จะทำสิ่งใดไป ต้องคิดให้รอบด้านและเอาใจเขามาใส่ใจเรา การกระทำของเราไปละเมิดเขาหรือไม่ จึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดเพราะการแก้ไขปัญหาที่ละเอียดอ่อนนี้ไม่อาจมีกฎเกณฑ์ตายตัวใดๆมาเป็นสิ่งบังคับได้
นายภัทรภณ อุทัย