ผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยความตาย : เมื่อเราไม่สามารถอยู่ในประเทศของเราได้อีกต่อไป

(ที่มารูปภาพ : http://euroasianews.com/wp-content/uploads/Syrian-...
ในปัจจุบัน เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมากมาย บางปัญหาได้กลายเป็นความรุนแรง มีทั้งการประท้วง การจลาจล หรือถึงขั้นสงคราม หากความรุนแรงนั้น เกิดขึ้นในแถบที่อยู่อาศัยของเรา และทวีความรุนแรงขึ้นมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ผู้คนที่อยู่ในแถบนั้นต้องอพยพไปที่อยู่ที่อื่น หรือประเทศอื่น หากผู้อพยพถึงขั้นต้องย้ายไปยังประเทศอื่นนั้น ผู้คนเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตาย ขึ้นอยู่กับประเทศผู้รับ
หากพิจารณาจากคำนิยามของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 นั้น ผู้ลี้ภัยคือบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง1 ดังนั้นผู้ที่อพยพไปยังประเทศผู้รับนั้น จะเป็นผู้ลี้ภัยได้ต่อเมื่อประเทศผู้รับได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 นี้
สำหรับประเทศที่ไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ถ้ามีผู้อพยพมายังประเทศของตน ผู้อพยพจะถูกเรียกว่า ผู้หนีภัยความตาย ผู้หนีภัยความตาย คือ ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งที่เป็นภัยโดยตรงหรือภัยโดยอ้อม2
ภัยความตายโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ หากมองถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ในประเทศซีเรีย เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น หรือที่เรียกว่า สงครามกลางเมืองซีเรีย ในปี 2554 ทำให้มีผู้อพยพกว่า 9 ล้านคน กว่า 2 ล้านคนเป็นผู้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศต่างๆ เช่น เลบานอน จอร์แดน ตุรกี อิรัก
ส่วนภัยความตายโดยอ้อม สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ภัยความตายทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย เช่น เมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่า หากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึง หนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึง หรือ กรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งอันที่จริง การเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรง คือ ถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตาย แต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงาน ก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ หรือ หากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้ เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษี หรือการข่มขืน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ นี่เป็นตัวอย่างของภัยความตายทางกายภาพที่เห็นได้ชัด ภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือ ภัยความตายทางจิตใจ เช่น การข่มขืน หรือการออกกฎหมายต่อต้านกลุ่มLGBTที่มีโทษถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ในประเทศอูกันดาหรือประเทศตูนิเซีย เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย ไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 ดังนั้น หากมีผู้อพยพมายังประเทศของเรา ผู้อพยพนั้นจะถูกเรียกว่าผู้หนีภัยความตาย ไม่ใช้ผู้ลี้ภัยแต่อย่างใด
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยความตายนั้น เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายมีหลายรูปแบบด้วยกัน3 เช่น
- ปัญหาเรื่องการดำรงชีวิต ไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกต่อไปในประเทศของตน ต้องได้รับการคุ้มครองจากการทรมานและการปฏิบัติที่เลวร้ายต่างๆ
- ปัญหาเรื่องสิทธิความเป็นพลเมืองของประเทศผู้รับ คือ เมื่อไม่ได้มีสัญชาติของประเทศผู้รับ ก็ไม่สามารถใช้สิทธิพลเมืองได้ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง
- ปัญหาเรื่องเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย สิทธิในการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศของตน คือ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศของตนได้อีกต่อไป และสิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศของตน หากได้รับอันตราย หากประเทศผู้รับผลักดันให้เขากลับประเทศ ขณะที่ยังมีความรุนแรงอยู่ ก็จะละเมิดสิทธิมนุษยชนในข้อนี้
สำหรับผู้หนีภัยความตายในประเทศไทยนั้น ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็มีอยู่เช่นกัน โดยเริ่มจากการที่ผู้หนีภัยความตายไม่สามารถออกไปจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ ถ้าแอบออกไป เอกสารผู้หนีภัยความตายจะใช้ไม่ได้ เขาจะกลายเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายทันที ในเมื่อเขาไม่สามารถออกไปจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ เขาก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ หรือเมื่อแอบหนีออกไปแล้ว หากต้องการสมรส พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่จดทะเบียนสมรสให้ เพราะเอกสารผู้หนีภัยความตายใช้ไม่แล้ว ไม่มีเอกสารแสดงตนอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกมากมาย เช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาลไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาหารไม่ได้คุณภาพ ห้องน้ำไม่ถูกสุขลักษณะ ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องหาวิธีรับมือกับผู้หนีภัยความตายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ส่วนประเทศซีเรียแล้ว ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย โดยหลักมีอยู่สองประการด้วยกัน4
ประการที่หนึ่ง หากพิจารณาถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 25 (1) กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตนและของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน แต่ผู้ลี้ภัยในประเทศซีเรียนนั้น ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในข้อนี้ เนื่องจากผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในเต๊นท์ในสภาพอากาศร้อนจัดหรือหนาวเหน็บ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต้องนอนกับพื้น บางคนเสียชีวิตเพราะทนกับสภาพอากาศหนาวจัดไม่ไหว ส่วนนี้ ผู้ลี้ภัยถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องที่อยู่อาศัย
อีกส่วนหนึ่งท่ีผู้ลี้ภัยถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในข้อ 25(1)5 คือ สิทธิในการได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากสภาพของห้องพยาบาลเป็นเพียงแค่เต๊นท์และเตียงผ้าใบเท่านั้น ไม่มีระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยงของผู้ป่วย ไม่มีระบบบริหารจัดการยารักษาโรคแต่อย่างใด ทำให้ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างถูกวิธี ดังนั้น ผู้ลี้ภัยจึงถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนี้ด้วย
ประการที่หนึ่ง หากพิจารณาถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 (1)6 กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับประถมจะต้องเป็นภาคบังคับ การศึกษาด้านวิชาการและวิชาชีพจะต้องเปิดเป็นการทั่วไป และการศึกษาระดับสูงขึ้นไป จะต้องเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคสำหรับทุกคนบนพื้นฐานของคุณสมบัติความเหมาะสม แต่เด็กๆที่เป็นผู้ลี้ภัยจากซีเรียนั้น เมื่อเข้าไปอยู่ในประเทศผู้รับแล้ว ไม่ได้รับการศึกษาแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นแค่ขั้นประถมหรือขั้นพื้นฐาน ดังนั้น เด็กๆผู้ลี้ัยจึงถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องการศึกษาด้วย
ท่าทีของประเทศไทยในการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย7นั้น ยังไม่มีท่าทีว่าจะร่วมลงนามแต่อย่างใด เนื่องจาก หากยึดตามคำอธิบายของหน่วยงานภาครัฐ การเข้าเป็นภาคีจะทำให้ไทยผูกมัดตัวเองในการปฏิบัติตามการทำงานหรือนโยบายขององค์กรระหว่างประเทศในเรื่องผู้ลี้ภัยของยูเอ็นเอชซีอาร์ เพราะไทยมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามและในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยมีสิทธิต่างๆ ที่ให้กับผู้ลี้ภัย ซึ่งทางรัฐไทยดูว่ายังไม่เหมาะสม เช่น การได้สิทธิเท่าเทียมกับประชาชนของรัฐนั้น ซึ่งรัฐไทยมองว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเข้าเป็นภาคีจึงอาจมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะผลดีคือ จะทำให้รัฐไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศว่า เป็นประเทศที่มีสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานหลักสากล แต่ผลเสียคือรัฐไทยต้องผูกมัดตนเองว่าต้องดูแลผู้ลี้ภัยตามมาตรฐานสากลตลอดไป
ถ้าประเทศไทยเป็นภาคีแล้วผู้ลี้ภัยจะต้องได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น8หลายอย่างกว่าที่เป็นแค่ผู้หนีภัยความตาย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ตัวกฎหมายแม่บท คือตัวปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตัวกฎหมายสิทธิมนุษยชน ฉบับอื่นๆก็จะต้องใช้ฐานคิด คือ ความเท่าเทียมกัน เมื่อผู้ลี้ภัย ก็เป็นมนุษย์เช่นกัน จึงไม่ได้มีความแตกต่างที่ผู้ลี้ภัยจะได้สิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับประชาชนในรัฐนั้น เช่น สิทธิการเดินทางโดยเสรี จากการที่ผู้หนีภัยความตายไม่สามารถออกไปจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ ผู้ลี้ภัยก็จะสามารถเดินทางในประเทศได้ และหากต้องการเดินทางไปต่างประเทศ รัฐที่ดูแลผู้ลี้ภัยอยู่ก็ต้องออกเอกสารเดินทางให้ รวมไปถึงสิทธิทางการศึกษาและสิทธิอื่นๆก็ต้องเท่าเทียมกันกันผู้ที่มีสัญชาติไทย เช่น การศึกษาก็ต้องได้รับเหมือนกันกับเด็กไทย
ในการลี้ภัย นอกจากจะมีประเทศที่ลี้ภัยหรือหนีภัยความตายมา ประเทศผู้รับ ยังมีประเทศที่สามอีกด้วย ประเทศที่สาม คือ ประเทศที่ผู้ลี้ภัยจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานถาวรในประเทศนั้นๆ โดยหลัก ประเทศที่สามมักจะเป็นประเทศโลกที่หนึ่งหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา อังกฤษ สวีเดน ประเทศแถบคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ประเทศเหล่านี้มักมีเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตมนุษย์ที่ดี ซึ่งประเทศไทยยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ยังคงต้องพัฒนาอีกหลายด้าน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดังนั้น ประเทศไทยจึงยังไม่ได้เป็นประเทศที่สามซึ่งเป็นเป้าหมายถาวรของผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตาย
การเลือกรับผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายของประเทศที่สามนั้น จะมีรายละเอียดของคุณสมบัติที่ประเทศนั้นๆต้องการ เช่น วุฒิการศึกษา อาชีพ หรือวิชาชีพต่างๆ ทำให้ประเทศที่สามจะได้ผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายที่มีประสิทธิภาพไปยังประเทศของเขา หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่สามได้นั้น จะทำให้เราสามารถเลือกรับผู้หนีภัยความตายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศของเราได้ หากประเทศไทยเป็นประเทศที่สาม ย่อมได้รับประโยชน์มากกว่าการเป็นประเทศผู้รับในปัจจุบันอย่างแน่นอน
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยความตายถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งๆที่สิทธิมนุษยชนไม่สามารถละเมิดได้ และ มีอนุสัญญาคุ้มครองไว้แล้ว หน่วยงานต่างๆทั้งในประเทศและระหว่างประเทศต้องช่วยเข้าไปดูแล และให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ไม่ปล่อยให้ผ่านเลยจนกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่จบไม่สิ้นต่อไป
จิดาภา รัตนนาคินทร์
7 เมษายน 2557
1 ผู้ลี้ภัยคือใคร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee. (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
2 บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://salweennews.org/home/?p=986. (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
3 สักกรินทร์ นิยมศิลป์. สถานการณ์และท่าทีของรัฐแรกรับ ต่อปัญหาผู้ลี้ภัยแบบยืดเยื้อในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้: ความยืดหยุ่นคือหนทางออก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www2.ipsr.mahidol.ac.th/ConferenceVIII/Down... (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
4 ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย : พวกเขาอยู่กันอย่างไร?. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thai4syria.com/content/264. (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
5 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/bo... (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
6 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/bo... (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
7 บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://salweennews.org/home/?p=986. (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).
8 บทสัมภาษณ์ : “สิทธิของผู้หนีภัยความตาย”จากมุมมองนักวิชาการด้านสิทธิ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://salweennews.org/home/?p=986. (วันที่ค้นข้อมูล : 7เมษายน 2557).