เมื่อกิจกรรมในชั้นเรียนจบลง คุณครูทั้งทีม ซึ่งประกอบด้วย ครูปาด (รองผอ.ฝ่ายวิชาการ) ครูนุ่น (เจ้าของวิชา) ครูคู่บัดดี้และครูที่ร่วมสังเกตการณ์ก็ไปตั้งวงสะท้อนหลังสอนกัน ทุกคนเรียกช่วงเวลานี้ว่าการ “Post” ...วันนี้เป็นวันที่มีการสะท้อนรอบสุดท้ายพอดี
ช่วงเวลาของการเปิดชั้นเรียนรอบนี้ คือ ๖ ม.ค.๕๗ – ๒๙ ม.ค.๕๗
หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเส้นขนาน (มุม ชนิดของมุม เส้นขนาน สมบัติเส้นขนาน) ระดับชั้น ๕
เปิดชั้นเรียนห้อง ๕/๒
กระบวนการทำ Post พี่ๆ เขาทำกันแบบนี้
๑. Check in ทำสมาธิสั้นๆ แล้วให้ทุกคนสะท้อนความรู้สึกตอนนี้ ๓ คำ โดยผู้นำวง
๒. เจ้าของชั้นเรียนเล่าความรู้สึก หลังจากสอน ประเมินสั้นๆว่า จุดที่พอใจ/ไม่พอใจ หรือน่าจะพัฒนาต่อได้อีก คืออะไร
๓. คู่บัดดี้ และครูที่ร่วมสังเกต ร่วมกันสะท้อนภาพรวมที่เกิดขึ้นกับชั้นเรียนและกระบวนการเรียนรู้
๔. การมอบของขวัญให้ครูนุ่น โดยสะท้อนจาก
- มุมสำเร็จ
- มุมปรับปรุง
- วิธีการแก้ไข
๕. สิ่งที่ได้เรียนรู้ที่มีค่ามากที่สุด ให้ทุกคนไตร่ตรองและเขียนบันทึกในสมุดของตนเองว่า
- ในครั้งนี้ / ในรอบของการเปิดชั้นเรียนนี้ (รวมถึงทั้ง ๓ ครั้งที่ผ่านมา) ได้เรียนรู้ที่มีค่ามากที่สุด
- ความรู้สึกที่มีต่อการเปิดชั้นเรียนในรอบนี้
ถอดรหัสกระบวนการเรียนรู้ในช่วงของการ “Post”
รอบสะท้อนภาพรวม ทุกคนเชื่อมั่น และ มั่นใจว่าสามารถเสนอความรู้ ความเข้าใจของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหรือผิด แต่ตั้งใจฟัง และรับฟังอย่างลึกซึ้งให้มากที่สุด
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับวง
- ครูเจ้าของชั้นเรียน ได้ประเมินผลการทำงานของตัวเอง และ รับการประเมินแบบอิสระ
- ครูผู้เข้าร่วมสังเกตชั้นเรียน ได้นำเรื่องที่สังเกตจากมุมมอง และสายตาที่เกิดจากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของตน มาแบ่งปันกับผู้อื่นที่มีมองมุมแตกต่างออกไป
รอบมอบของขวัญ เป็นการถอดบทเรียน ดึงเอาประเด็นที่สำคัญออกมา แล้วสกัดสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเลือกเฟ้นประเด็นที่เราคิดว่ามีค่าที่สุดออกมาแบ่งปันให้กับ
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับวง
- ครูเจ้าของชั้นเรียน ได้รับกำลังใจ ความสุขจากการทำงานที่ประสบความสำเร็จ ได้เพิ่มสิ่งที่ยังขาดและรับข้อเสนอแนะพร้อมวิธีการปรับปรุง
- ครูผู้เข้าร่วมสังเกตชั้นเรียน ได้ฝึกการจับประเด็น กลั่นกรอง รวบยอดความคิดของตัวเองออกมาสะท้อนให้ผู้อื่นรับรู้ และรู้จักจับถูก มองส่วนดีของคนอื่น แต่ละคนจะเห็นสิ่งที่ลึกซึ้งคนละมุม ทำให้มองได้รอบข้างมากขึ้น เป็นการสกัดเอาสิ่งดีๆ ออกมาตีแผ่ให้ทุกคนได้เห็น และเรียนรู้ฝึกการเป็นโค้ชที่ดี หากเจอข้อบกพร่องก็สามารถแนะนำอย่างกัลยาณมิตรได้
รอบสิ่งที่ได้เรียนรู้ที่มีค่ามากที่สุด เป็นการมองกลับเข้าไปที่ตัวตนของเราเอง ประเมินการเรียนรู้และสภาพอารมณ์ตัวเอง หรือที่เรียกว่า self mastery/ metacognition/ contemplative learning ที่เป็นภาวะแตกฉาน เข้าใจในตน จนสามารถปรับปรุงตนได้ด้วยตน ที่ทางศาสนาพุทธเรียกว่าโยนิโสมนสิการซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของ KM
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับวง
- ครูเจ้าของชั้นเรียน ฝึกให้สมองประมวลความรู้ทั้งหมด และเรียบเรียงออกมาเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ ถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง ฝึกการเป็นผู้พูดที่ดี รับฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังเสียงหัวใจตัวเอง และเข้าใจตัวเองมากขึ้น
- ครูผู้เข้าร่วมสังเกตชั้นเรียน ได้ย้อนมองตัวเอง เข้าใจตัวเอง ได้รู้ว่าเรารู้อะไร รู้และเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อวิเคราะห์ตัวเราได้ และสื่อสารออกมาจากใจ คนที่ได้ฟังก็จะน้อมเอาคำพูดนั้นเข้ามาพิจารณาใคร่ครวญ ก่อเกิดเป็นการยกระดับความเข้าใจ และการนำเอามาปรับปรุงตัวเองได้
ในแต่ละช่วงของการ Post นั้นทุกคนที่เข้าร่วมการสังเกตชั้นเรียนจะมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างอิสระ และเป็นกันเองโดยไม่ต้องกลัวถูกผิด ทำให้พลังความคิดที่ส่งผ่านออกมา เป็นคำพูดที่เป็นประโยชน์ และไม่มีเครื่องกั้นขวางใดๆ ดังนั้นจึงเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจโดยแท้จริง
ทั้ง ๓ ขั้นตอนของการ Post มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
รอบที่ ๑ เป็นการเปิดใจ ให้อิสระและความมั่นใจกับผู้ฟังทุกคน ว่าเขาสามารถเสนอความรู้ความเข้าใจของตัวเองได้เต็มที่ ซึ่งทำให้เขาเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมกับวงนี้ด้วย เมื่อทุกคนรู้สึกว่าวงนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นของพวกเราทุกคนก็จะพร้อมเสนอ ให้ความเห็น เปิดใจให้และรับความรู้ได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยให้ผู้ที่ร่วมในวง LS นี้เกิดทัศนะใหม่ๆที่กว้างขวาง รอบคอบ หรือลึกซึ้งมากขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างและละเอียด การเก็บความคิดเห็น ข้อสังเกตที่แตกต่างหลากหลายแง่มุมเข้าเป็น Knowledge Assets ลงไปในคลังความรู้ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการทำวิจัยเพื่อการพัฒนาในระยะกลางถึงระยะยาว
จากนั้นเมื่อมองรวมๆ แล้วก็เพิ่มความชัดในการมองภาพด้วยการมอบของขวัญ ดึงจุดที่สำคัญออกมา ร่วมกันถอดบทเรียนที่สำคัญ
รอบที่ ๒ เมื่อทุกคนได้ความรู้แล้วก็น้อมเข้ามาใส่ตัวเพื่อพัฒนา แก้ไข ปรับปรุงความจุดบกพร่องของตนเองด้วย ช่วงที่ ๒ นี้เป็นการเน้นประเด็นที่ต้องพัฒนาในระยะสั้น คือการเรียนการสอนในครั้งต่อไป ซึ่งทำให้เกิดผลบวกต่อชั้นเรียนได้รวดเร็ว นักเรียนและครูได้ประโยชน์ทันที ส่วนครูกับทีมครูได้กำลังใจที่เห็นว่าการทำ KM หรือ LS นั้น ช่วยครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรมทันที ส่วนผู้พูดและผู้ฟังได้ฝึกการจับประเด็นหัวใจของการทำงาน ทำให้พัฒนาสายตาในการสังเกต การคิด และการฟัง ที่แม่นยำ
รอบที่ ๓ เป็นการประเมินการเรียนรู้ สภาพอารมณ์ เพื่อให้เข้าใจตัวเองเหมือนกับการรู้ว่าผนังเราแตกร้าวส่วนไหน ก็จะสามารถฉาบทาปูนลงไปในผนังที่แตกร้าวนั้นได้และตรงจุดที่สุด ช่วยให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาความสามารถในการไตร่ตรองมองหาความรู้ที่เกิดขึ้นในตนเอง ความสามารถในการประเมินตนเอง และความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และได้รับรู้ความรู้สึกและการเรียนรู้ของผู้อื่นด้วย
ครูปาดเล่าถึงประโยชน์ของการเปิดชั้นเรียน ว่า
ครูที่เป็นเจ้าของ met before ชั้นเรียนนี้ ทั้งก่อนหน้าและคาบเรียนต่อไปจะได้ประโยชน์ จะมองเห็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและกระจ่างขึ้น รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป นักเรียนที่อยู่ในมือของเราจะได้อะไรในวันข้างหน้า ทำให้ครูออกแบบการเรียนรู้ให้เขาได้แม่นยำขึ้น
เพราะการของเรียนรู้ตามหลักของ Open Approach คือ
๑. ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่โดยใช้ความรู้เก่า ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีความเข้าใจเดิม หรือมีความรู้สะสม (met before) มาเป็นฐานในการต่อยอด
๒. ผู้เรียนอาศัยสมรรถนะที่มีมาเผชิญความไม่รู้ หากมีโจทย์ที่เหมาะสมจะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้าง (construct) ความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับได้
ขอบคุณที่นำเสนอสิ่งดีๆ ค่ะ อ่านแล้วประทับใจค่ะ
เชื่อว่านอกเหนือจากการเรียนรู้แล้ว สิ่งที่ได้กลับมาจากงานที่ทุกท่านทำอยู่คือ "ความสุข" ค่ะ