ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก: กรณีการหนีภัยความตายของชาวโรฮิงยา
ชาวมุสลิมโรฮิงยา เป็นชนกลุ่มหนึ่ง อยู่ในรัฐยะไข่ ( Rakhine) ของสหภาพพม่า ที่เรารู้จักกันว่าชาว "ยะไข่" รัฐยะไข่อยู่ด้านทิศตะวันตก ของสหภาพพม่าติดกับชายแดนบังกลาเทศ และอ่าวเบงกอล
การเดินทางอพยพหนีความรุนแรงจากบ้านเกิดของชาวโรฮิงยา กลายเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดในโลกปัจจุบัน ความรุนแรงระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนความแตกต่างทางศาสนาระหว่างพุทธกับมุสลิม โรฮิงยาจึงกลายเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่ถูกกระทำมากที่สุดในพม่า พวกเขาไม่ได้แม้แต่การยอมรับในฐานะของกลุ่มชาติพันธ์ดั้งเดิมในประเทศพม่า จนทำให้ต้องหลบหนีไปยังประเทศต่างๆ
ชาวโรฮิงยาที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยกว่า 25 ปี เล่าให้ฟังว่า ทางการพม่ามาขอเอกสารต่างๆทั้งทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไป โดยอ้างว่าจะทำการออกให้ใหม่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการออกเอกสารใดๆให้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการเลือกตั้ง ทางการจะออกบัตรแสดงตนเพื่อให้สามารถไปเลือกตั้งได้ โดยด้านหลังจะระบุข้อความภาษาพม่ามีความหมายทำนองว่า ผู้ถือบัตรนี้ไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองพม่าได้ กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ และความเป็นพลเมืองพม่าร่างขึ้นใหม่และประกาศใช้ในปี ค.ศ.1982 แทนฉบับเดิมปี ค.ศ.1948 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 1960) ซึ่งกฎหมายฉบับใหม่มีความสลับซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก
ชาวโรฮิงยาอ้างว่า สาเหตุของการหลบหนีมาเมืองไทย คือ ความเป็นเผด็จการทหารของพม่า ปัญหาทั้งหมดพม่าเป็นคนสร้างร่วมกับอังกฤษที่แบ่งโรฮิงยาให้อยู่ในพม่า ทำให้เหล่าโรฮิงยาลำบากจนถึงทุกวันนี้อยู่ในพม่า แม้แต่บัตรประชาชนก็ไม่มี เรียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถรักษาพยาบาล ทหารพม่าทารุณกรรมกับโรฮิงยาจนทำให้ชาวโรฮิงยาตายไปเป็นจำนวนมาก ชาวโรฮิงยาคนหนึ่งกล่าวว่าพวกตนที่อยู่ในเมืองไทยจะจับก็จับ จะส่งก็ส่ง แต่ขอให้ส่งไปที่ไหนก็ได้ในโลกที่ไม่ใช่พม่า
ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงยาที่อพยพมายังประเทศไทย
แม้ว่าชาวโรฮิงยาที่เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมและอำนาจของรัฐไทย แต่ชาวโรฮิงยากลับถูกปฏิบัติว่าไร้ตัวตนทางกฎหมาย รัฐบาลไทยก็เลือกที่ให้อยู่ในพื้นที่ซึ่งถูกกันออกจากการเป็นสมาชิกของระเบียบสังคมของรัฐ ไม่ได้รับรองสถานะความเป็นบุคคล และถูกควบคุมในพื้นที่สำหรับ "ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่รอการผลักดันกลับ" ภายใต้การควบคุมของสำนักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาตรการที่ทางการไทยปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอื่น ที่มีการไม่อนุญาตให้มีการขอสถานะผู้ลี้ภัย ไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นผู้อพยพของหน่วยงานช่วยเหลือของสหประชาชาติ เนื่องจากเป็นผู้อพยพจากภัยเศรษฐกิจ และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง โดยจะต้องมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักสากลระหว่างประเทศ
ปัญหาที่น่าพิจารณาประการต่อมาคือ ในการดำเนินการส่งตัวชาวโรฮิงยากลับสู่ประเทศต้นทาง ซึ่งก็คือประเทศพม่านั้น จะมีสิ่งใดเป็นเครื่องรับรองว่า หากชาวโรฮิงยากลับประเทศแล้วจะไม่ถูกเข่นฆ่า หรือถูกกดขี่ข่มเหงอีก ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทางรัฐบาลไทยก็ยังไม่มีทางออกในตอนนี้
ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD) [1]กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคที่จะรับรองจะเคารพและประกันสิทธิของบุคคล รวมถึงการห้ามการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทาง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถิ่นกำเนิด หรือสภาพอื่นใด โดยจะดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติภายในประเทศ ประกันว่าบุคคลที่ถูกละเมิดจะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี จะได้รับสิทธิพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน การลิดรอนสิทธิในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการห้ามการตีความกติกาในอันที่จะไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพอื่นๆ และเนื่องจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีตามอนุสัญญาดังกล่าว ดังนั้นโดยหลักแล้ว ประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงยาที่อพยพเข้ามา
และนอกจากนั้น ตาม ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ[2] ข้อ 2. ประชาชนทุกคนสามารถเรียกร้องสิทธิตามปฏิญญาสากลฉบับนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ผิวสีใด ใช้ภาษาใด มีความคิดต่างกันเพียงใด นับถือศาสนาใด รวยจนเพียงใด อยู่ในสงคมระดับใด หรือมาจากประเทศใด และ ข้อ 3. ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัย ดังนั้นประเทศต่างๆมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาอย่างเท่าเทียม ภายใต้หลักความเสมอภาค ในการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ
แนวทางการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยา ขอแบ่งแยกเป็น 4 ประการที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป
ประการแรก ต้องแก้ปัญหาที่ประเทศต้นทางคือ พม่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมเริ่มขยับแล้ว โดยให้รัฐบาลพม่าทำการสำรวจประชากรโรฮิงยาเพื่อแยกแยะโรฮิงยาท้องถิ่น(ในพม่า)กับชาวเบงกอล และการให้ถิ่นพำนักถาวร ออกเอกสารแสดงตนให้กับชาวโรฮิงยา ซึ่งประชาคมโลกโดยเฉพาะหมู่สมาชิกอาเซียนร่วมกับสหประชาชาติอาจร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าให้สิทธิพลเมืองในโอกาสแรก ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าและรัฐบาลท้องถิ่น(รัฐยะไข่)ในการสำรวจประชากร และการพัฒนาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างอนาคต ยับยั้งมิให้ชาวโรฮิงยาล่องเรือไปตายเอาดาบหน้า เป็นการส่งออกภาระของพม่ามาให้ประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก
ประการที่สองคือ การช่วยเหลือดูแลชาวโรฮิงยาที่ติดค้างอยู่ในประเทศแรกรับ หรือระหว่างทาง (Transit) เช่น ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ให้ได้มาตรฐานที่ประชาคมโลกหรือพี่น้องชาวมุสลิมพึงยอมรับได้ หมายถึงเร่งเสริมความพร้อมในการรองรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับหน่วยงานหลักในประเทศไทยชั้นนี้คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงชีวิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมายังเป็นลักษณะตามมีตามเกิด คือมอบหมายมาจากรัฐบาลแล้วก็กระจายกันไปตามหน่วยงานสาขาทั่วประเทศ แต่มิได้จัดหางบประมาณจากส่วนกลางให้เพียงพอเป็นค่าเลี้ยงดูต่างๆ ค่าจ้างบุคลากรให้เพียงพอ และเพื่อการจัดทำสถานที่ให้สอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์
ระดับที่สาม คือ การส่งไปยังประเทศที่สาม ซึ่งโอกาสการจะได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศขาประจำดังอดีต เช่น ประเทศตะวันตกต่างๆ ก็คับแคบลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจภายใน และปัญหาการต่อต้านชาวมุสลิมเรื่องแรงงานมาแย่งงาน และเรื่องความรู้สึกเกรงกลัวลัทธิสุดโต่งของการนับถือศาสนาที่นำไปสู่ความรุนแรงและเผชิญหน้า ฉะนั้นโอกาสการไปประเทศที่สามก็น่าจะเป็นภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะนับถือศาสนาเดียวกัน ที่สำคัญภูมิภาคนี้ต้องการแรงงานทุกระดับ และชาวโรฮิงญาก็พักอาศัยอยู่ในตะวันออกกลางบ้างแล้ว เช่นที่ ซาอุดิอาระเบียก็มีอยู่แล้วเป็นแสนๆคน ฉะนั้นรัฐบาลก็น่าจะประชุมหารือกับประเทศตะวันออกกลาง โดยร่วมกับสหประชาชาติ
ประการที่สี่ ถือเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมเป็นอย่างมาก ถือเป็นการแก้ปัญหาให้เป็นไปในกรอบอาเซียนเอง โดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย ต่างขาดแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ต้องการความรู้หรือความชำนาญการมาก อีกทั้งไทยก็มีแรงงานพม่าอยู่มากมายถึง 3-4 ล้านคน ส่วนมาเลเซียก็มีแรงงานอินโดนีเซียหลายล้านคนเช่นกัน ทั้ง 2 ประเทศต่างยังต้องการแรงงานต่างด้าว เป็นส่วนที่จำเป็นยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นตลาดที่มีความเสรี (การกีดกัน สร้างกฎเกณฑ์ มักมีนัยของการหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นเรื่องกึ่งค้ามนุษย์และการทุจริตคอรัปชั่น) ฉะนั้น ไทยและมาเลเซียควรพิจารณาให้โรฮิงยาเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานต่างด้าวที่ต้องการ และนำเข้าสู่ระบบได้
[1] http://www.nhrc.or.th/2012/wb/th/print_content.php?id=72 เข้าถึงวันที่ 8เมษายน 2557
[2] http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf เข้าถึงวันที่ 8 เมษายน 2557
ที่มา
1.แนวทางแก้ไขปัญหาโรฮิงญา ,กษิต ภิรมย์, http://www.naewna.com/politic/columnist/6795
เข้าถึงวันที่ 8 เมษายน 2557
2.ปัญหาไทยกับชาวโรฮิงยา, http://www.sereechai.com/news/index.php/2013-05-01-06-34-27/2013-05-01-07-27-26/109-2013-05-02-04-27-05 เข้าถึงวันที่ 8 เมษายน 2557
3.โรฮิงญา : มรดกความขัดแย้งจากประวัติศาสตร์บาดแผล ,อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ, http://prachatai.com/journal/2013/01/44767 เข้าถึงวันที่ 8 เมษายน 2557
4. โรฮิงยา ชีวิตภายใต้อำนาจ จากชายแดนพม่าถึงไทย ,ศิววงศ์ สุขทวี,http://prachatai.com/journal/2013/08/48462 เข้าถึงวันที่ 8 เมษายน 2557