การประกันคุณภาพภายนอก: หลักการเตรียมเอกสารด้านการพัฒนาการเรียนการสอน
เฉลิมลาภ ทองอาจ
โรงเรียสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
ขึ้นชื่อว่าการประเมินแล้ว มีผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้อย่างน้อยก็ 3 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือผู้ประเมิน ฝ่ายที่สองคือผู้ได้รับการประเมิน และฝ่ายที่สามคือ ผู้ใช้ผลการประเมิน แม้หลักของการประเมินโดยทั่วไป จะมุ่งใช้หลักการเป็นเพื่อนหรือ “กัลยาณมิตร” ก็ตาม แต่ความรู้สึกภายในของผู้ได้รับการประเมินนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นฝ่ายที่ค่อนข้างมีความกดดันมากที่สุด เนื่องจากธรรมดานั้น ย่อมมีความมุ่งหวังว่า จะได้รับผลการประเมินที่ดี และผลดังกล่าวก็จะนำไปสู่ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากผลการประเมินออกมาในระดับที่ไม่น่าพึงใจ ก็ย่อมจะเป็น “ตราประทับ” ที่ฟ้องให้เห็นถึงความอ่อนด้อยบางประการ อย่างมิต้องสงสัย
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ประเมินคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ กิจกรรมหลักของการประเมิน ก็คือการพิจารณาประสิทธิภาพและการดำเนินงานของสถานศึกษาตามตัวบ่งชี้ที่ทางสำนักงานกำหนดขึ้น ฝ่ายของผู้ได้รับการประเมิน ซึ่งได้แก่สถานศึกษาต่าง ๆ จึงมีหน้าที่จัดเตรียมหลักฐาน และข้อมูลต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับตัวบ่งชี้เหล่านั้น เพื่อเป็นการยืนยันว่า ได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่สำนักงานกำหนดขึ้น ซึ่งถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลักฐานดังกล่าว มักอยู่ในรูปแบบของเอกสาร ซึ่งอาจจะมิได้สะท้อนให้เห็นกระบวนการพัฒนาการเรียนการสอน หรือการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนจริง ๆ ที่โรงเรียนหรือครูปฏิบัติ แต่หากจะพิจารณาให้ละเอียดแล้ว เอกสารเหล่านี้บางชิ้น ถือเป็นเอกสารพื้นฐาน ที่ผู้ปฏิบัติงานในฐานะที่เป็นวิชาชีพจะต้องดำเนินการจัดทำขึ้น เพื่อเป็นการให้ความมั่นใจ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมว่า ได้วางแผนและดำเนินการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ สมแก่ความคาดหวัง ตลอดจนเงินงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับมา
เอกสารที่ผู้ปฏิบัติวิชาชีพครูควรจัดทำจริงและดำเนินการปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถใช้เป็นร่องร่อยและหลักฐานสำคัญเพื่อรับการประเมินจากองค์กรภายนอก ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล แผนการจัดการเรียนรู้ บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ เกณฑ์การประเมิน แบบวัดหรือแบบทดสอบ และเอกสารประกอบการเรียนรู้ ซึ่งแต่ละฉบับมีหลักการจัดทำดังนี้
1. แบบบันทึกข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล หลักการเขียนแบบบันทึกข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคลมี 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ เขียนให้ทราบว่าผู้เรียนเป็นใคร มีข้อมูลพื้นฐานอะไรที่ครูประจำวิชาควรทราบว่า ประการที่สอง เขียนให้ทราบว่า ผู้เรียนมีความสามารถหรือสมรรถนะการเรียนรู้ในรายวิชาของตนอย่างไร โดยครูอาจออกแบบเอกสารให้มีลักษณะเป็นแบบสอบถามผู้เรียนก็ได้ และประการที่สามคือ ผู้เรียนต้องการหรือประสงค์ที่จะรับการพัฒนาสมรรถนะในด้านใดเป็นพิเศษ ข้อมูลทั้งสามส่วนนั้น จะสามารถนำไปใช้วางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลต่อไป
2. แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นเอกสารที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประเมิน หลักการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ควรเป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางของสถานศึกษา มีการกำหนดร่องร่อยหรือหลักฐานการเรียนรู้จากวัตถุประสงค์เหล่านั้นที่ชัดเจน มีเกณฑ์การประเมินคุณภาพของผลงานหรือหลักฐานเหล่านั้นที่เป็นระบบ มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ คือ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเรียนรู้ (การสืบค้นข้อมูล การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล) รวมถึงกระบวนการเฉพาะในรายวิชา เช่นวิชาภาษาไทย ก็จะมีกระบวนการอ่าน กระบวนการเขียน เป็นต้น และควรเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีเทคนิคหรือวิธีสอนที่หลากหลาย และมีกระบวนการวัดและประเมินที่ชัดเจน กล่าวถึงสิ่งที่จะประเมิน วิธีการวัดประเมิน และเครื่องมือที่ใช้วัดประเมินอย่างชัดเจน
3. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ หลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนแล้ว ครูจะต้องบันทึกผลการเรียนรู้ลงในบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ หลักการเขียนบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ คือ การอธิบายว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ข้อใดบ้าง ในปริมาณเท่าใด และทราบได้อย่างไร และมีผู้เรียนจำนวนเท่าใด ใครบ้าง ที่ไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ และครูทราบได้อย่างไร จากนั้นควรเขียนเกี่ยวกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชั้น รวมถึงจะต้องเขียนเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไข ซึ่งแสดงให้เห็นหลักวิชาหรือความรู้ที่จะนำมาใช้แก้ปัญหานั้น ๆ
4. เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินเป็นเอกสารสำคัญ ที่สถานศึกษาควรจะจัดทำขึ้นสำหรับใช้ประเมินผลงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้สอนทุกคนจะต้องนำไปใช้เป็นหลักในการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน หน่วยงานอันได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ควรที่จะพิจารณว่า มีงานหรือการปฏิบัติอะไรที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องปฏิบัติเหมือนกัน เช่น เกณฑ์ประเมินการปฏิบัติงานกลุ่ม เกณฑ์ประเมินการนำเสนอผลงาน เกณฑ์ประเมินการเขียนรายงาน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อการให้การวัดเกิดขึ้นอย่างมีมาตรฐาน ทำให้การให้คะแนนมีความยุติธรรม และสามารถที่จะใช้เปรียบเทียบและตัดสินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ หลักการสำคัญของการเขียนเกณฑ์การประเมินคือ การศึกษาแนวคิดและทฤษฎีว่า สิ่งที่จะประเมินนั้น มีองค์ประกอบการประเมินอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถสร้างเกณฑ์ที่มุ่งวัดได้ตรงและมีความน่าเชื่อถือ
5. แบบวัดหรือแบบทดสอบ เครื่องมือวัดและประเมินการเรียนรู้ที่ใช้มาก เพราะสะดวกในการวัดและวิเคราะห์ข้อมูล นั่นก็คือ เครื่องมือวัดในเชิงปริมาณจำพวกแบบวัดหรือแบบทดสอบ ในรายวิชาต่าง ๆ ผู้สอนจะต้องจัดทำแบบวัดหรือแบบทดสอบที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า เครื่องมือนั้นสามารถวัดได้ตรง มีความสม่ำเสมอ รวมถึงสามารถจำแนกระดับพัฒนาการของผู้เรียนได้ หลักการสร้างแบบวัดหรือแบบทดสอบนั้น สิ่งสำคัญ คือการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งที่จะวัด และการศึกษาระดับพิสัยของ การวัด ว่าสิ่งที่จะวัดนั้นเป็นพุทธิพิสัย จิตพิสัยหรือทักษะพิสัย เพื่อให้ออกแบบข้อคำถามหรือสถานการณ์ การทดสอบให้สอดคล้องกัน และที่สำคัญ ควรที่จะมีการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดหรือแบบทดสอบเหล่านี้ ทั้งโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญและการให้สถิตวิเคราะห์ด้วย
6. เอกสารประกอบการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียนรู้ ได้แก่เอกสารจำพวก หนังสือ ตำรา ใบความรู้ ใบงาน รวมถึงแบบฝึกหัดต่าง ๆ ที่ครูจัดทำขึ้น หลักการเขียนเอกสารเหล่านี้ หากเป็นพวกหนังสือ ตำรา ใบงาน คือ จะต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ก็ต้องสอดคล้องกับระดับของผู้เรียนที่จะสอน มีความน่าสนใจ สำหรับเอกสารจำพวกใบงานหรือแบบฝึกหัด ก็ต้องเน้นการพัฒนากระบวนการคิด หรือกระบวนการทางปัญญาอื่น ๆ ที่เป็นเป้าหมายของรายวิชา จัดทำให้มีความน่าสนใจ และมีคำสั่งและการปฏิบัติต่าง ๆ ที่ผู้เรียนสามารถนำไปฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองภายนอกชั้นเรียน
สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพภายนอกและเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ ที่กลายมาเป็นข้อกล่าวหาให้การจัดการศึกษา คือ ผู้สอนมิได้เขียนเอกสารบางฉบับขึ้นด้วยตนเอง ส่วนใหญ่เป็นการคัดลอกมา หรือบางส่วนก็มาเขียนหลังจากที่ได้สอนไปแล้ว เพราะในการปฏิบัติงานจริง ครูผู้สอนส่วนใหญ่ มิได้จัดทำแผน การจัดการเรียนรู้ รวมถึงเอกสารอื่น ๆ หลักฐานที่ปรากฏจึงเป็น “หลักฐานเท็จ” เพราะเป็นแต่เพียงการหาเอกสารจากแหล่งอื่น ๆ มาใช้เท่านั้น สภาพเหล่านี้แก้ไขได้ ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เอกสารเหล่านี้ คือ “ภาระงานพื้นฐาน” ของการปฏิบัติงานครูในฐานะวิชาชีพ หากเทียบกับวิชาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์ จะเห็นได้ว่าแพทย์ก็มีการจัดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ให้การรักษาโดยใช้บันทึกข้อมูลเดิมในครั้งที่แล้ว เพื่อมาเปรียบเทียบอาการว่าดีขึ้นหรือไม่อย่างไร เมื่อมองย้อนกลับมา วิชาชีพครู มิได้มีเป้าหมายหลักในการสอนแต่เพียงความรู้เท่านั้น แต่จะต้องมีข้อมูลสำหรับวางแผนเพื่อดูพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยการจดจำผู้เรียนแต่เพียงคร่าว ๆ โดยไม่บันทึกร่องรอยพัฒนาการหรือปัญหาอะไรของผู้เรียนไว้ หรือการออกแบบการเรียนการสอน โดยไม่มีข้อมูลใด ๆ จากการเรียนที่ผ่านมาเป็นพื้นฐานเลย เป็นแต่การสอนตามหนังสือเรียนเช่นนี้ ผู้ไม่ต้องจบวิชาชีพครูก็สามารถปฏิบัติได้ ไม่แตกต่างจากคนที่สำเร็จการศึกษาด้านครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ ดังนั้น เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นวิชาชีพอย่างแท้จริง การจัดทำเอกสารเหล่านี้ จึงเป็นภาระงานพื้นฐานที่ไม่อาจจะมองข้ามความสำคัญได้เลย
_______________________________

