INVICTUS

เมื่อวานนี้ได้จัดการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๔ ด้วยการชมภาพยนต์เรื่อง Invictus นัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Health Promotion หรือการสร้างเสริมสุขภาพ และอาจารย์คนสอนคิดว่าเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพไม่น้อยทีเดียว
ภาพยนต์เรื่องนี้กำกับโดยคลินท์ อิสต์วูด และนำแสดงโดยดาราที่ผมชื่นชอบมากสองท่าน คือ มอร์แกน ฟรีแมน เล่นเป็นประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา และแมท เดมอน แสดงเป็นฟรังซัว พีนา กัปตันรักบี้ทีมสปริงบอกส์ ทีมชาติของอาฟริกาใต้
Synopsis :
ประเทศอาฟริกาใต้สมัยหนึ่งมีปัญหาในประเทศที่รุนแรงหลายประการ ทั้งๆที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวผิวดำ แต่คนที่ควบคุมเศรษฐกิจ กฏหมาย และทหารตำรวจกลับเป็นชาวผิวขาว ที่มีทัศนะเหยียดผิวที่ค่อนข้างจะรุนแรง จนกระทั่งหลังจาก ๒๗ ปีในคุก เนลสัน แมนเดลาไปรับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และในเวลาเพียง ๔ ปี ก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศ
งานของแมนเดลาไม่ได้เพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจอันกำลังทรุดเท่านั้น ยังมีเรื่องความยากจน อดหยาก ปัญหาอาชญากรรมชุกชุม ปัญหาคนว่างงาน และสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือเรื่องการเหยียดผิว หรือปรากฏการณ์ "Apartheid : State of being apart" (ภาษาอาฟริกัน) ที่ National Party ใช้ในการปกครองแบบแบ่งแยกผิวในช่วง 1948-1994
ภาพยนต์เรื่องนี้ครอบคลุมเหตุการณ์ตั้งแต่เนลสัน แมนเดลาถูกปลดปล่อย จนถึงการที่เขาได้ใช้กีฬารักบี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการ unite ประเทศที่แบ่งแยกอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีแมนเดลาใช้ทุกอย่างที่เขามี compassion, personality และความรักความเข้าใจ รวมทั้งความมุ่งมั่นอย่างที่สุด focus ไปที่จะนำประเทศออกไปสู่ยุคใหม่ที่มีความสุขร่วมกันของคนในชาติให้ได้
มอร์แกน ฟรีแมน ได้แสดงบทบาทที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งของชีวิต การแสดงเป็นแมนเดลา ชายผู้ซึ่งถูกส่งไปจำขังในเซลล์เล็กๆพื้นที่เพียงสองช่วงแขน เป็นเวลายาวนานถึง 27 ปี และเมื่อออกมาเป็นอิสระ ชายคนนี้จะต้องตัดสินใจว่า "เขาอยากจะเป็นคนเช่นไร และทำอะไรเพื่อใครบ้าง?"
บทกวีที่เป็นชื่อภาพยนต์เรื่องนี้คือ Invictus นั้น เป็น is a short Victorian poem by the English poet William Ernest Henley (1849–1903) ใจความว่า
Out of the night that covers me,
Black as the pit from pole to pole,
I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul.
In the fell clutch of circumstance
I have not winced nor cried aloud.
Under the bludgeonings of chance
My head is bloody, but unbowed.
Beyond this place of wrath and tears
Looms but the horror of the shade,
And yet the menace of the years
Finds and shall find me unafraid.
It matters not how strait the gate,
How charged with punishments the scroll,
I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.
ในภาพยนต์เรื่องนี้ แมนเดลาใช้บทกวีบทนี้หลายต่อหลายครั้งเพื่อชี้นำสิ่งที่เขาจะทำ หรือต้องการจะให้เกิดขึ้น I am the master of my fate: I am the captain of my soul "ฉันคือเจ้าชะตาชีวิตของฉันเอง ฉันคือกัปตันนาวาแห่งจิตวิญญาณของฉันเอง" เพื่อที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างมหาศาล ต้องการการเสียสละถึงที่สุดเท่าเทียมกันกับอุปสรรคนั้นๆ
มีคนมากมายรอบตัวแมนเดลา ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่แมนเดลาใช้ หรือตั้งใจจะทำ แมนเดลาเชื่ออย่างสนิทใจว่า ในการที่จะให้เกิดความไว้วางใจ เชื่อใจนั้น เราเองจะต้องเป็นผู้ลงมือกระทำก่อน และกระทำเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่วันแรกที่แมนเดลาเหยียบเข้าไปในออฟฟิส เขา focus ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องช่วยเสริมหรือผลักดันประเทศไปในทิศทางที่เขาฝันไว้ และเริ่มต้นจากที่บ้าน และที่ทำงานของแมนเดลาเอง
Mandela's leadership ความเป็นผู้นำ
แมนเดลาได้ตัดสินใจหลายเรื่องที่เขาทราบว่าจะไม่เป็นที่ popular สำหรับฐานเสียงของเขา เช่น การไม่ยินยอมให้ยุบทีมชาติรักบี้สปริงบอกส์ เพราะในสายตาของคนผิวดำ กีฬารักบี้และทีมสปริงบอกส์เป็นสัญญลักษณ์แสดงความเหนือกว่าของคนผิวขาว
เมื่อแมนเดลาถูกเตือนว่า "You're risking your political capital. You're risking your future as our leader." แมนเดลาตอบกลับไปว่า "The day I am afraid to do that is the day I am no longer fit to lead."
"ท่านกำลังเสี่ยงกับการสูญเสียงฐานเสียงทางการเมืองของท่านนะ ท่านกำลังสุ่มเสี่ยงกับการจะไม่ได้เป็นผู้นำประเทศอีกต่อไป"
"เมื่อถึงวันที่ฉันกลัวที่จะทำเช่นนั้นต่างหาก ที่จะแปลว่าฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำอีกต่อไป"
ความเป็นผู้นำนั้น ไม่ได้หมายความว่า focus ที่จะคงอยู่ในตำแหน่ง หรือต้องการจะเป็นผู้นำ แต่หมายถึงการที่มีความเชื่ออย่างที่สุดว่ากำลังทำสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่ถูกต้อง และจะนำพาผู้คนไปถึงจุดนั้นให้ได้ ไม่ว่าคนอื่นจะนิยมชมชอบถูกใจหรือไม่ หลักการคิดเป็นผู้นำแบบนี้ ที่คิดแบบนี้ พูดแบบนี้ และกล้าทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแบบนี้ จะต้องมาจากการกลั่นกรองและทุ่มทั้งชีวิตให้กับบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่งไปกว่าชีวิตตนเอง
หลังจาก 27 ปีในคุก แมนเดลาได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญ นั่นคือ "การให้อภัย" มีครั้งหนึ่งที่ฟรังซัว พีนา กัปตันทีมรักบี้เดินทางไปยังเกาะริบบอนที่แมนเดลาถูกคุมขังอยู่ ได้เห็นเซลล์ห้องขังทีแมนเดลาอาศัยอยู่ มีความกว้างเพียงแค่สองช่วงแขนเท่านั้น มีผ้าห่มผืนบางๆวางอยู่บนพื้นซิเมนต์ ฟรังซัวกล่าวกับภรรยาของเขาว่า "Tomorrow's taken care of, one way or another. I was thinking about how you spend 30 years in a tiny cell, and come out ready to forgive the people who put you there. " (ผมไม่ได้คิดถึงวันพรุ่งนี้หรอก แต่ผมกำลังคิดว่าเมื่อคุณถูกจำขังให้คุกแคบๆถึงสามสิบปี คุณทำอย่างไรถึงเดินออกมาจากคุกนั้นแล้วพร้อมที่จะให้อภัยคนที่จับคุณใส่คุกเช่นนั้น)
ซึ่งแมนเดลาได้บอกกับพวกเราว่า "Forgiveness liberates the soul. It removes fear. That is why it is such a powerful weapon." การให้อภัยนั้นทำให้วิญญาณเป็นอิสระ อภัยจะปลดเปลื้องความกลัว ซึ่งทำให้อภัยเป็นอาวุธอันทรงพลังที่สุด
นักศึกษาแพทย์ได้สะท้อนประเด็นหลายประเด็นหลังจากชมภาพยนต์เรื่องนี้จบ ที่ผมชอบคือความเงียบงันทั้งชั้นหลังจากที่ภาพยนต์นี้จบลง ไม่ใช่เงียบเพราะความ ignorance แต่เป็นเงียบที่เกิดจากความเข้าใจ หรือการเห็นอะไรบางอย่างจากภาพยนต์ จากชีวิตของมหาบุรุษที่แท้คนหนึ่งของโลกนี้ จากการที่ชีวิตของพวกเขาได้ถูกเติมเมล็ดพันธุ์อะไรบางอย่างลงไป
เขียนโดย สกล สิงหะ
หน่วยชีวันตาภิบาล รพ.สงขลานครินทร์
๑๑ นาฬิกา ๑๒ นาที วันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖
แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง
ได้แง่คิดของการเป็น ผู้นำ และการให้อภัย และการทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ
ขอชื่นชมมหาบุรุษ ที่เกิดมาในโลกนี้