สืบเนื่องจากกรณีศึกษาในบันทึกก่อนหน้านี้ ผมนัดหมายมาที่คลินิกกิจกรรมบำบัด ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เป็นครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งก่อนหน้านี้ 7 สัปดาห์ พบว่า ใน 4 สัปดาห์หลังการฝึกครั้งก่อน กรณีศึกษาสามารถรับประทานโจ๊กใส่ตับและผักนิ่มได้ทุกวันและดีใจพร้อมมั่นใจในสมรรถนะการกินอาหารของตนเองได้ถึง 50% ซึ่งแต่ก่อนกินแต่อาหารปั่น
แต่มาวันนี้เมื่อดร.ป๊อป ตรวจประเมินทางกิจกรรมบำบัดด้านการกลืน ความคิดความเข้าใจ และการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ พบว่า กรณีศึกษามีความไวบริเวณแก้มและคางมากกว่าความไวที่ลิ้น และลิ้นตรงกลางมีความไวมากกว่าลิ้นด้านข้างซ้ายขวา กรณีศึกษามีทัศนคติดีขึ้นกับการรับประทานอาหารและมีลิ้นที่ชุ่มชื่นขึ้น แต่ยังทานน้ำน้อย (วันละ 2 แก้วกาแฟ) และแปรงลิ้นเร็วและบ่อยทุกมื้ออาหาร มีการรับรู้ทางการมองเห็นอาหารที่สัมพันธ์กับการรับรู้ทางการสัมผัสแยกแยะผิวอาหารจนยังมีความกลัวการกลืนอยู่บ้าง
การประเมินทักษะการรับประทานอาหารที่ต้องการจะลองทานจริง โดยให้ลดความไวที่ลิ้นด้วยการกดดันช้อนที่กลางลิ้นก่อนเทอาหาร
1. ข้าวต้มเนื้อนิ่ม 1/4 ช้อนโต๊ะ พบว่า ทานได้ 5 คำ คายออก 3 คำ กระบวนการรู้คิดของกรณีศึกษา คือ การจิบน้ำซุปให้กลืนง่ายขึ้น
2. ข้าวต้มเนื้อนิ่ม 1/4 ช้อนโต๊ะ + ตับที่ชอบชิ้นเล็ก + ไข่เค็มชิ้นเล็ก (เฉพาะไข่แดง) พบว่า ทานได้ 3 คำ คายออก 0 คำ กระบวนการรู้คิดของกรณีศึกษา คือ มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น
3. ตับที่ชอบชิ้นเล็ก + เนื้อปลาดุกย่างชิ้นเล็ก พบว่า ทานได้ 1 คำ คายออก 3 คำ กระบวนการรู้คิดของกรณีศึกษา คือ ใช้ความถี่ในการเคี้ยวถึง 60 ครั้งในคำที่ทานได้ ใช้การจิบน้ำเปล่าให้กลืนง่ายขึ้น แต่ไม่ชอบเนื้อปลาเพราะแข็งเกินไป
4. เต้าหู้ หรือ หมูบะช่อ ในต้มซุปเดียวกัน พบว่า ทานได้ 0 คำ คายออก 3 คำ กระบวนการรู้คิดของกรณีศึกษา คือ ทานไม่ได้จริงๆ และไม่อยากทาน กลัวสำลัก
ดังนั้นดร.ป๊อป นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม จึงแนะนำว่า
- ลดความไวของลิ้นโดยแปรงลิ้นช้าๆ แต่เป็นแนวขวาง ใช้วิธีกดและขยี้ลิ้นเป็น 3-4 ครั้งจากกลางลิ้นจนถึงปลายลิ้น
- ฝึกทานข้าวต้มเนื้อนิ่มบ้าง โจ๊กบ้าง ตามสบาย แต่เพิ่มปริมาณขึ้นตามการรับรู้ว่า กลืนได้สบายหรือไม่ได้
- ในหนึ่งอาทิตย์ สลับวันเว้นวัน ฝึกการรู้คิดให้กล้าและมั่นใจมากขึ้นกับอาหารต่างๆ ที่อยากทานแล้วไม่เคยทดสอบ ให้ทดสอบชิ้นเล็กๆ คู่กับอาหารที่เคยทดสอบแล้ว เช่น ตับ ไข่เค็ม ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นอาหารใดๆ ทั้งคาวและหวาน จากนั้นบันทึกไดอารี่ไว้ ถ้าทานไม่ได้ก็เขียนไว้ในด้านซ้ายของตาราง ถ้าทานได้ก็เขียนไว้ในด้านขวาของตาราง
- ทานอาหารกับคนในครอบครัว เพื่อน และคนอื่นๆ เพื่อปรับสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งเร้าบ้าง จะได้ไม่ต้องมุ่งมั่นและจดจ่อกับการเคี้ยวที่มีความถี่มากจนเกินไป แต่ไม่แนะนำให้จินตนาการถึงสิ่งต่างๆ เพราะยังคงต้องจดจ่อกับการเคี้ยวบ้างสลับกับการรับรู้ข้อมูลกับผู้ร่วมรับประทานอาหารบ้าง ถ้าจินตนาการเลยจะเบี่ยงเบนให้ลืมการจดจ่อกับการเคี้ยวและการเข้าสังคม
- ลิ้นชุ่มชื่นดีแต่ต้องทานน้ำให้มากขึ้นจะได้น้ำลายใสมากกว่านี้ ขอเพิ่มทานวันละ 1 ขวดขนาดกลาง
- นัดหมายอีกครั้งผ่านอีเมล์โดยขอดูบันทึกการรู้คิดรายการอาหารที่ทานได้มากน้อยอย่างไร
เป็นกิจกรรมที่ดีมากนะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณบันทึกดีดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคมนี้ค่ะ
ขอบคุณมากๆครับพี่ดร.เปิ้น อ.นุ และคุณยายธี
เป็นกำลังใจให้เสมอครับ
ขอบคุณมากๆครับคุณพ.แจ่มจำรัส
ถ้าสามารถติดต่อทางอีเมล์ได้ การดูอาการคนไข้น่าจะ Skype หรือTango เพื่อดูอาการได้นะคะน้องDr. Pop...
_สวัสดีครับ
_ตามมาอ่านและให้กำลังใจนะครับ
_
ขอบคุณมากๆครับพี่ดร.พจนา และคุณเพชรน้ำหนึ่ง รวมทั้งกำลังใจจากพี่หมอธิรัมภา
น่าสนใจในการติดตามคนไข้ผ่าน Skype แต่เคสนี้มีความวิตกกังวลเลยต้องให้เกิดการพบเจอหน้าและต้องใช้มือตรวจการกลืนของคนไข้อย่างจริงๆ และช้าๆ
ขอบคุณมากๆ ครับสำหรับกำลังใจจากน้องธีระวุฒิ