GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) : ลองคิดจากภาพเบลอ ๆ

“แผนผังผู้รู้และวิทยากรชาวบ้าน” จึงเป็นคำตอบหนึ่งที่สามารถตอบสนองอุปสงค์ต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

วันนี้ในระหว่างจัดกลุ่มการเรียนรู้เพื่อเตรียมการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้ของโครงการหลวงร่วมกับคุณทรงพล เจตนาวณิชย์ และพี่อ๊อดจาก สรส. (โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข) ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่

 


ผมก็ได้ทดลอง ตีความ หรือนิยามคำว่า “ศูนย์การเรียนรู้” จากภาพในใจที่ไม่ค่อยได้รู้อะไรกับเรื่องนี้มากนัก


คำว่าศูนย์การเรียนรู้ในความเข้าใจของผมเองนั้น น่าจะเป็น “ที่ที่มีความรู้และให้ความรู้และคนที่อยากรู้สามารถเข้าถึงได้”


อาจจะเป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีอาคาร สำนักงาน หรืออาจจะเป็น สถานที่เสมือน (Visual Place) ที่ใด ๆ ก็ได้ที่มีความรู้อยู่ในนั้นให้ความรู้ได้และคนที่ต้องการความรู้นั้นสามารถเข้าถึงได้

 


สถานที่ทุกสถานที่ มีความรู้

คนทุก ๆ คนมีความรู้

ทุก ๆ สรรพสิ่งมีความรู้

ทุก ๆ สรรพสิ่งให้ความรู้


และเราล่ะอยากที่จะเรียนรู้จากสรรพสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไหม???


บางครั้งเราอยากจะเรียนรู้ แต่ที่ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่สามารถผ่องถ่ายความรู้มาถึงเราได้

บางครั้งสถานที่พร้อมทุกอย่างพร้อม แต่เราไม่สามารถเข้าถึงหรือจะสัมผัส หรืออาจจะไม่อยากสัมผัสกับความรู้เหล่านั้น
บางที่ต้องใช้กายสัมผัส บางที่ต้องใช้กายสัมผัส

เป็นที่ที่มีรูปธรรมและนามธรรม แต่ที่สำคัญที่สุด “ต้องมีความรู้” ซึ่งทุกที่นั่นก็มีความรู้อยู่แล้ว แต่เราจะเข้าถึงความรู้นั้นได้อย่างไร

“เรา” นั้น หมายถึงใครบ้าง

 เรานั้นก็อาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือ คนภายนอกกับคนภายใน (ภายในศูนย์กับภายนอกศูนย์)
ภายในศูนย์ ความรู้อยู่ตรงไหน อยู่กับใคร คนในเข้าถึงความรู้นั้นไหม ความรู้นั้นอยู่กับใครภายในองค์กร

ความรู้ส่วนใหญ่อยู่กับผู้ปฏิบัติ เพราะคนที่ปฏิบัติจะมี (Tacit Knowledge) ทั้งระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ


ระดับบริหาร ก็นับตั้งแต่การรับนโยบาย การผ่องถ่ายนโยบายลงไปสู่ผู้ปฏิบัติ การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทุกย่างก้าวที่สัมผัส ทุกย่างก้าวที่แก้ไข “นั่นคือความรู้” คนใน (ลูกน้อง) เข้าถึงไหม คนภายนอก ผู้บริหารระดับเดียวกันแต่อยู่ต่างสำนักงาน ต่างศูนย์ต่างพื้นที่ เข้าถึงไหม สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาได้อย่างไร (Team Learning) เครือข่ายการเรียนรู้จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ การเดินทางไปประชุม พบปะพูดคุยตามที่ต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนเรียนรู้ได้


แต่ถ้าคนภายนอกอยากเรียนรู้กับความรู้นั้น เขาจะสามารถสัมผัสความรู้นั้นได้อย่างไร ทั้งในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน


ความรู้ที่อยู่ในตัวคน ต้องให้คนสัมผัสกับคน หรือใช้วิธีการอื่นได้ บางครั้งสิ่งที่เก็บไว้อาจจะไม่ตรงกับคนที่ต้องการ บางครั้งคนต้องการในสิ่งที่ไม่ได้เก็บเราจะทำอย่างไร


ดังนั้น ศูนย์การเรียนรู้ หน้าที่หนึ่งก็คือการเป็น “ข้อต่อ” หรือตัวประสานให้ อุปสงค์กับอุปทาน มาพบเจอกัน


เขาอยากเรียนรู้อะไร เขาควรไปหาใคร เขาควรจะไปที่ไหน เขาควรจะพูดคุยและเรียนรู้อย่างไร


“แผนผังผู้รู้และวิทยากรชาวบ้าน” จึงเป็นคำตอบหนึ่งที่สามารถตอบสนองอุปสงค์ต่อการเรียนรู้ได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

 


โดยเราไม่ต้องลงไปเก็บ ลงไปถอดความรู้ มาเก็บไว้เป็นชุด ๆ มาเก็บไว้ในกระดาษ ในคอมพิวเตอร์ เพราะความรู้ที่เก็บไว้นั้น อาจจะไม่ทันต่อสมัย ไม่ทันต่อการใช้ หรือบางครั้งกว่าจะเก็บได้ ความรู้นั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะความรู้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติทุกวัน ความรู้วันนี้อาจจะไม่ใช่ความรู้สำหรับวันพรุ่งนี้


ดังนั้น “แผนผังผู้รู้” จึงสามารถ “จับแพะชนแกะ” ให้ผู้ให้และผู้รับได้มาเจอกันพูดคุยกัน สามารถพูดคุยให้ความรู้ซึ่งกันแต่ละกัน ในแต่ละประเด็นที่แต่ละคนในแต่ละเวลานั้นสนใจ

*อาทิเช่น ถ้าเราเข้าไปแล้วเราอยากได้ความรู้เรื่องการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เราควรจะไปคุยกับใคร ใครเป็น กูรู ทางด้านหน่อไม้ฝรั่งบ้าง ใครคนนั้นอยู่ตรงไหน จะไปหาและพูดคุยได้อย่างไร เบอร์โทรศัพท์ สถานที่ เลขที่บ้านอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาอยู่ไหน

ซึ่งนอกจากที่จะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสถานที่หรือศูนย์ฯ แล้ว เมื่อครั้นผู้เรียนรู้กลับไปทดลองแล้ว ทำแล้ว อาจจะมีจะประสบปัญหา หรือพบอะไรใหม่ ๆ เขาก็จะสามารถโทรมา หรือติดต่อกับ กูรู คนที่มาเรียนรู้ก็จะสามารถแก้ไขได้ และ กูรู ก็จะได้ความรู้ย้อนกลับมาเพื่อเติมเต็มและต่อยอดในการทำงานแต่ละส่วน แต่ละคน แต่ละสถานการณ์ คนเรียนรู้ก็ได้ กูรู ก็ได้

เมื่อมีผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้รายใหม่เข้ามา นอกจากความรู้ที่ กูรู มีอยู่เดิมแล้ว กูรู ก็จะได้ประสบการณ์ในการให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนจากกลุ่มอื่นถ่ายทอดหมุนเวียนกันจนเป็นเกลียวความรู้เติมเต็มและต่อยอดทั้งตัวของตนเอง ผู้เรียนรู้และศูนย์การเรียนรู้อย่างไม่มีวันจบสิ้น

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ
25 ตุลาคม 2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 56207
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ

ความเห็น (2)

คำว่า 'ศูนย์เรียนรู้' กำลังถูกใช้เป็นคำแฟชั่นที่น่าเสียดาย ช่วยกันย้ำเรื่องนี้บ่อยๆก็ดี ก่อนที่คำนี้จะถูกทำลายจนไร้ความหมายในการใช้งานทาง KM

คำว่า KM ก็อยู่ในภาวะอันตรายเช่นเดียวกัน ใครทำอะไรก็เรียกว่า KM จนผมไม่ค่อยอยากพูดถึงคำนี้แล้ว ฟังแล้วจืดๆยังไงพิกล ผมชวนเปลี่ยนเป็น WD (wisdom development) ก็ไม่มีใครสนใจ ผมเลยใช้ของผมอยู่คนเดียว เชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อ KM จืดสนิทแล้วคงมีคนสนใจเองนั่นแหละครับ ผมจะทำรออยู่ครับ ไม่รอทำแน่นอน

  • ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านอาจารย์ ดร.แสวง
  • ผมก็คิดเช่นเดียวกันกับอาจารย์ครับเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ที่ทำกันอย่างเป็นแฟชั่นและนึกถึงเรื่องโครงสร้าง สถานที่ ก่อนที่จะคิดถึงภูมิปัญญาที่ติดอยู่ในตัวคนครับ
  • สำหรับเรื่อง WD (wisdom development) ผมขอเข้าเป็นแนวร่วมด้วยคนครับ ตอนนี้ผมพยายามตีความและปฏิบัติเลยแบบลองผิดลองถูกต้อง
  • การพัฒนาโดยใช้ปัญญาเป็นฐาน (Wisdom Development) ตอนนี้ผมพยายามใช้การปฏิบัติ ๆ ๆ และปฏิบัติ ปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ปฏิบัติแบบลึกขึ้น ละเอียดขึ้น พยายามที่จะแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาในกระบวนการปฏิบัติไปให้เป็นวงจรครับ
  • ถ้าติดขัดหรือได้ผลอย่างไรจะกราบขอเรียนปรึกษาท่านอาจารย์ครับ
  • ขอขอบพระคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงครับ