พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ท้าทายความคิดของคนเรามาก  ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในโลกมองว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำใด ๆ ที่เรียกกันว่ามีเทพเจ้าบันดาลให้เป็นไปต่าง ๆ นั้นจึงเรียกว่าเป็นศาสนาฝ่ายเทวนิยม  คือผู้ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดเป็นประธานในการกระทำอยู่และคนเราต้องให้ความสำคัญมีความเคารพยำเกรงหาสิ่งบวงสรวงสังเวยต่าง ๆ จนกลายมาเป็นประเพณีแพร่กระจายไปในชุมชนท้องถิ่นทั่วไป

        สำหรับแนวคิดทางพุทธแล้วกลับไม่ให้ความสำคัญต่อผู้ที่คนเราเชื่อว่ามีผู้ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังนั้นจึงใช้เรียกว่าเป็นศาสนาอเทวนิยมคือไม่ว่าสิ่งยิ่งใหญ่หรือผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่จะมีหรือไม่ก็ไม่ให้ความสำคัญ  เพราะแนวคิดทางพุทธมุ่งให้ความสำคัญไปที่ตัวตนคนเราแต่ละคน  แนวคิดทางพุทธให้เชื่อตนเองเพราะตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน  ทุกอย่างล้วนอิงอาศัยกันและกันจึงยังคงดำรงอยู่ได้

        ในทางพุทธมองว่าท่ามกลางสังคมคนเรานั้นไม่มีใครเป็นพระเอกหรือนางเอกไม่มีใครโดดเด่นแต่ผู้เดียว  ดูอย่างหลักธรรมขันธ์ห้ารวมกันกลายเป็นตัวตนคนเราได้ถ้าขาดอย่างใดไปก็ขาดภาวะความเป็นคนเราไป 

        การมองสิ่งของก็ไม่ได้มองว่าใครทำแต่มองประโยชน์ที่จะได้ใช้เช่น  เก้าอี้หนึ่งตัวก็ไม่ได้มองว่าใครทำ  ซื้อมาจากร้านไหนใครเป็นคนซื้อมาไว้  แต่พุทธจะมองว่า มันใช้ประโยชน์อะไรก็ทำหน้าที่นั้นให้ถูกต้องคือใช้ตามประโยชน์ของมันให้ดีที่สุด

        ในแนวคิดเกี่ยวกับความสุขนั้นพุทธมองว่า  มีความสุขอยู่สามแบบให้เลือกสำหรับคนเรา  แบบที่หนึ่งคือกามสุข  เป็นความสุขเกิดจากการสัมผัส ( ทางอายตนะ )ที่ทุกคนเข้าถึงได้เป็นความสุขชั่วคราวไม่ยั่งยืน  แบบที่สองคือสมาธิสุข  เป็นความสุขที่เกิดจากการแสวงหาความสงบทางจิตใจมีการรักษาศีลเจริญภาวนาทำสมาธิเดินตามทางสายสงบได้ความสุขชนิดนี้เกิดปีติอิ่มใจอิ่มทิพย์อยากได้ต้องลงมือปฏิบัติเอาเอง  แบบที่สามคือนิพพานสุข  เป็นความสุขที่เดินตามทางสายกลางจนเข้าสู่นิพพานดุจดังพระอรหันต์ทั้งหลาย

        ในความสุขทั้งสามแบบนั้น  ความสุขขั้นที่หนึ่งเหมาะสมกับคนเราทั่วไป  แบบที่สองและแบบที่สามเหมาะสมกับนักบวชหรือพระภิกษุนั้นแล