สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน ก่อนหน้านี้ดิฉันได้เขียนบันทึก กิจกรรมบำบัดกับผู้รับบริการฝ่ายกาย และกิจกรรมบำบัดทางจิตสังคม บันทึกนี้ดิฉันจะขอเขียนกิจกรรมบำบัดในเด็กบ้างซึ่งครั้งนี้ได้ อ.ดร.กันนิกา เพิ่มพูนพัฒนา ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านกิจกรรมบำบัดในเด็ก และอ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง มาแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองเช่นกันและในการแลกเปลี่ยนความเห็นครั้งนี้มีอ.ดร อนุชาติ เขื่อนนิล มาเป็นพิธีกร ซึ่งเนื้อหามีดังต่อไปนี้ค่ะ
1. อะไรคือเป้าหมายสำคัญของนักกิจกรรมบำบัดในฝ่ายเด็ก
จากประสบการณ์ส่วนใหญ่เราจะทำงานกับทั้งเด็กพัฒนาการปกติคือจะส่งเสริมและพัฒนาต่อไปและเด็กที่พัฒนาการผิดปกติหรือมีความพิการช่วยฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงหรือเป็นปกติมากที่สุด สำหรับในประเทศไทยกิจกรรมบำบัดทางเด็กถือว่ามีผู้สนใจมากเพราะสามารถหาเงินจากตรงส่วนนี้ได้ แต่ด้วยจำนวนขอนักกิจกรรมบำบัดนั้นยังไม่เพียงพอต่อผู้รับบริการ ทำให้เด็กบางคนมารับการรักษาน้อยหรือนานๆครั้งดังนั้นการให้คำแนะนำเพื่อนำกลับไปใช้ที่บ้านจึงดีที่สุดไม่ใช่เพียงแค่รอเวลาในการมาพบนักกิจกรรมบำบัด และส่วนใหญ่นักกิจกรรมบำบัดทำในคลินิกส่วนตัวมากกว่าในคลินิกหรือโรงพยาบาลของรัฐ
2.นักกิจกรรมบำบัดจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการรักษานั้นๆมีคุณภาพ
เมื่อนักกิจกรรมบำบัดพบผู้รับบริการเด็กในครั้งแรกจะทำการประเมินและหาปัญหารวมถึงการตั้งเป้าประสงค์ในทุกๆครั้ง และหากิจกรรมที่สามารถช่วยให้เด็กเหล่านั้นสามารถบรรลุเป้าประสงค์ได้โดยการประเมินความสามารถอีกครั้งเพื่อดูพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น เด็กเหล่านั้นสามารถไปโรงเรียน สามารถทำกิจกรรมต่างๆขณะอยู่บ้านได้ด้วยตัวเองหรือไม่ และเมื่อฝึกเด็กเสร็จการได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆและครอบครัวของเขา ถือว่าเป็นแรงเสริมเป็นรางวัลในการทำกิจกรรมบำบัดในเด็ก
3. อะไรคิอจุดแข็ง จุดอ่อน ภัย หรือโอกาสในนักกิจกรรมบำบัดในเด็กในประเทศไทย
จุดแข็งคือการมีจำนวนนักกิจกรรมบำบัดที่น้อยแต่เราสามารถช่วยเด็กๆได้ถึงแม้จะมีนักกิจกรรมบำบัดเพียง 1 คนต่อเด็ก 10 คน โดยจะอยู่กับเด็กๆและให้เด็กทำกิจกรรมได้จนจบ ถ้านักกิจกรรมบำบัด 1 คนต่อเด็ก 1 คน ก็จะทำให้การพัฒนามีมากขึ้น
จุดอ่อนคือเราต้องการบุคลากรทางด้านกิจกรรมบำบัดในทางเด็กมากขึ้น การเปลี่ยนความคิดของผู้ปกครองว่าพัฒนาการที่จะเพิ่มขึ้นได้นั้นขึ้นอยู่แต่กับนักกิจกรรมบำบัด โดยทั่วไปแล้วใน 1 วัน นักกิจกรรมบำบัดจะได้พบเด็ก 6 คน คุณอาจจะทำกิจกรรมกลุ่มหรือเฉพาะแต่ละคนก็ได้ ครอบครัวถือเป็นปัจจัยสำคัญแต่ใน 1 วันครอบครัวสูญเสียพลังงานไปมาก ครอบครัวควรเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาก
4. อะไรคือแผนหรือกลยุทธ์ในการเป็นนักกิจกรรมบำบัดทางจิตสังคม แล้วจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร
การใช้กรอบอ้างอิงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เพราะพื้นฐานของ กรอบอ้างอิงหรือแบบจำลองต่างมาจากมนุษย์ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถปรับให้เหมาะสมกับเด็กหรือไม่ เช่น กรอบอ้างอิงNeurodevelopment สามารถนำมาใช้กับ กับ neuroscience (ประสาทวิทยา) ในเรื่องของ SI (Sensory integration) ไม่ใช่ว่าเพียงนักกิจกรรมบำบัดเท่านั้นที่ทำได้มันซับซ้อนมาก เพราะยางครั้งเราก็ไปยืมกรอบอ้างอิงของวิชาชีพอื่นมาใช้ พวกเราไม่ได้มีแค่การใช้ความรู้หรือกรอบอ้างอิงแต่พัฒนาการของแต่ละคนบางครั้งไม่ต้องทำอะไรมากแต่สมองจะเกิดการแบ่งตัวแบ่งเส้นประสาท ฉะนั้นอย่ายอมแพ้ที่จะบำบัดรักษาเด็ก
5. คุณอยากเห็นอะไรในกิจกรรมบำบัดฝ่ายเด็กในอนาคต แล้วจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร
นักกิจกรรมบำบัดในทุกโรงพยาบาล โรงเรียนหรือในชุมชนสามารถทำงานหรือให้คำแนะนำเปรียบเสมือนบ้านของตน ปัจจุบันเราจะทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้น รอเวลาที่เด็กจะมาหาและให้เด็กกลับบ้าน ซึ่งนี้คือรูปแบบของกิจกรรมบำบัดในตอนนี้ เราไม่ต้องการที่จะอยู่เพียงแต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น เราควรให้คนอื่นๆทราบว่าเราสามารถช่วยให้เด็กๆเหมือนปกติมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก สำหรับในประเทศไทยถ้ามีกฏหมายเกี่ยวกับการเปิดคลินิกกิจกรรรมบำบัด บางทีบ้านคุณก็เหมือนออฟฟิศเหมือนโรงงานหรือองค์กรอะไรสักอย่าง บางคนก็สามารถหาแหล่งจัดซื้ออุปกรณ์และสร้างสัมพันธภาพไว้รอเมื่อสามารถเปิดคลินิกได้ติดต่อซื้อได้ง่าย
6. ในสังคมไทย คุณจะใช้ความสามารถทางกิจกรรมบำบัดของคุณอย่างไร
คุณต้องดูก่อนว่าสิ่งที่คุณจะทำมันเหมาะสมหรือไม่ อย่างเช่นเด็กออทิสติกจะมีปัญหาในเรื่องการรับความรู้สึกเช่นในเทศกาลต่างๆ จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถเข้าร่วมเทศกาลนั้นๆได้ ผู้ใหญ่บางคนยังถือขนบธรรมเนียมว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้นบางทีก็ไปจำกัดเด็ก สองปีที่ผ่านมาวัฒนธรรมเราเกิดการแบ่งแยกทำให้เกิดปัญหาทางจิตเช่นเด็กที่ถูกรังแก เนื่องจากขาดการสนับสนุนทำให้บุคลิกภาพเหมือนออทิสติก กลัวการไปโรงเรียน
7. คุณมองกิจกรรมบำบัดไทยในเด็กในอีก 5-10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร
หวังว่าจำนวนหรืออัตราของเด็กพิเศษมีจำนวนลดลงและดิฉันอยากทำงานวิจัยที่ช่วยป้องกันการเกิดออทิสติกได้ และหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เด็กๆเกิดความผิดปกติคือพันธุกรรม ลดความเครียด แก้ไขปัญหาในทางที่ถูกต้อง พวกเราสามารถป้องกันปัญหาในเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าได้ การวางแผนครอบครัวก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในเรื่องนี้ได้
8. คุณมองกิจกรรมบำบัดไทยในเด็กในอีก 5-10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร
ช่วยให้เด็กและผู้ใหญ่มีสุขภาพที่ดี ผู้รับบริการดีขึ้นหลังจากพบนักกิจกรรมบำบัด ยืดหยุ่นได้แต่อย่าขาดรายละเอียดพวกเขาต้องการมีส่วนร่วมอยากทำด้วยตนเอง ต้องการการกระตุ้นไม่ต้องช่วยเหลือพวกเขาตลอดเวลา
9. ในปี 2015 ประเทศไทย 1 ในสมาชิกของประชาสังคมอาเซียน คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบเกี่ยวกับนักกิจกรรมบำบัดในเด็กในไทย
ทางบวกคือคุณสามารถไปทำงานในประเทศอื่นได้
ทางลบคือนักกิจกรรมบำบัดจากประเทศอื่นสามารถทำงานในประเทศไทยได้ ซึ่งอาจมีมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เป็นต้น
นอกจากนี้ อ.ดร.กันนิกา ได้ทิ้งข้อคิดไว้ด้วยว่า "เราควรคำนึงถึงประสบการณ์ก่อนที่จะคำนึงถึงเงินตรา"
ทั้งนี้ ขอขอบคุณ
- อ.ดร.กันนิกา เพิ่มพูนพัฒนา
- อ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง
- อ.ดร.อนุชาติ เขื่อนนิล
อีกครั้งที่เสียสละเวลามาแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองจากนักกิจกรรมบำบัด
ขอขอบคุณมากๆค่ะ