วันนี้ในระหว่างจัดกลุ่มการเรียนรู้เพื่อเตรียมการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้ของโครงการหลวงร่วมกับคุณทรงพล เจตนาวณิชย์ และพี่อ๊อดจาก สรส. (โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่
ผมก็ได้ทดลอง ตีความ หรือนิยามคำว่า “ศูนย์การเรียนรู้” จากภาพในใจที่ไม่ค่อยได้รู้อะไรกับเรื่องนี้มากนัก
คำว่าศูนย์การเรียนรู้ในความเข้าใจของผมเองนั้น น่าจะเป็น “ที่ที่มีความรู้และให้ความรู้และคนที่อยากรู้สามารถเข้าถึงได้”
อาจจะเป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีอาคาร สำนักงาน หรืออาจจะเป็น สถานที่เสมือน (Visual Place) ที่ใด ๆ ก็ได้ที่มีความรู้อยู่ในนั้นให้ความรู้ได้และคนที่ต้องการความรู้นั้นสามารถเข้าถึงได้
สถานที่ทุกสถานที่ มีความรู้
คนทุก ๆ คนมีความรู้ ทุก ๆ สรรพสิ่งมีความรู้ ทุก ๆ สรรพสิ่งให้ความรู้
และเราล่ะอยากที่จะเรียนรู้จากสรรพสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไหม???
บางครั้งเราอยากจะเรียนรู้ แต่ที่ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่สามารถผ่องถ่ายความรู้มาถึงเราได้
บางครั้งสถานที่พร้อมทุกอย่างพร้อม แต่เราไม่สามารถเข้าถึงหรือจะสัมผัส หรืออาจจะไม่อยากสัมผัสกับความรู้เหล่านั้น
บางที่ต้องใช้กายสัมผัส บางที่ต้องใช้กายสัมผัส
เป็นที่ที่มีรูปธรรมและนามธรรม แต่ที่สำคัญที่สุด “ต้องมีความรู้” ซึ่งทุกที่นั่นก็มีความรู้อยู่แล้ว แต่เราจะเข้าถึงความรู้นั้นได้อย่างไร
“เรา” นั้น หมายถึงใครบ้าง
เรานั้นก็อาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ คนภายนอกกับคนภายใน (ภายในศูนย์กับภายนอกศูนย์)
ภายในศูนย์ ความรู้อยู่ตรงไหน อยู่กับใคร คนในเข้าถึงความรู้นั้นไหม ความรู้นั้นอยู่กับใครภายในองค์กร
ความรู้ส่วนใหญ่อยู่กับผู้ปฏิบัติ เพราะคนที่ปฏิบัติจะมี (Tacit Knowledge) ทั้งระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ
ระดับบริหาร ก็นับตั้งแต่การรับนโยบาย การผ่องถ่ายนโยบายลงไปสู่ผู้ปฏิบัติ การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทุกย่างก้าวที่สัมผัส ทุกย่างก้าวที่แก้ไข “นั่นคือความรู้” คนใน (ลูกน้อง) เข้าถึงไหม คนภายนอก ผู้บริหารระดับเดียวกันแต่อยู่ต่างสำนักงาน ต่างศูนย์ต่างพื้นที่ เข้าถึงไหม สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาได้อย่างไร (Team Learning) เครือข่ายการเรียนรู้จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ การเดินทางไปประชุม พบปะพูดคุยตามที่ต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนเรียนรู้ได้
แต่ถ้าคนภายนอกอยากเรียนรู้กับความรู้นั้น เขาจะสามารถสัมผัสความรู้นั้นได้อย่างไร ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน
ความรู้ที่อยู่ในตัวคน ต้องให้คนสัมผัสกับคน หรือใช้วิธีการอื่นได้ บางครั้งสิ่งที่เก็บไว้อาจจะไม่ตรงกับคนที่ต้องการ บางครั้งคนต้องการในสิ่งที่ไม่ได้เก็บเราจะทำอย่างไร
ดังนั้น ศูนย์การเรียนรู้ หน้าที่หนึ่งก็คือการเป็น “ข้อต่อ” หรือตัวประสานให้ อุปสงค์กับอุปทาน มาพบเจอกัน
เขาอยากเรียนรู้อะไร เขาควรไปหาใคร เขาควรจะไปที่ไหน เขาควรจะพูดคุยและเรียนรู้อย่างไร
“แผนผังผู้รู้และวิทยากรชาวบ้าน” จึงเป็นคำตอบหนึ่งที่สามารถตอบสนองอุปสงค์ต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง
โดยเราไม่ต้องลงไปเก็บ ลงไปถอดความรู้ มาเก็บไว้เป็นชุด ๆ มาเก็บไว้ในกระดาษ ในคอมพิวเตอร์ เพราะความรู้ที่เก็บไว้นั้น อาจจะไม่ทันต่อสมัย ไม่ทันต่อการใช้ หรือบางครั้งกว่าจะเก็บได้ ความรู้นั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะความรู้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติทุกวัน ความรู้วันนี้อาจจะไม่ใช่ความรู้สำหรับวันพรุ่งนี้
ดังนั้น “แผนผังผู้รู้” จึงสามารถ “จับแพะชนแกะ” ให้ผู้ให้และผู้รับได้มาเจอกันพูดคุยกัน สามารถพูดคุยให้ความรู้ซึ่งกันแต่ละกัน ในแต่ละประเด็นที่แต่ละคนในแต่ละเวลานั้นสนใจ
*อาทิเช่น ถ้าเราเข้าไปแล้วเราอยากได้ความรู้เรื่องการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เราควรจะไปคุยกับใคร ใครเป็น กูรู ทางด้านหน่อไม้ฝรั่งบ้าง ใครคนนั้นอยู่ตรงไหน จะไปหาและพูดคุยได้อย่างไร เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ เลขที่บ้านอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาอยู่ไหน
ซึ่งนอกจากที่จะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสถานที่หรือศูนย์ฯ แล้ว เมื่อครั้นผู้เรียนรู้กลับไปทดลองแล้ว ทำแล้ว อาจจะมีจะประสบปัญหา หรือพบอะไรใหม่ ๆ เขาก็จะสามารถโทรมา หรือติดต่อกับ กูรู คนที่มาเรียนรู้ก็จะสามารถแก้ไขได้ และ กูรู ก็จะได้ความรู้ย้อนกลับมาเพื่อเติมเต็มและต่อยอดในการทำงานแต่ละส่วน แต่ละคน แต่ละสถานการณ์ คนเรียนรู้ก็ได้ กูรู ก็ได้
เมื่อมีผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้รายใหม่เข้ามา นอกจากความรู้ที่ กูรู มีอยู่เดิมแล้ว กูรู ก็จะได้ประสบการณ์ในการให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนจากกลุ่มอื่นถ่ายทอดหมุนเวียนกันจนเป็นเกลียวความรู้เติมเต็มและต่อยอดทั้งตัวของตนเอง ผู้เรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น
ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ
25 ตุลาคม 2549
คำว่า 'ศูนย์เรียนรู้' กำลังถูกใช้เป็นคำแฟชั่นที่น่าเสียดาย ช่วยกันย้ำเรื่องนี้บ่อยๆก็ดี ก่อนที่คำนี้จะถูกทำลายจนไร้ความหมายในการใช้งานทาง KM
คำว่า KM ก็อยู่ในภาวะอันตรายเช่นเดียวกัน ใครทำอะไรก็เรียกว่า KM จนผมไม่ค่อยอยากพูดถึงคำนี้แล้ว ฟังแล้วจืดๆยังไงพิกล ผมชวนเปลี่ยนเป็น WD (wisdom development) ก็ไม่มีใครสนใจ ผมเลยใช้ของผมอยู่คนเดียว เชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อ KM จืดสนิทแล้วคงมีคนสนใจเองนั่นแหละครับ ผมจะทำรออยู่ครับ ไม่รอทำแน่นอน