กรรม...ที่ไม่ได้ก่อ

              ชีวิตของฉันเกิดมาพร้อมปัญหาที่ฉันรู้สึกว่ามันหนักและยิ่งใหญ่มาก มากซะจนฉันคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครเจอปัญหาแบบนี้แน่นอน ปัญหานี้ฉันไม่อยากให้ใครรับทราบเรื่องนี้ของฉันเลยให้ดิ้นตายซิ ก็ใครจะอยากให้ไปรู้ล่ะ เพราะว่าใครกันจะยอมรับในเรื่องแบบนี้ได้บ้างฉันคิดว่าคงไม่มีหรอกในโลกนี้ยังจะมีใครที่ใจกว้างยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นได้ บ่อยครั้งที่ฉันครุ่นคิดมาตลอดคนเป็นร้อยเป็นพันทำไมต้องมาเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นฉันได้แจ็คพ๊อตแบบนี้ น้ำตาฉันคลอขึ้นมาทันทีที่นึกถึงเรื่องนี้ นึกเสียใจไม่หาย เศร้าใจทุกทีที่นึกขึ้นมาทุกคนที่อยู่รอบกายค่อยๆ ล้มหายตายจากทีละคน 2 คน จนเหลือแค่ฉันกับยาย ณ วันนี้ฉันยังอยู่รอดปลอดภัยสบายดีอยู่เพราะยาต้านที่ต้องไปรับทุกเดือนบางครั้งก็ 2 เดือนไปรับที ทุกวันนี้ฉันมีความสุขกับการเรียน เล่นสนุกกับเพื่อนๆ

                    การใช้ชีวิตที่เป็นปกติเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ปัจจุบันฉันอายุ 17 ปีแล้ว ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคภัยแทรกแต่อย่างใดมีความสุขที่คุณครูให้ความรักความเข้าใจ “แก้วๆ วันนี้เป็นอย่างไรบ้างเหนื่อยมั้ย” เสียงคุณครูจุ๊บจิ๊บร้องทักเมื่อเดินสวนกัน ฉันหันไปส่งยิ้มให้ก่อนจะตอบไปว่า “สบายดีค่ะ ครู ไม่เหนื่อย ครูมาโรงเรียนเช้าจัง” คุณครูคนสวยยิ้มแย้มให้ฉันแล้วชวนฉันคุยต่อ

“แก้วกินข้าวเช้าหรือยัง ดูแลตัวเองดีๆ นะ ครูเป็นห่วง” ฉันยิ้มแล้วตอบว่า “กินแล้วค่ะ ครู” แทบทุกวันที่คุณครูจุ๊บจิ๊บจะทักทายและชวนฉันพูดคุยเสมอ บางทีก็เดินมาหาที่แถวถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ถามเรื่องการทานยาให้ตรงเวลามันทำให้ฉันมีพลังที่จะต่อสู้ไปได้อีกวัน อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคุณครูอีกคนที่ยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็น

                   ขณะที่ฉันศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้นในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเคยได้รับทุนการศึกษาจากท่านผู้มีอุปการคุณรายการ “คบเด็กสร้างบ้าน” และยังมีผู้อุปการคุณที่ใจดีอนุเคราะห์ทุนการศึกษามาเรื่อยๆ จนถึงในปัจจุบันหลายๆ คนหลายคนคงเริ่มคิดใช่ไหมว่าฉันเป็นอะไร ฉันก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไปแต่มีกรรมติดตัวมามากมายกว่าคนอื่น กรรมที่ไม่ได้ก่อกรรมที่รับสืบทอดมาเหมือนมรดกตกทอดที่ไม่มีใครถาม ว่า ฉันต้องการหรือไม่กรรมที่ฉันต้องก้มหน้ายอมรับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตอนนี้นาทีนี้ฉันเองก็ยังนึกหวั่นไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับกรรมนี้แต่เมื่อคนอื่นๆ เขาก็ยังอยู่ได้เลยฉันก็ต้องอยู่ได้เช่นกันเมื่อคิดได้เช่นนี้มันจึงทำให้ฉันมีพลังสู้ไปอีกวัน

          “ครูค่ะ หนูอยากเรียนต่อค่ะ ครูให้คำแนะนำหนูหน่อยได้ไหมค่ะ” ฉันเข้าไปปรึกษาคุณครูจุ๊บจิ๊บอีกเหมือนเคย เพราะคุณครูท่านนี้ฉันสนิทที่สุดแล้ว วันนี้ฉันนั่งคุยกับหลายเรื่องมากๆ คุยแล้วฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก “แก้วอยากเรียนต่อสาขาอะไรล่ะ”  ฉันคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “หนูอยากเป็นครูภาษาไทยเหมือนครูค่ะ ครูเป็น Idol ของหนูเลยค่ะ” “งั้นหนูต้องทำเกรด 5 เทอมให้ดี จะได้ขอโควตาได้ แล้วทุนทรัพย์ล่ะ ใครส่งหนู” ฉันตอบกลับไปว่า “หนูกู้ กยศ ค่ะ ได้เดือนละ หนึ่งพันบาท” “แล้วพอกินมั้ย แก้ว” ฉันยิ้มเศร้าตอบไปว่า “จ่ายค่ารถโดยสารไป 500 บาทค่ะ เหลือ 500 บาทเอาไว้ใช้” คุณครูจุ๊บจิ๊บ ทำหน้าสงสัย “แล้วแก้วพอใช้หรือลูก” “อ้อ หนูได้ทุนอย่างอื่นด้วยค่ะ ครู” คุณครูพยักหน้ารับทราบและครุ่นคิดอยู่ในที คุณครูคงนึกสงสารในโชคชะตาของฉันนั่นเอง

                   วันนี้เป็นวันสอบปลายภาคเรียนวันแรกฉันนั่งอ่านหนังสือกับเพื่อนๆ ที่หน้าห้องสอบเพื่อรอคุณครูที่ปรึกษานำข้อสอบมาให้ พวกเราพูดคุยกันเสียงดังมากๆ อย่างกับนกกระจอกเพิ่งออกจากรังกันเลยทีเดียว ไม่นานคุณครูก็นำข้อสอบเดินหน้ามุ่ยเข้ามาพร้อมกับทำเสียงดุ อย่างปรามๆ เพื่อให้พวกเราลดเสียงลงนั่นเอง คุณครูเขียนแผนผังสำหรับนั่งสอบที่กระดานดำหน้าห้องเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราลอกข้อสอบกันได้ ฉันนึกขำในใจคุณครูท่านก็เก่งเนาะ พยายามทุกวิถีทางรู้เท่าทันพวกเราทุกอย่าง แต่พวกเราก็ยังตะแบง ดื้อ รั้น สวนกระแสเหล่ากันตลอด อย่างเช่นวันนี้ก็เช่นกัน ถึงคุณครูจะเตรียมการณ์เป็นอย่างดีแต่พวกเราก็ยังคงแอบกันเข้าไป ฉันพยายามเป็นที่สุดเตือนเพื่อนๆ อย่าทำแบบนี้กันเลย มันไม่ดีต่อตัวเองนะ ไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เพื่อนหลายคนมองหน้าฉันเฉยๆ บางคนก็แบะปากใส่ บางคนก็หัวเราะชอบใจเห็นเป็นเรื่องขำขันกันไป ชั่วโมงแรกของการสอบเป็นไปอย่างราบรื่นในห้องเงียบสนิทราวกับไม่มีคนสอบในห้องก็ไม่ปาน ทุกคนก้มหน้าทำข้อสอบอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนคนที่ทำเสร็จเร็วก็นอนฟุบไปกับข้อสอบก็มีไม่สร้างความวุ่นวายให้กับเพื่อนที่นั่งทำข้อสอบอย่างขะมักเขม้น  เพราะคุณครูบอกว่า ห้ามออกห้องสอบก่อน 15 นาที หรือ 20 นาที ดังนั้นคนที่ทำข้อสอบเสร็จเร็วจึงไม่กล้าออกห้องสอบก่อนเวลาที่กำหนดไปไหน ครูจึงอนุญาตให้ฟุบนอนกับโต๊ะได้ นักเรียนหลายคนที่ฟุบไปจะเป็นประเภทที่ ชอบทำข้อสอบเร็วๆ ที่เร็วไม่ใช่เพราะทำได้หรอกนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ คิดต่อเองนะ ว่าเพราะอะไร อุ๊ย ! นี่ฉันนั่งคิดอะไรเพลินไปหน่อย จะหมดเวลาในการทำข้อสอบแล้วนิน่า เหลืออีก 40 นาที ตายละ

ทำข้อสอบก่อนดีกว่า นั่งคิดอะไรเพลินมากไปหน่อยเดี๋ยวทำข้อสอบไม่ทันล่ะ แย่เลย ว่าแล้วก็ลงมือทำข้อสอบทันที

                   แต่พับผ่าซิ ความง่วงมันช่างไม่เข้าใครออกใครเสียบ้างเลย สงสัยข้อสอบจะใส่ยานอนหลับพออ่านปุ๊บง่วงปั๊บเลยตางี้ปรือ ลง ลง หรี่ลง มาเรื่อย เฮ้อ แล้วฉันจะผ่านวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างไร หยิกนิ้วตัวเอง 2 ที อุ๊ย เจ็บวุ้ย พออ่านข้อสอบก็ง่วงเหมือนเดิม ยิ่งวันนี้นะ สอบภาษาอังกฤษให้ตายซิ อยากจะหลับตั้งแต่เปิดข้อสอบขึ้นมา อาจารย์ที่คุมข้อสอบก็คุมเข้มงวดมากๆ ฉันและเพื่อนๆ ในห้องกระดุกกระดิกไม่ได้เลย บางคนก็หลับฟุบไปกับโต๊ะก็มี

                   พักเที่ยงฉันเดินออกมานั่งโดยลำพังครุ่นคิดต่างๆ นานาว่า ปิดเทอมแล้วจะทำอย่างไรดีกับชีวิต เพื่อนๆ คงไปเที่ยวกันสนุกสนานตามบ้านญาติและคนที่คุ้นเคยแต่สำหรับฉันไม่มีใครที่จะต้องไปเยี่ยมหรือไปหา ทุกคนคงไม่อยากให้ฉันไปหาสักเท่าไรที่สำคัญทุกคนได้จากฉันไปหมดแล้วทั้ง พ่อและแม่ ส่วนญาติคนอื่นๆ ก็อย่างที่บอกคงไม่มีใครอยากให้ฉันไปหาหรอกเพราะทุกคนล้วนรังเกียจที่จะมีหลานอย่างฉันแต่ฉันก็มีความสุขในแบบที่ฉันเป็น มีเพื่อนที่รักและเข้าใจ มีคุณครูที่เข้าใจเอาใจใส่ดูแลมีทุนให้เรียนพอสมควรอย่างน้อยๆ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับฉันในระดับนึง บ่อยครั้งที่ฉันเคยคิดหวาดกลัว หวั่นวิตกกับเรื่องที่เกิด กรรมที่ฉันไม่ได้เป็นคนก่อมันขึ้นมาแต่ฉันต้องมานั่งรับกรรมทั้งหมดทั้งมวล ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ฉันก็ต้องยอมรับมันว่าเป็นเหตุสุดวิสัยไม่มีใครหรอกที่อยากเกิดมาเป็นแบบฉัน แต่ฉันก็จะพยายามทำชีวิตให้มีคุณค่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดบ่อยครั้งที่ฉันแอบมองเพื่อนๆ ที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในวันที่ร้องไห้เสียใจ ก็มีคนเช็ดน้ำตาให้ เวลามีเรื่องมีปัญหา ก็มีคนมาเข้าใจคอยปลอบโยนมีอกอุ่นให้ซบยามที่อ่อนล้าอ่อนแรง มีมือที่อบอุ่นคอยโอบอุ้มเมื่อยามที่ท้อแท้ใจ แต่ฉันไม่มีใครเลยทุกคนล้มหายตายจากราวกับว่าฉันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ในความเป็นจริงหาใช่ไม่แต่เป็นเพราะว่าบุคคลเหล่านั้นทนต่อความเจ็บปวดและโรคที่รุมเร้าไม่ไหวต่างหาก ในข้อนี้ฉันเข้าใจดีและยอมรับมาตลอดในตอนที่เป็นเด็กเล็กๆ นั้นฉันยังไม่เข้ากับปัญหานี้ ไม่เข้าใจกับโรคร้ายนี้คิดโทษต่างๆ นานา ตีโพยตีพายทำไมต้องเป็นฉันมีคนตั้งเป็นร้อยเป็นพัน ทำไมต้องเป็นตัวเรา คิดประชดเล็กๆ ว่า “แหม ฉันนี่ช่างโชคดีเกินใครรับแจ๊คพ็อตมาเต็มๆโดยไม่ต้องร้องขอ ฮ่าๆๆๆๆ”  สิ่งหนึ่งที่ฉันภูมิใจเสมอมานั่นคือ ยายและตาที่คอยเลี้ยงและให้ความรักดูแลฉันมาตลอด บ่อยครั้งที่ท้อแท้จนไม่อยากไปรับยาอยากจะปล่อยให้ตายไปเลยจะได้พ้นๆ จากโรคร้ายนี้ไป ฉันต้องไปรับยาทุกเดือนตามกำหนดที่หมอนัดมา หากไม่ไปโรคร้ายจะดื้อยาและกำเริบถ้าหากเราล้มป่วยหรือไม่สบายเพียงเล็กน้อย

                   ฉันคิดถึงยายและตา สงสารที่ท่านลำบากเลี้ยงเรามาจนโตได้ขนาดนี้จึงเลิกความคิดบ้าๆ นั่นเสียแล้วหันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ ไปรับยาตามที่หมอนัดโดยไม่คิดให้มากความอีกมีคนเป็นร้อยที่พยายามต่อสู้กับมันเพื่อให้มีชีวิตที่อยู่รอดรักษาครอบครัว แล้วทำไมฉันต้องมานั่งตัดพ้อต่อโชคชะตาของตนเอง เมื่อคิดได้ดังนี้ฉันจึงลุกขึ้นยืนมองตรงไปข้างหน้าถึงเวลาที่ฉันต้องไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้ายนี้แล้วซินะ ฉันนึกถึงคำพูดของคุณครูจุ๊บจิ๊บแว่วดังเข้ามาในโสตประสาท ถึงเรื่องบ้างเด็กที่ติดเชื้อไม่ต่างกับฉัน เหมือนได้พลังอะไรบางอย่างมาต่อเติมให้ก้าวต่อไปฉันสูดอากาศเข้าปอดอย่างช้าๆ แล้วมองหาคุณครูที่ใจดีทันทีมีครูท่านนี้เท่านั้นที่จะคลายปมในใจของฉันได้ ก่อนที่ฉันจะสาวเท้าไปหาคุณครู พลันนึกได้ว่า “นี่มันได้เวลาสอบตอนบ่ายนี่หว่า กรรม”  ฉันจึงตรงไปที่ห้องสอบแทนที่จะไปหาคุณครูที่ใจดีแทนพรุ่งนี้ล่ะกันค่อยเข้าไปหา ฉันจึงมุ่งตรงไปที่ห้องสอบแทน ตายละ เพื่อนนั่งกันเต็มห้องเลยคุณครูที่ปรึกษาขาโหดกำลังแจกข้อสอบซะด้วยแปลก แฮะ วันนี้นางไม่ดุเหมือนเช่นทุกวัน แต่นางใช้สายตาจิกมาที่ฉันประมาณว่า “เข้าห้องสายนะ หล่อน” “อิ อิ อิ อิ อันนี้ฉันมโนเอาเอง” ฉันรีบนั่งประจำทันที เมื่อรับข้อสอบมาก็อ่านๆๆๆๆ ทำๆๆๆๆๆ จนหมดชั่วโมง นี่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดีอีกหนึ่งวันที่ฉันต้องพบเป็นประจำตลอดมา

                   เมื่อเวลาผ่านพ้นล่วงเลยไปอายุและวัยก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าฉันต้องมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปเพื่ออะไร อย่างน้อยๆ ก็เพื่อทดแทนสองตายายที่ฟูกฟักเลี้ยงดูฉันมานานตลอดระยะเวลา 17 ปีมานี้ อยู่เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินที่ทำให้ฉันได้มีที่ซุกหัวนอน ทดแทนคุณบิดามารดาที่ไม่สามารถอยู่เพื่อนฉันในยามที่เจริญเติบโตขึ้นมาได้ แต่ท่านคือ ผู้ให้กำเนิดชีวิตของฉัน

สิ่งหนึ่งที่คุณครูจุ๊บจิ๊บ เล่าให้ฉันและเพื่อนฟังเสมอๆ ในห้องเรียนคือ เรื่องของเด็กที่ 2,000 ไร่ ซึ่งเป็นมูลนิธิของผู้ที่ติดเชื้อเด็ก และผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งไปอาศัยอยู่ที่นั่นบางคนก็อยู่อย่างเป็นครอบครัวบางคนก็ไปอยู่เพียงผู้เดียว มีความสุขตามอัตภาพดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขเหมือนคนธรรมดาสามัญโดยทั่วไป และได้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับถิ่นที่อยู่อาศัย คุณครูบอกว่าที่นั่นทุกคนเท่าเทียมกันเสมอภาคกันใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ความรังเกียจ ไม่แบ่งแยก ยอมรับซึ่งกันและกัน คุณครูยังเล่าถึงการดูแลตัวเองของคนที่นั่นให้ฟังอีกด้วยว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร คุณครูบอกว่า ผู้ป่วยทุกคนที่นั่นต้องทานยาทุกเช้าให้ตรงกันทุกวันและในตอนเย็นก็ต้องทานให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวันเช่นกัน อีกทั้งทุกคนต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะถ้าเราป่วยนั่นหมายถึงชีวิตของเราสั้นลงทันทีหายยากกว่าคนปกติถึง 10 เท่าก็ว่าได้ ในช่วงนั้นที่คุณครูเล่าคุณครูคงไม่รู้ว่า มีฉันที่สะเทือนใจกับการที่ได้ฟังเรื่องแบบนี้แต่มันก็ คือความรู้ที่น่าสนใจและเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเองว่าควรทำอย่างไร

                   จนวันนึงคุณครูได้มาพูดคุย ปลอบโยน และกอดฉันไว้ในอ้อมแขนโดยมิได้รังเกียจแต่อย่างใดฉันรู้สึกอบอุ่นกับอ้อมกอดนั้นเหลือเกินมันทำให้ฉันได้รับรู้ถึงความมีเมตตาและความเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็นเป็นอย่างดีสิ่งที่ฉันปกปิดมาตลอดแม้แต่เพื่อนๆ ในห้องก็แทบที่จะไม่มีใครรับรู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง ฉันยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองในความรู้สึกที่โดดเดียวไร้ซึ่งความไว้วางใจ บัดนี้คุณครูคนนี้ได้พังทลายกำแพงนั้นลงจนหมดสิ้น คุณครูทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็น จะทำ ปฏิบัติได้ทุกครั้งที่คุณครูยิ้มหรือเข้ามาพูดคุยด้วยฉันมีกำลังใจและไม่สิ้นหวังสักครั้ง ฉันจึงบอกความใฝ่ฝันไปว่าฉันอยากที่จะศึกษาเล่าเรียนต่อในสายครู เช่นที่คุณครูเป็นฉันจะพยายามทำให้สิ่งที่ตนฝันให้ได้ เพราะพลังบางอย่างที่คุณครูได้มอบให้กับฉันมันสร้างความมั่นใจให้กับฉันมากมายเลยทีเดียว

                   สิ่งนึงที่คุณครูให้ความรู้กับเพื่อนในห้องเรื่องโรคเอดส์ ที่ฉันเองก็ร่วมนั่งฟังในห้องด้วยมีเพื่อนคนนึงยกมือขึ้นถามคุณครูว่า “ครูขา ที่ครูไปสอนครูไม่กลัวติดหรือค่ะ พวกเขาน่ากลัวไหมค่ะ” คุณครูยิ้มน้อยแล้วจึงตอบออกมาว่า “ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะว่าผู้ติดเชื้อเขาไม่สามารถแพร่เชื้อมาสู่เราได้ เอดส์ติดต่อได้แค่ 3 ทางเท่านั้น หนึ่ง คือ การร่วมหลับนอนด้วยกัน หรือทางเพศสัมพันธ์ สอง แม่สู่ลูก คือแม่ตั้งท้องเราอยู่ สาม ทางเข็มฉีดยา เช่น การใช้เข็มร่วมกันจ๊ะ” เพื่อนอีกคนก็สงสัยบ้าง “ครูครับ กอดกันติดไหมครับ” คุณครูจึงตอบไปว่า “ไม่ติดครับ หนุ่มน้อย การกอด การสัมผัสไม่ติดจ๊ะ” ทุกคนในห้องล้วนสนใจที่จะถามให้ความสนใจใคร่อยากจะรู้ต่างมีคำถามมากมายที่สรรหามาถามคุณครูซึ่งคุณครูก็ตอบออกมาอยากชัดเจนและถูกต้องจนเพื่อนๆ พอใจในคำตอบนั้น บางคนก็ลดความหวาดกลัวคนที่ป่วยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยที่ทุกคนไม่รู้เลยว่า ผู้ป่วยคนนั้นได้นั่งเรียนร่วมห้องกับพวกเธออยู่นี่ ฉันรู้สึกพอใจกับการตอบคำถามของคุณครูท่านนี้เป็นอย่างมาก เพราะในโรงเรียนแห่งนี้มีคุณครูน้อยคนมากที่จะเข้าใจและเข้ามาคลุกคลีอยู่กับนักเรียนชั้นโหล่ๆๆ อย่างพวกเราแถมยังมีความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้อีกด้วย

                   คุณครูค่ะ หนูอยากบอกคุณครูว่า ถ้าหนูเลือกได้หนูก็ไม่อยากเกิดมาพร้อมด้วยโรคร้ายเฉกเช่นนี้ แต่หนูเลือกเกิดไม่ได้แต่หนูเลือกที่จะมีชีวิตต่อไป ดังนั้นหนูจะตั้งใจเรียนเป็นคนดีของสังคมไม่นำพาสิ่งเลวร้ายให้มันเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นแน่แท้ หนูขอขอบคุณคุณครูนะค่ะ ที่ให้ความเข้าใจอีกทั้งมอบความรักความอบอุ่นทางใจให้หนูจนเป็นพลังให้หนูมีแรงที่จะต่อสู้กะชีวิตอีกต่อไป หากมีโอกาสหนูจะไปที่วัดพระบาทน้ำพุสักครั้ง เพื่อไปศึกษาแนวทางการใช้ชีวิตของผู้ป่วยที่นั่น ครูค่ะ หนูคิดว่าคนที่นั่น น่าสงสารกว่าหนูอีกนะค่ะ มีญาติพี่น้องแต่เขาก็ไม่ยอมรับกับเอามาทิ้งไว้ที่วัดโดยไม่หันกลับมามองนะค่ะ แต่หนูยังมีตา มียาย ที่รักหนูดูแลหนู หนูขอบคุณคุณครูอีกครั้งที่ชี้แนะแนวทางจนหนูรู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ

                   ทุกชีวิตเลือกหรือกำหนดทิศทางให้ตนเองไม่ได้ แต่ทุกชีวิตมีสิทธิ์ที่จะเลือกกระทำเพื่อให้ชีวิตของตนเองพบเจอสิ่งที่ดีงาม ใครบ้างที่ไม่อยากพบเจอสิ่งที่ดีงาม บางคนรวยล้นฟ้าแต่ไม่มีความสุขใช้เงินซื้อทุกอย่างแต่สิ่งหนึ่งที่ซื้อไม่ได้คือ ความรัก และความสุขให้กับตนเอง สองสิ่งนี้มันอยู่ที่ใจหากใจสงบสุขไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็มีความสุขได้ แต่ทำไมบางคนยากจนชักหน้าไม่ถึงหลังกลับมีความสุขได้อย่างประหลาดเหลือ ทุกข์แค่ไม่มีจะกินแต่เมื่ออยู่ในครอบครัวที่พอเพียงพอดีกลับมีความสุขสงบอย่างประหลาด เพราะทุกอย่างนั้นล้วนอยู่ที่ใจ หากใจสุขสิ่งที่สะท้อนออกมาคือกายที่มีสุขภาพที่แข็งแรงสามารถก้าวย่างต่อไปอย่างมีความสุข มีสติที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมั่นคง เขาว่ากันว่าการที่มีครอบครัวที่มีความสุขถึงแม้จะเป็นครอบครัวเล็กๆ ไม่ร่ำรวยแล้วนั้นยิ่งกว่าการถูกหวยรางวัลใดในโลกซะอีก เพราะนี่คือ ของขวัญที่ยิ่งใหญ่และมีค่าอย่างมหาศาลที่สุดแล้ว  หากไม่รู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงอาจต้องพบกับภัยพิบัติอย่างมหันต์ถึงชีวิตโดยที่คาดไม่ถึงครอบครัวจะพบกับจุดอวสาน และการมองทุกอย่างให้เป็นกลางมองทุกอย่างในเชิงบวกพร้อมกับปรับใช้ให้เพียงพอ แล้วจะพบกับความสุขตลอดกาล.............