"Happiness is forsooth nothingness"

 

                               

All of us, human beings, want to be happy and joyous without endlessness. Since we have known the past time and been taugth that the happiness is the best goal of life. And the final way of it is really nothing. It is the great work of life that we try and try to get it as if it is an essentail thing for living on this planet.

You and me are homo sapiens means "the wise man" who just lived in this estimated 200,000 years ago. It is around 10,000 years ago, the human beings begin to develop the small group and usage of naimals for cultivation then led to be complex society.

About 3,000 - 6,000 years ago they established the state as the goverment which led by the empire or the king of the state. After then they enacted laws and religious foundations and cultures, Western and easten ones.

Around 2,000 years ago, the states and religious states began over the world. It is called that urbanized society later called modern age. The result of this age is the advent of philosophy, religion, technology and other cultures.

Today we are more the topmost advance than other living things. We well known how to survive util we can protect and provide food and territory. This reasson led to fight each other and separate such groups into each tribe. Then later we light the war around the world till now.

I feel that all of us want to be happy and seeking it by acumulating money or other belongings. We now are taught that having many money or treasure is a guaruntee for the quality of life. The real goal of lifetime that it is going on its way, rising, going on and ending which it is in conflict the thought.

The life and thought go conflict means that the lifeway goes to end naturally whereas the thought goes to get something. In fact, the life is nothing while the thought is expanding and holding as the will. It seems to be lost the way of truely life especially in an urban society.

When many population is more and more, the competitive war does too. Then we demand peace or happiness in mind and society. Becuase it compensates for the lost thing namely safety, security and peacefulness. So the essential goal for us is "real happiness." What does mean the real happiness?

We realise that happiness comes from the quality of mind which the mind must be on understanding the turth of thing, including life. Almost we have been taught this from religious perspective. Religion has many aspects, depend on God, Nature, Mind, Wisdom and so on.  One of it is the mind, it is a source of the happiness genesis. 

The big problem is getting into "its interior" the mind. How do we get there? The real meaning inside is the right understanding the world of life. Then is reaching the inside mind, it is truely truth of life. Here is also a level of happiness too. Therefore, happiness is a quality of well understanding and appreciating life that has its value inside.

However, when we get there, "happiness" is not essence of an entire life. It may be an illusion that attracts us to lost the true goal. Most of multitude believe that happiness is an essential goal of life. The happiness is replacement from tradegy of whole life in this existence. Always we are is "suffered" in lifespan but we attempt to get out of it.

Therefore, we should organise our life for well understanding for being better realization and for getting "insight there", peace. At that point we will meet the "natural wisdom" inside us not the happiness that we damand it. Finally I would like asking you following;

 

1. What life is...

2. The real goal of life is...

3. How do we get out of problem point of life?

4. What is your personal life, belong to you?

5. The real nature of your life is...

---------------------<7-4-14>-------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ขอติดไว้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาตอบ คืนนี้ต้องทำการบ้านก่อนเพราะมีประชุมพรุ่งนี้ค่ะ...

เขียนเมื่อ 

ในวังวน ที่ออกไม่ได้..คือชีวิต

เขียนเมื่อ 

มาเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมครับ...พอเข้าใจที่ถามแต่ตอบยากมากครับ...จะรออ่านของอ.บุษย์นะครับ

เขียนเมื่อ 

พี่ตอบตามความเข้าใจของพี่นะคะ...ตอนพี่เรียนสายวิทย์มาสมัยมัธยมปลาย ทราบแต่เพียงทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่พอเมื่อเราโตขึ้น ทำให้เราได้รู้จัก คำว่า "จิต" เข้ามาด้วย สังเกตได้จากที่คนเราแต่ละคนเกิดมาเป็นเพศชาย หญิง แต่สำหรับด้าน "จิตใจ" ของแต่ละคนจะไม่ค่อยเหมือนกัน...พี่คิดว่า "จิต" น่าจะรวมถึงต้นกำเนิดที่ติดตัวเรามาด้วย อาจจะมาจากภพภูมิที่สะสมกันมา...(พี่ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่...แต่ความคิดของพี่ ๆ คิดว่าเป็นแบบนั้น เพราะไม่เช่นนั้น คนเราคงมีจิตใจที่เหมือน ๆ กันทุกคนแล้ว...น่าจะขึ้นอยู่กับบุญ กุศลเดิมของคน ๆ นั้นด้วย...ถึงแม้มันจะพิสูจน์ไม่ได้ แต่ความเชื่อหรือเจตคติของพี่เป็นแบบนั้นซึ่งมันจะค้านกับทางด้านวิทยาศาสตร์)...ชีวิตคืออะไร? เป็นปัญหาโลกแตกเหมือนกัน...แต่คุณ ส. อาจจะทราบมากกว่าพี่นะคะ เพราะพี่เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ + ทำงานด้านบุคคล เลยสังเกตได้จากพฤติกรรมของคนมาตอบมากกว่าค่ะ...ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด...อย่างที่ทราบ ๆ ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อสืบพันธุ์ ดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยแตกต่างจากสัตว์ คือ มีปัญญาเหมือนกับปัญญาภิวัฒน์ไงค่ะ...ไม่รู้ตอบตรงประเด็นหรือเปล่า?...

สำหรับความจริงแล้วเป้าหมายของชีวิต คือ การมีชีวิตบนโลกใบนี้ตั้งแต่แรกเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นวัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิด แต่มนุษย์เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้นึกถึงตรงจุดนี้...ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบหลงระเริงไปวัน ๆ หลงไปกับวัตถุสิ่งของนอกกาย ไม่ค่อยได้คำนึงถึงจิตใจคนรอบข้าง ชอบนึก ชอบคิดแต่จิตใจของตนเองเป็นใหญ่ จึงทำให้เกิดปัญหาเช่นทุกวันนี้และไม่หมั่นทำความดี...บางคนคิดว่า ทำความดีไปเพื่ออะไร? ทำแล้วได้อะไร? เนื่องจากเพราะจิตของคน ๆ นั้น ไม่รับและไม่เชื่อในเรื่องของการทำความดี...(สิ่งนี้พี่ก็เชื่อว่ามาจากต้นทุน "บุญ กุศล" เดิมที่ติดตัวของเขาด้วยนะว่ามีมากน้อยเพียงไร...สำหรับคนที่มีต้นทุน ฯ มามาก ก็ไม่ต้องพูดกันมา เห็นได้ก็จะทำความดีอย่างเดียว...แต่สำหรับคนที่มีต้นทุน ฯ น้อยแล้ว ต่อให้ใครต่อใครพูดอย่างไรก็จะไม่ค่อยใส่ใจ สนใจในการทำความดีหรอก)...ถ้าทุกคนเข้าใจถึงความจริงของชีวิตจริง ๆ แล้ว พี่เชื่อว่า...จะทำให้สังคมโลกน่าอยู่กว่านี้มากขึ้นเชียวหล่ะ...

เราไม่สามารถออกจากปัญหาของชีวิตไปได้หรอก...เพราะว่า นี่คือ "ชีวิต" ๆ มีทั้งสุข - ทุกข์ เป็นของคู่กันแบบนี้ทุก ๆ สิ่งและมันก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ เพียงแต่เราต้องทำใจยอมรับกับ "ความจริง" ของชีวิตและปรับตัวเราเองให้อยู่ให้ได้ยามที่เราเกิดเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวเรา...เพราะแต่ละเหตุการณ์ ไม่ว่า ทุกข์ หรือสุข จะทำให้ตัวเรามีภูมิคุ้มกันต่อตัวเราเองเพิ่มขึ้น

ธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิต ก็คือ มนุษย์เราทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงของชีวิตให้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร? แล้วเราต้องทำสิ่งใด? ทำไปทำไม? ทำแล้วได้อะไร? เมื่อเราพบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราต้องฉลาดที่จะเก็บเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นไว้เพื่อเป็นครูสอนตัวเราเอง เตือนตัวของเราเองและถามตนเองว่า...แท้จริงแล้ว ตัวเราต้องการสิ่งใด...ถ้าไม่ใช่ "ความสุขใจ" มากกว่า ความสุขทางวัตถุ...สุขที่ได้จากการให้ สุขที่ได้จากการแบ่งปัน สุขที่ได้ให้ความจริงใจ นี่ต่างห่างที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง...แต่คนเราส่วนใหญ่มักลืมไปว่า "ตนเองต้องการสิ่งใดกันแน่"...ไม่รู้ที่ตอบมาใช่หรือไม่ แต่สำหรับตัวพี่ ๆ คิดว่าใช่...ไม่ใช่เข้าข้างตนเอง แต่มันพิสูจน์ได้กับจิตของพี่เอง...ทำแล้ว ให้แล้ว เรามีความสุขทางใจของเรามากกว่าสิ่งอื่น ๆ ค่ะ :):)...

เขียนเมื่อ 

เรื่อง "จิต" (Mind) มีหลายทฤษฎีที่เสนอกัน สอนกันทั่วโลก โดยรวมสอนกันในกรอบศาสนา ปรัญชา ภายหลังแยกออกมาสอนเฉพาะเรียกว่า "จิตวิทยา" หากจะว่าไป ก็มีสองสายคือ สายตะวันตกและสายตะวันออก

ในตะวันตกได้มาจากสองสายคือ ศาสนา ปรัชญา ในศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจากพระเจ้ากำหนดวิถีจิตตั้งแต่ต้น จนตาย ดังนั้น การกระทำจริงๆ มิได้มาจากเจตจำนงของมนุษย์ หากแต่พระเจ้ากำหนดวางชิบเอาไว้แล้ว มนุษย์ก็เพียงแค่รอแสงนำทางจากพระเจ้าให้ตัดสินใจเดินไป เคลื่อนไปเท่านั้น ซึ่งทฤษฎีนี้ ภายหลังก็มีนักคิดทั้งหลายถกเถียงกันว่า ถ้างั้นเราก็ไร้เสรีภาพตั้งแต่เกิดสิ?

ส่วนสายปรัชญา เริ่มก่อนกรีกและสมัยกรีก มีผู้กล่าวไว้คือ ไพทากอรัส โซเครตีส เพลโต อริสโตเติ้ล ฯ บุคคลเหล่านี้คือ ผู้หยิบหยกเอาเรื่องจิตขึ้นมา สมัยเขาเรียกว่า "โซล" (Soul) ลึกๆ พวกนี้ยังอ้างมาจากรากเหง้าเผ่าเทพเจ้าอยู่ เพราะไม่รู้ว่า โซน กำเนิดมาจากไหน เพลโตอ้างว่า มาจากมโนคติหรือเรียกว่า "แบบ" (idea) สายนี้เรียกว่า จิตนิยม (Idealism)

ส่วนตะวันออก มีความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างผี วิญญาณ เทพเจ้า และธรรมชาติ แหล่งกำเนิดแห่งทฤษฎีเหล่านี้คือ อินเดียและจีน อินเดียเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตเช่น มนุษย์เกิดมาจากพระพรหมเป็นผู้ให้กำเนิด พระพรหมถือว่า เป็นแก่นอมตะแห่งสรรพชีวิต ทางคัมภีร์เรียกว่า "อัตตา" หรือวิญญาณสากล โดยชีวิตมีองค์ประกอบอยู่สองอย่างคือ บุรุษและประกฤติ บุรุษไม่ตาย ส่วนประกฤตินั้นคือกายเนื้อ สิ้นสูญได้ เป็นมายาแห่งโลก

ส่วนคนจีนเชื่อ ในวิญญาณที่เกิดมาจากพลังจักรวาลแห่งธรรมชาติ ที่ต้องให้อยู่ในความสมดุลระหว่างกันเรียกว่า หยินและหยาง ถือว่าเป็นกฎระเบียบอย่างหนึ่งที่ระบบธรรมชาติเกื้อกูลกัน แยกกันไม่ได้ โดยพื้นฐานความเชื่อมาจากคำสอนของเต๋า มีนักปรัชญาหลายคนเช่น ขงจื้อ เม่งจื้อ จวงจื้อ ซุ่นจื้อ ฯ สอไว้ โดยรวมมีสองลักษณะคือ แบบปรัชญาสากล ที่เน้นจักวาล ธรรมชาติ กฎสากล แบบความเชื่อคตินิยม คือเชื่อจากเบื้องบน ฟ้า ดิน โชตชะตา และวิญญาณบรรพบุรุษ ดังนั้น วิญญาณหรือจิต จึงดูเหมือนผสมผสานกัน เม่งจื้อกล่าวว่า "สวรรค์และโลก คือ จุดกำเนิดชีวิต...และการรวมกันของสวรรค์และโลกจึงก่อเกิดสรรพสิ่งขึ้นมา" (George F. McLean, Man and Nature The Chinese Tradition and the Future, Unversity Press of America, New York,1989, p.7)

ในพุทธทัศน์ อยากให้อ่านกระทู้จากพันทิบด้วย (http://pantip.com/topic/30572418) เชื่อว่ามาจากการกระทำที่ถูกสะสมมาแล้วหลายภพ หลายชาติ แนวคิดเรื่อง ภพ ชาติ มาจากเค้ามูลของพวกพรหมณ์ ที่เชื่อว่า อัตตา เป็นอมตะ ไม่ตาย เมื่อกายเน่าผุพังไป จิตหรืออัตตา ก็จะไปหาที่เกิดใหม่ การเวียนเกิด เวียนตาย ไม่รู้กี่ภพ กี่ชาตินี้เอง ที่ทำให้เกิดผลผลึกจากการเวียนวน ที่ตกค้างมาจากภพ ชาติต่างๆ ไม่รู้เท่าไหร่

มาถึงปัจจุบัน เราไม่รู้อดีตชาติ และไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ จึงทำให้เราหลงทางภูเขาวงกต จึงทำให้จิตหลงทางกลับสู่บ้านเดิมคือ "ปรมาตมัน" อันเป็นแดนอมตะ ไม่เกิด ไม่ตายอีกต่อไป ลักษณะแนวคิดแบบนี้ พระพุทธเจ้าทั้งยอมรับและปฏิเสธ ที่ยอมรับคือ ยอมรับว่า ชีวิตมีอัตตาจริง ที่ปฏิเสธคือ อัตตานี้ไม่เป็นอมตะ เพราะ มีทางดับ มีทางหยุด มีทางสูญไปอย่างสิ้นเชิงได้ มิได้ไปอยู่เป็นปรมาตมันอีก

ดังนั้น การกระทำของมนุษย์ในภพนี้ ย่อมจะกลายเป็นภพต่อไปไม่รู้จบได้ หากมนุษย์ ไม่รู้จักถอดหรือทำลายสายผลผลึกกรรม (ชั่ว) ตนในชาตินี้ได้ ในทางตรงข้าม หากมนุษย์สร้างกรรมดี "อภิกุศลกรรม" หรือ"บรมกรรม" คือ กรรมที่สร้างให้จิตบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากพันธกิจของโลกอย่างสิ้นเชิง ย่อมยุติทางวัฏนั้นได้ แต่ก็นั่นแหละ โลกปัจจุบันนี้ เส้นทางแห่งอุดมคตินี้ กำลังถูกดีสเครดิสไปทุกๆวัน จึงทำให้มนุษญ์ไม่เชื่อแนวนี้ เพราะมันเหมือนกับห่างตัว ห่างเป้าหมาย ในโลกวิสัยจริงๆ

ส่วนปรากฏการณ์ทางจิตที่ใครก็ตามประสบมา สะสมมา ก็เป็นสิ่งมงคล เป็นพื้นฐานกับตนเอง แต่ให้คอยระวัง อย่าเข้าข้างตนเอง ต้องหาไกด์ไลน์สายทางการศึกษาเป็นแนวทางมิให้จิตหลุดกรอบจิตวิถี หากเป็นชาวพุทธ ควรศึกษาเส้นทางหรือเป้าหมาย หลักการพุทธประสงค์ของอุดมทัศน์ไว้ด้วยว่า มีเส้นทางอย่างไร มิฉะนั้น ก็จะถือเอาตนเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วอาจพาให้ไกลจากเป้าหมายของพุทธศาสนาได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นสอนเรื่องจริงเชิงปรนัย มิใช่สอนเรื่องจริงเชิงอัตนัย

* ไม่มีสูตรตายตัวเรื่อง "จิต" แต่ควรอยู่ในบริบทของคตินิยมของสังคมนั้นๆ เพื่อให้เป็นฐานทางนำไปสู่การสิ้นภพ สิ้นชาติ ทั้งนี้ ต้องอาศัย พลังปัญญา ความเพียร ความอดทน การกระทำอย่างสม่ำเสมอครับ

ส่วนคำตอบที่พี่บุษตอบปัญหานั้น ถูกต้องเหมาะสม ตามทัศนะของพี่อยู่แล้วครับ เพราะไม่มีคำตอบที่ตายตัวครับ ขอบคุณทุกท่านที่เสนอแนะและมอบดอกไม้ให้ครับผม