วันนี้เป็นวันที่แดดแรงมากอีกวันหนึ่ง เป็นวันที่ผมพลาดไปนิดที่ไม่ได้ระวังตัวไม่ให้เจอแสงแรงๆ แบบฉับพลัน เลยทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตาด้านขวาขึ้นมาส่งผลให้ไม่ได้ทำงานทำการเกือบทั้งวัน

ผมเดาว่าอาการที่ผมเป็นนั้นน่าจะคล้ายๆ กับคนเป็นไมเกรน ผมเคยอ่านมาว่าไมเกรนจะเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุและโดยส่วนใหญ่จะเกิดจากการเจอสิ่งกระตุ้นอะไรบางอย่าง อย่างผมนี้ไม่ได้ปวดหัวแต่เป็นปวดกระบอกตาข้างเดียวด้านขวาเวลาเกิดเจอแสงแรงๆ แบบไม่ได้ระวังตัว เดาไปต่อว่าอาจจะเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตาด้านนี้เกิดหดตัวเร็วๆ ยังไงสักอย่างเลยทำให้ปวดขึ้นมา ตาผมทั้งสองข้างก็เอียงและสั้นไม่เท่ากันเสียด้วย แต่ห่างกันนิดเดียวโดยตาขวาสั้นกว่าตาซ้าย

ด้วยอาชีพที่ต้องใช้ตาทำมาหากินนี่พอปวดกระบอกตาเสียแล้วก็ทำงานไม่ได้ ที่จริงแล้วถ้าผมปิดตาขวาแล้วทำงานด้วยตาซ้ายข้างเดียวนี่ก็เกือบๆ จะทำงานได้ แต่มันก็เป็นการพยายามเกินเหตุไปหน่อย วันนี้เลยกลายเป็นวันที่ไม่ได้ทำงานทำการของผมไป

วันนี้ผมนอนกลางวันก็แล้ว ทำตัวสบายๆ ก็แล้ว ก็ยังไม่หาย ซึ่งก็เป็นตามปกติว่าถ้าเกิดอาการขึ้นแล้วจะต้องใช้เวลาสักพักมันก็จะหายไปเอง เป็นๆ หายๆ ทั้งวัน ถ้าจะให้หายแน่ๆ ก็ต้องรอพระอาทิตย์ตก แปลกดีเหมือนกัน

เวลาผมเป็นอย่างนี้ผมจะไม่กินยาแก้ปวดเพราะมันไม่ได้เป็นมาก เป็นอาการปวดกระบอกตาทั่วไปซึ่งคนสายตาไม่ดีสั้นๆ ยาวๆ จะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร

แต่เมื่อกี้ผมลองนั่งสมาธิ ปรากฎว่าหลังจากออกจากสมาธิแล้วอาการปวดกระบอกตาทุเลาขึ้นกว่าการนอนอีก ถ้าเจ้าต้นไม้ไม่กลับมาจากโรงเรียนเสียก่อน ผมคงนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ

การนั่งสมาธินี่ดีกว่าการนอนในกรณีอย่างนี้ เพราะการนอนกลางวันนั้นถ้านอนมากๆ ก็กลายเป็นปวดหัวไปอีกได้เหมือนกัน กลายเป็นปวดสองชั้นไป แต่นั่งสมาธินานๆ ไม่ปวดหัวเหมือนนอนกลางวัน เรื่องนี้น่าสนใจว่าเป็นเพราะอะไร

การใช้สมาธิรักษาอาการปวดหัวปวดตานี่น่าสนใจ จากการทดลองกับตัวเองผมคิดว่าช่วยได้ดีระดับหนึ่ง คนอื่นที่มีอาการไมเกรนน่าจะทดลองดูนะครับ