ความเห็น 2953818

"Happiness is forsooth nothingness"

เขียนเมื่อ 

เรื่อง "จิต" (Mind) มีหลายทฤษฎีที่เสนอกัน สอนกันทั่วโลก โดยรวมสอนกันในกรอบศาสนา ปรัญชา ภายหลังแยกออกมาสอนเฉพาะเรียกว่า "จิตวิทยา" หากจะว่าไป ก็มีสองสายคือ สายตะวันตกและสายตะวันออก

ในตะวันตกได้มาจากสองสายคือ ศาสนา ปรัชญา ในศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจากพระเจ้ากำหนดวิถีจิตตั้งแต่ต้น จนตาย ดังนั้น การกระทำจริงๆ มิได้มาจากเจตจำนงของมนุษย์ หากแต่พระเจ้ากำหนดวางชิบเอาไว้แล้ว มนุษย์ก็เพียงแค่รอแสงนำทางจากพระเจ้าให้ตัดสินใจเดินไป เคลื่อนไปเท่านั้น ซึ่งทฤษฎีนี้ ภายหลังก็มีนักคิดทั้งหลายถกเถียงกันว่า ถ้างั้นเราก็ไร้เสรีภาพตั้งแต่เกิดสิ?

ส่วนสายปรัชญา เริ่มก่อนกรีกและสมัยกรีก มีผู้กล่าวไว้คือ ไพทากอรัส โซเครตีส เพลโต อริสโตเติ้ล ฯ บุคคลเหล่านี้คือ ผู้หยิบหยกเอาเรื่องจิตขึ้นมา สมัยเขาเรียกว่า "โซล" (Soul) ลึกๆ พวกนี้ยังอ้างมาจากรากเหง้าเผ่าเทพเจ้าอยู่ เพราะไม่รู้ว่า โซน กำเนิดมาจากไหน เพลโตอ้างว่า มาจากมโนคติหรือเรียกว่า "แบบ" (idea) สายนี้เรียกว่า จิตนิยม (Idealism)

ส่วนตะวันออก มีความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างผี วิญญาณ เทพเจ้า และธรรมชาติ แหล่งกำเนิดแห่งทฤษฎีเหล่านี้คือ อินเดียและจีน อินเดียเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตเช่น มนุษย์เกิดมาจากพระพรหมเป็นผู้ให้กำเนิด พระพรหมถือว่า เป็นแก่นอมตะแห่งสรรพชีวิต ทางคัมภีร์เรียกว่า "อัตตา" หรือวิญญาณสากล โดยชีวิตมีองค์ประกอบอยู่สองอย่างคือ บุรุษและประกฤติ บุรุษไม่ตาย ส่วนประกฤตินั้นคือกายเนื้อ สิ้นสูญได้ เป็นมายาแห่งโลก

ส่วนคนจีนเชื่อ ในวิญญาณที่เกิดมาจากพลังจักรวาลแห่งธรรมชาติ ที่ต้องให้อยู่ในความสมดุลระหว่างกันเรียกว่า หยินและหยาง ถือว่าเป็นกฎระเบียบอย่างหนึ่งที่ระบบธรรมชาติเกื้อกูลกัน แยกกันไม่ได้ โดยพื้นฐานความเชื่อมาจากคำสอนของเต๋า มีนักปรัชญาหลายคนเช่น ขงจื้อ เม่งจื้อ จวงจื้อ ซุ่นจื้อ ฯ สอไว้ โดยรวมมีสองลักษณะคือ แบบปรัชญาสากล ที่เน้นจักวาล ธรรมชาติ กฎสากล แบบความเชื่อคตินิยม คือเชื่อจากเบื้องบน ฟ้า ดิน โชตชะตา และวิญญาณบรรพบุรุษ ดังนั้น วิญญาณหรือจิต จึงดูเหมือนผสมผสานกัน เม่งจื้อกล่าวว่า "สวรรค์และโลก คือ จุดกำเนิดชีวิต...และการรวมกันของสวรรค์และโลกจึงก่อเกิดสรรพสิ่งขึ้นมา" (George F. McLean, Man and Nature The Chinese Tradition and the Future, Unversity Press of America, New York,1989, p.7)

ในพุทธทัศน์ อยากให้อ่านกระทู้จากพันทิบด้วย (http://pantip.com/topic/30572418) เชื่อว่ามาจากการกระทำที่ถูกสะสมมาแล้วหลายภพ หลายชาติ แนวคิดเรื่อง ภพ ชาติ มาจากเค้ามูลของพวกพรหมณ์ ที่เชื่อว่า อัตตา เป็นอมตะ ไม่ตาย เมื่อกายเน่าผุพังไป จิตหรืออัตตา ก็จะไปหาที่เกิดใหม่ การเวียนเกิด เวียนตาย ไม่รู้กี่ภพ กี่ชาตินี้เอง ที่ทำให้เกิดผลผลึกจากการเวียนวน ที่ตกค้างมาจากภพ ชาติต่างๆ ไม่รู้เท่าไหร่

มาถึงปัจจุบัน เราไม่รู้อดีตชาติ และไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ จึงทำให้เราหลงทางภูเขาวงกต จึงทำให้จิตหลงทางกลับสู่บ้านเดิมคือ "ปรมาตมัน" อันเป็นแดนอมตะ ไม่เกิด ไม่ตายอีกต่อไป ลักษณะแนวคิดแบบนี้ พระพุทธเจ้าทั้งยอมรับและปฏิเสธ ที่ยอมรับคือ ยอมรับว่า ชีวิตมีอัตตาจริง ที่ปฏิเสธคือ อัตตานี้ไม่เป็นอมตะ เพราะ มีทางดับ มีทางหยุด มีทางสูญไปอย่างสิ้นเชิงได้ มิได้ไปอยู่เป็นปรมาตมันอีก

ดังนั้น การกระทำของมนุษย์ในภพนี้ ย่อมจะกลายเป็นภพต่อไปไม่รู้จบได้ หากมนุษย์ ไม่รู้จักถอดหรือทำลายสายผลผลึกกรรม (ชั่ว) ตนในชาตินี้ได้ ในทางตรงข้าม หากมนุษย์สร้างกรรมดี "อภิกุศลกรรม" หรือ"บรมกรรม" คือ กรรมที่สร้างให้จิตบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากพันธกิจของโลกอย่างสิ้นเชิง ย่อมยุติทางวัฏนั้นได้ แต่ก็นั่นแหละ โลกปัจจุบันนี้ เส้นทางแห่งอุดมคตินี้ กำลังถูกดีสเครดิสไปทุกๆวัน จึงทำให้มนุษญ์ไม่เชื่อแนวนี้ เพราะมันเหมือนกับห่างตัว ห่างเป้าหมาย ในโลกวิสัยจริงๆ

ส่วนปรากฏการณ์ทางจิตที่ใครก็ตามประสบมา สะสมมา ก็เป็นสิ่งมงคล เป็นพื้นฐานกับตนเอง แต่ให้คอยระวัง อย่าเข้าข้างตนเอง ต้องหาไกด์ไลน์สายทางการศึกษาเป็นแนวทางมิให้จิตหลุดกรอบจิตวิถี หากเป็นชาวพุทธ ควรศึกษาเส้นทางหรือเป้าหมาย หลักการพุทธประสงค์ของอุดมทัศน์ไว้ด้วยว่า มีเส้นทางอย่างไร มิฉะนั้น ก็จะถือเอาตนเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วอาจพาให้ไกลจากเป้าหมายของพุทธศาสนาได้ เพราะพุทธศาสนาเน้นสอนเรื่องจริงเชิงปรนัย มิใช่สอนเรื่องจริงเชิงอัตนัย

* ไม่มีสูตรตายตัวเรื่อง "จิต" แต่ควรอยู่ในบริบทของคตินิยมของสังคมนั้นๆ เพื่อให้เป็นฐานทางนำไปสู่การสิ้นภพ สิ้นชาติ ทั้งนี้ ต้องอาศัย พลังปัญญา ความเพียร ความอดทน การกระทำอย่างสม่ำเสมอครับ

ส่วนคำตอบที่พี่บุษตอบปัญหานั้น ถูกต้องเหมาะสม ตามทัศนะของพี่อยู่แล้วครับ เพราะไม่มีคำตอบที่ตายตัวครับ ขอบคุณทุกท่านที่เสนอแนะและมอบดอกไม้ให้ครับผม