สุนทรียบำบัด ... พลังการเยียวยาของความดีงาม

 โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์                   หลายปีก่อนผมมีโอกาสพบและพูดคุยกับผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง เธอเป็นภรรยาของเหยื่อระเบิดพัสดุไปรษณีย์ที่เป็นข่าวคึกโครมก่อนหน้านั้นในอเมริกา ผมพบเธอที่วิลลา เซอร์เบลโลนี่ (Villa Serbelloni) ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ที่เบลลาจิโอ ในอิตาลี ตามธรรมเนียมและระเบียบการของศูนย์ประชุมแห่งนี้ คนที่มาประชุมหรือได้รับเชิญมาเขียนงานที่นี่ ซึ่งมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก นักสังคมศาสตร์ กวี นักดนตรี และศิลปิน จะต้องมารับประทานอาหารเย็นร่วมกัน เพื่อให้ผู้คนที่เชี่ยวชาญในต่างสาขาได้มีโอกาสรู้จักกันระหว่างร่วมโต๊ะอาหาร                 ผมพบกับผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้น ที่โต๊ะอาหารในเย็นวันหนึ่ง                 สังเกตจากสีหน้าและบุคลิกของเธอ ผมรู้สึกได้ว่าเธอคงจะมีความปวดร้าวและความโศกเศร้าบางอย่างในใจ ผมทราบจากการพูดคุยกับเธอว่า ทั้งเธอและสามีต่างก็เป็นแพทย์ที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตัวเธอเองเป็นกุมารแพทย์ ในขณะที่สามีของเธอเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ติดอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งเธอและสามีต่างทุ่มเทให้กับงานในวิชาชีพแพทย์ที่ทั้งคู่รักเป็นชีวิตจิตใจ                 แต่เธอบอกผมว่า ตอนนี้เธอเลิกอาชีพแพทย์แล้ว                 สาเหตุที่ต้องเลิกอาชีพที่เธอรักและทุ่มเทชีวิตให้ก็เพราะมีเหตุการณ์รุนแรงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับครอบครัวเธอ                 วันหนึ่งมีพัสดุไปรษณีย์ถูกส่งมาถึงสามีของเธอ ในใบจ่าหน้าระบุชื่อผู้ส่งเป็นศาสตราจารย์นักวิจัยที่ร่วมงานกับสามีเธออยู่ ลูกสาวของเธอพบพัสดุถูกนำส่งมาไว้ที่หน้าบ้านจึงนำเข้าไปไว้ให้พ่อบนโต๊ะในห้องครัว                 เมื่อสามีเธอกลับมาเห็นและเปิดห่อพัสดุเท่านั้นก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง บ้านของเธอพังพินาศ หลังคาห้องครัวถล่มลงทับร่างสามีที่มีบาดแผลจากแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดทั้งที่ใบหน้าและบริเวณหน้าอก นิ้วมือเกือบทั้งหมดถูกระเบิดกระจุยแหลกละเอียด                 ระเบิดที่มากับพัสดุไปรษณีย์นี้เป็นหนึ่งในหลายลูกที่ตำรวจระบุว่าส่งมาจากมือระเบิดลึกลับที่เรียกกันในนามของ UNA BOMBER  ซึ่งมักส่งระเบิดไปที่ศาสตราจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และสนามบิน                 คำว่า UNA BOMBER นั้น มาจากอักษร UN หมายถึง University คือมหาวิทยาลัย ส่วนอักษร A ก็เป็นตัวย่อของ Airport คือสนามบินนั่นเอง                 เธอบอกว่าเธอต้องเลิกประกอบอาชีพแพทย์เพราะต้องออกมาดูแลสามีที่ต้องรับการผ่าตัดมากกว่า 10 ครั้งในช่วงหลายปีต่อมาและต้องใช้เวลาอีกหลายปีเยียวยาชีวิตที่บอบช้ำกว่าจะตั้งหลักได้ใหม่ ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าทำให้ผมเข้าใจได้ว่าแววตาที่ปวดร้าวและเศร้าลึกๆ นั้น คงเป็นสิ่งตกค้างจากความทุกข์แสนสาหัสที่เธอเผชิญมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา                 ผมได้พบสามีของเธอด้วย สามีของเธอได้รับเชิญมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ที่นั่น ดูสามีเธอจะฟื้นจากความบอบช้ำและมีสุขภาพดี แม้ว่านิ้วมือเกือบทั้งหมดจะพิการขาดหายไปก็ตาม                 ผมถามเธอว่า ปัจจุบันเธอทำอะไร หลังจากที่ได้ดูแลสามีจนหายแล้ว                 เธอบอกว่าเธอไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการแพทย์อีกแล้ว ปัจจุบันเธอทำงานศิลปะจากแก้ว โดยเป่าแก้วเป็นงานศิลป์และประติมากรรมต่างๆ  สาเหตุที่เธอต้องเลิกจากการเป็นแพทย์ แม้ว่าจะยังรักในวิชาชีพแพทย์ ก็เพราะหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เธออยากมีชีวิตที่ใกล้ชิดและดูแลสามีมากขึ้น                 ดูจากแววตาและน้ำเสียงของเธอ เธอยังมีใจผูกพันและเสียดายความเป็นแพทย์ที่เธอรัก ผมบอกเธอว่างานสร้างสรรค์ทางศิลปะกับงานทางการแพทย์อาจไม่ได้แตกต่างหรือแยกเด็ดขาดจากกันอย่างที่เธอคิด เพราะในบางวัฒนธรรมทางการแพทย์นั้น สุนทรีภาพกับสุขภาพเป็นเรื่องเดียวกัน                 พอพูดถึงตรงนี้ ผมสังเกตเห็นดวงตาเธอเป็นประกาย                 ผมเล่าให้เธอฟังถึงวิชามานุษยวิทยาการแพทย์ ซึ่งศึกษาวัฒนธรรมสุขภาพและการเยียวยาความเจ็บป่วย มีการศึกษาพบว่าในระบบการแพทย์ที่แตกต่างกันในหลายวัฒนธรรมมีการใช้ศิลปะ ความงาม ดนตรี และการแสดงเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา หรือในสังคมสมัยใหม่ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ศิลปบำบัด                 ในบางศาสนาอย่างเช่น โยเร ซึ่งมีรากฐานจากพุทธศาสนาแบบมหายานของญี่ปุ่นนั้น ก็ถือว่าการเยียวยาความเจ็บป่วยกับการเข้าถึงสุนทรียภาพของชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน ศาสนิกของโยเรจึงต้องเรียนรู้เรื่องความงาม และสุนทรียภาพจากการจัดดอกไม้ ซึ่งถือเป็นศิลปะชั้นสูงเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้มีความประณีตงดงาม                 นอกจากนั้นยังต้องเจริญเมตตาภาวนาโดยการเผื่อแผ่รังสีแห่งความรักอันบริสุทธิ์ให้กับเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และผู้คนทุกข์ยากที่ได้พบเห็น                 ผมบอกเธอว่า ในวัฒนธรรมเหล่านี้แตกต่างไปจากการแพทย์ตะวันตกที่เน้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอวัยวะและถือว่าสุขภาพดีเกิดจากการที่อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ  การแพทย์แบบชีววิทยานี้แม้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคทางกายได้ดี แต่ก็ขาดมิติทางสุนทรียภาพและจิตวิญญาณ แต่ในภูมิปัญญาการแพทย์อื่นๆ สุขภาพกับสุนทรียภาพอาจเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้                 หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว เราอาจเห็นได้ไม่ยากว่า ชีวิตที่จะถือว่ามีสุขภาพหรือสุขภาวะที่สมบูรณ์นั้น น่าจะเป็นชีวิตที่เข้าถึงความงาม ความดี และความจริงสูงสุดของชีวิต เพราะหากแม้จะมีชีวิตยืนยาวเป็นร้อยปี แต่ในชั่วชีวิตหนึ่งนั้นไม่เคยเลยแม้แต่ชั่วขณะที่จะได้ดื่มด่ำในสุนทรียภาพและความงามของชีวิต ก็คงจะถือว่าเป็นชีวิตที่ดีได้ยาก                 การทำงานศิลป์จึงเป็นหนทางของการบรรลุสุขภาวะหรือความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของชีวิตผ่านการเข้าถึงความงามหรือสุนทรียภาพ                 ความงามหรือสุนทรียภาพนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ความงามของศิลปะในชั้นของวัตถุธรรมเท่านั้น เพราะความงามนั้นไม่ใช่มีอยู่แต่ในศิลปวัตถุเท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ที่งดงามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดของแม่ ในความใส่ใจต่อกันของเพื่อนมนุษย์ หรือในความอ่อนโยนต่อชีวิตและสรรพสิ่ง            เธอมองหน้าผมนิ่งอยู่สักครู่แล้วบอกว่า เมื่อครั้งที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหลังสามีเธอบาดเจ็บสาหัสจากระเบิดนั้น เธอแทบจะหมดกำลังใจและไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ประคองชีวิตที่แตกสลาย  มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในใจเธอว่า ทำไมมนุษย์จึงทำร้ายกัน ทำไมสังคมจึงโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอฟื้นและลุกขึ้นมาได้ ก็คือจดหมายและไปรษณียบัตรเป็นจำนวนมหาศาลที่ส่งมาให้กำลังใจกับเธอ เธอเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า จดหมายและไปรษณียบัตรมหาศาลที่ส่งมาแสดงความเห็นอกเห็นใจ ปลอบโยน ให้กำลังใจเธอนั้นมาจากผู้คนที่เธอไม่รู้ว่าเป็นใครและไม่เคยรู้จัก                ความห่วงใยและกำลังใจจากคนที่เธอไม่เคยรู้จักนี้ แท้ที่จริงก็คือความงดงามของความรัก มิตรภาพและความอ่อนโยนต่อกันของมนุษย์  ความงามของความเป็นมนุษย์นี้ประคองและหล่อเลี้ยงให้เธอเข้มแข็งจนต่อสู้เอาชนะความทุกข์และความยากลำบากมาได้            ความงดงามและความดีงามนั้นกอบกู้ฟื้นคืนชีวิตให้กับผู้คนได้ เพราะความงดงามของความรัก มิตรภาพ และความเป็นมนุษย์นั้นมีพลังของสุนทรียภาพที่สามารถเยียวยาความบอบช้ำ ความทุกข์และหล่อเลี้ยงชีวิตให้งอกงามได้   โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) [email protected] ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๘