ระบอบการปกครอง

เสื้อโหลหรือว่าเสื้อช่างตัด?

คืนนี้ผมจะขอออกนอกพื้นที่ปลอดภัยโดยการลองเขียนบทความเรื่องการเมือง การปกครองดูสักหน่อยเถิด ที่เรียกว่าออกนอกพื้นที่ปลอดภัยก็เพราะว่าพื้นที่ปลอดภัยของผมมักจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เรียนมา สิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน และสิ่งที่คิดอยู่บ่อยๆพูดอยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นเรื่องทางการแพทย์เสียส่วนหนึ่ง แต่แล้วก็คิดว่าการเมือง การปกครองนั้น มันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน ทุกข์สุขของผู้คน มิติทางสังคมอะไรทำนองนี้อยู่ไม่น้อย อาศัยความโมเมว่าเกี่ยวข้องตรงนี้ ก็เลยอยากจะวิพากษ์วิจารณ์กับเขาบ้าง จะเป็นไรมี

เมื่อวานตอน ๒ นาฬิกา ๔๖ นาทีผมเขียนเรื่องฟันเฟืองของประวัติศาสตร์ไป หลังจากนั้นมาถึงตอนนี้เวลา ๐ นาฬิกา ๔๓ นาทีของวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ อันเป็นวันรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ารัฐบาลเมื่อคืนก่อนมาถึงวันนี้ก็ได้ยุบไปเรียบร้อยโรงเรียนประเทศไทย พร้อมกับมวลมหาชน (หรือมหามวลชน? ผมสับสนคำนี้นิดหน่อย ผมชอบเผลอแปลมวลมหาชนเป็นว่า มวลของชนตัวมหึมาอยู่เรื่อย และมักจะคิดว่าคำที่ใช้ๆกันน่าจะเป็นมหามวลชน หรือมวลชนจำนวนมหึมา but that's me alone) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย จำนวนเท่าไหร่ไม่ทราบแน่นอน แต่ประมาณว่าใหญ่กว่าเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมาหลายเท่า ซึ่งขนาดของวันที่ ๒๔​ ก็มากกว่ามวลชนตอนวันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ โขอยู่ ซึ่งก็ตรงไปตรงมาว่าครั้งนี้นั้นเป็น "มหา" ชุมนุมของแท้ ทั้งๆที่ยังไม่ต้องนับมวลขนาดย่อมลงมาในจังหวัดต่างๆอีกมากมาย

หลังจากประวัติศาสตร์ประเทศถูกพลิกไปขึ้นบทใหม่ภายในเวลายังไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงดี ตอนนี้ก็ถึงตอน "แล้วไงต่อ?....."

ในความรู้สึกของสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อถึงระยะนี้ ก็มักจะถอยออกมา เพราะภาษาที่บรรดาเกจิทั้งหลายพูดตอนนี้มันจะสูงส่งมาก ภาษานิติศาสตร์ ภาษารัฐศาสตร์ ภาษาปรัชญาคุณธรรม มุมมองชาวโลก ชาวต่างประเทศ ชาวต่างด้าว ต่างดาว ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญแง้มหน้าออกมากระซิบบอกโน่นบอกนี่ว่า "ที่ถูกต้องทำยังไง" (รวมทั้งผู้ไม่เชี่ยวชาญด้านกฏหมายหรือรัฐศาสตร์แต่อย่างใด แต่เชี่ยวชาญเรื่องการวิจารณ์เรื่องที่ตนเองไม่เชี่ยวชาญอีกเป็นจำนวนมาก ผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย) แต่หลังจากฟัง คิด อ่าน อยู่ระยะนึง ก็เกิดตงิด

"ตงิด" เป็นคำประหลาด ที่เราแทบจะไม่เคยได้เห็นคำนี้เขียนแบบสะกดถูกตามพจนานุกรมเลย (ตงิด) แต่เราจะเห็นแบบที่เขียนตามคำอ่านคือ "ตะหงิด" เต็มไปหมด แปลว่านิดๆ เล็กๆ แบบว่าซ่อนเร้นในความรู้สึกว่ามีอยู่ แต่อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ลางๆเลือนๆ

ตงิดเพราะว่าผมเป็นโรคไม่ชอบของสำเร็จรูป (ยกเว้นมาม่าหมูสับ) แต่ชื่นชมของสั่งทำพิเศษ เฉพาะตัวยิ่งดี ตอนเด็กๆนั้นจำได้ว่าชุดนักเรียนไม่เคยซื้อเลย ตัดอย่างเดียวตั้งแต่ประถมจนจบม.ศ.๕ และผมกำลังรู้สึกว่าท่านเกจิผู้รู้นั้น ทำไมต้องวนเวียนกับของสำเร็จรูปที่คิด และทำ และใช้ในประเทศอื่นๆ แต่ในประเทศเรานั้นใช้แบบลุ่มดอนบิดเบี้ยวมาหลายสิบครั้ง ก็ยังคงจะทำเหมือนเดิมอยู่ดี อันนี้ท่านไอสไตน์เคยบอกว่า (ไม่ได้กระซิบผมหรอก ท่านเขียนหรือกล่าวทิ้งไว้น่ะครับ) "ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่า การกระทำเหมือนเดิมซ้ำๆกันทุกครั้งนั้นแล้วอาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันขึ้นมา ผู้ใดนั้นช่างโง่งี่เง่ายิ่งลัก เอ๊ย ยิ่งนัก"

เรากำลังต้องการระบอบการปกครองของประเทศเรา เพื่ออะไร?

ก็เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความสุข จริงหรือไม่จริง?

แต่พอเราเอาระบบสำเร็จรูปของคนโน้นคนนี้มาใช้ อุตส่าห์ไปนั่งแปลมาด้วยภาษาที่ดีบ้าง เกือบดีบ้าง เพราะโชคดีได้ไปเรียนเรื่องนี้มาจากเมืองนอกเมืองนาบ้าง แต่ทำไมเมื่อปรากฏว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้นในการนำมาใช้กับพวกเราบ้านๆกันเนี่ย พอเกิดเรื่องทีนึง พอจะแก้ปัญหา ก็ยังทำเหมือนเดิม? เพื่อที่จะเข้าวงจรเดิมๆอีกครั้ง มันเป็น comfort zone อย่างประหลาดในพฤติกรรมของพวกเรา

บ้างก็จะบอกว่า ถ้าเราไม่เอาของมาตรฐานนานาชาติมา ประเทศเราจะไม่เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ซึ่งก็น่าสนใจมากว่าเรื่องนี้มันควรจะเป็นลำดับความสำคัญที่เหนือกว่า หรือต่ำกว่า การมีระบอบการปกครองที่คนไทยมีความสุขกันแน่ อะไรมันจะหน้าบางขนาดต้องไปขอหยิบยืมเขามาใส่ ถึงจะเกิดความมั่นใจว่าดีแน่ (อันนี้จริงๆไม่ใช่เรื่องหน้าบาง แต่เป็นเรื่องของคนที่ไม่มีศักดิ์ศรีทรนงตนเองมากกว่าไหม?) ประเทศต่างๆในโลกนี้ก็ใช่ว่าจะมีระบอบการปกครองเดียวกันเหมือนกันหมดเสียที่ไหน ต่างก็มี identity หรือเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของตนเองกันทั้งนั้น เขาก็นับถือตนเองและให้การนับถือกันและกันอยู่ดี

แถมบางทีไม่ใช่เป็นเรื่องยืมของต่างประเทศมาเท่านั้น บางทีก็เป็นเรื่องที่ติดตรงสิ่งที่เรากำหนดกันขึ้นมาเองนี่แหละ กำหนดมาเสร็จ เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งที่เรากำหนดขึ้นมาเองซะงั้น ทั้งๆที่ตอนแรกนั้นเรากำหนดมาก็เพราะเรา "เชื่อว่า" ทำแบบนี้แล้วมันน่าจะดี น่าจะทำให้คนมีความสุข ไปๆมาๆ พอเกิดปัญหา เราก็กลับไปติดกับกรอบเหล่านี้ไปซะงั้น เอาง่ายๆ ถ้าการคิดระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศ มันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า ๖๐ วัน ซึ่งมากกว่าที่กำหนดเอาไว้ในกฏหมายว่าหลังจากยุบสภา ต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน ทำไมเราต้องไปติดกับไอ้ ๖๐ วันนี้ด้วย? ก็ออกแบบให้มันดีๆ ไม่มีปัญหา ซะไม่ดีกว่าเหรอ? จะต้องเลิกใช้ไอ้กฏ ๖๐ วันนี้ก่อน ก็เลิกไปสิ ไม่เห็นจะ big a deal ยังไง

ทีนี้เราเรียนรู้ความผิดพลาดอะไรจากอดีตบ้าง?

ที่เห็นๆก็คือ ระบอบที่ยังไม่ work ในประเทศเรานั้น คือการที่ไม่เกิดการ distribute happiness (คำนี้กว้างมาก) กันทั่วถึง มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันเกินไป (มีได้ แต่ไม่ควรจะมีมากเกินไป) จริงหรือไม่จริง?

  • โอกาสการศึกษา
  • โอกาสการทำงาน
  • โอกาสการเป็นเศรษฐี
  • โอาสที่ความเจริญก้าวหน้าของคนขึ้นกับความขยัน ความสามารถ มากกว่าขึ้นกับความเกี่ยวดอง ความรู้จักส่วนตัว
  • โอกาสจับเงิน จับทองจากการทำงานสุจริตของประชาชน

ลองเอาทุกข์ของคน (ส่วนมาก) ทั้งสองฝ่ายที่เห็นไม่ตรงกันเป็นโจทย์จะดีไหม อย่าไปฟังพวกคนกลางที่เรามักจะไว้ใจให้ไปนั่งเถียงแทนเรา ไปๆมาๆสุดท้ายพวกมันก็เถียงแทนตัวมันเองซะทั้งนั้น หาทางเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง เพิ่มความร่ำรวยให้ตัวเอง แล้วโยนเศษกระดูก เศษเนื้อ ให้พวกเรากินพอหลอกตัวเองไปวันๆว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่อารยประเทศเขาทำกัน เราต้องดีใจนะที่เราอารยะ

มีอะไรที่เป็น "พื้นฐานร่วม" กันของทุกคนไหม ที่เราจะเริ่มสร้างกันจากตรงนั้น?

  • เราจะ "ทน" ต่อ "การโกง การคอรับชั่น" ได้ไหม (คำถามอันนี้บอกตรงๆว่าหวาดเสียว เพราะ poll หลังๆบอกว่า พวกเรานั้น OK กับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่โกงเสร็จแล้ว เราได้ประโยชน์ด้วย บางตรรกะยิ่งไปกว่านั้นคือ ก็เห็นมันโกงทุกคน เราทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ ก็โกงกันดีกว่า!!!!)
  • เราจะ "ทน" ต่อ "การซื้อขายเสียง" กันได้หรือไม่ ประชาชนเห็น "ผลกระทบ" ที่ชัดเจนแค่ไหนว่าถ้าหากยอมให้มีการซื้อขายเสียงนั้น ประโยชน์ที่เราควรจะได้จากงบประมาณสาธารณะ มันจะไม่กลับมาหาเรามากอย่างที่ควรจะเป็น อันนี้เป็นทัศนะของการชื่นชอบเศษเนื้อ เศษกระดูก เศษเงิน แค่ไหน เราไม่เห็น ไม่ทราบ รึเปล่าว่าที่จริง เราพึงมีสิทธิมากกว่านั้น?
  • ตกลงในสังคมของเรา เรื่องคุณธรรม ความดี จริยธรรม นั้น มีค่าไหม หรือว่าเป็นอะไรที่โบราณ เชย ไม่ควรจะนำมากล่าวถึงอีกต่อไป เราทราบไหมว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ นั้น มีไว้ทำไม มีคนกล่าวว่า "อย่าพึ่งรีบยกเลิกอะไรที่มีมานานแล้วโดยง่ายๆ หรือโดยไม่ได้ศึกษาที่มาของเรื่องนั้นๆมาให้ดีเสียก่อน เพราะบางครั้ง มันมีเหตุผลที่ดีมากมาแต่แรกว่าทำไมถึงควรจะมี หรือแม้กระทั่งมีการสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อไปเพื่อจะมี และธำรงสิ่งนั้นไว้เสียด้วยซ้ำ"
  • ฯลฯ

คือเอา "ปัญหาที่ทำให้ไม่สำเร็จ" มาเป็นโจทย์ อย่ามัวไปตั้งกรอบว่า "ต้อง" ทำอย่างนี้ๆ เพราะที่อื่นเขาทำๆกันมา เพราะดุษฏีบัณฑิตบอกว่าอย่างนี้สิถึงจะ authentic เป็นระบอบของแท้เชียวนะ ค่ายอังกฤษ ค่ายเยอรมันนี ค่ายอเมริกัน ฯลฯ เชียวนา.... เอาบทเรียนเก่าๆที่เกิดขึ้นนี่แหละมาศึกษา แล้วหาทางแก้ไข

  • ทำยังไงให้ไอ้คนที่ไม่มาทำงาน ไม่สามารถจะเสียบบัตรแทนกันได้? อันนี้ระดับเด็กนักเรียนถูกจับได้ยังอายเป็นเลย ไอ้ที่ผู้ใหญ่ถูกจับได้แล้วยังเฉยๆ ไม่ขอโทษ ไม่ถูกทำโทษ ไม่อธิบาย ฯลฯ ไอ้พันธุ์แบบนี้น่ะ อย่าว่าแต่ไว้ใจมันเลย ปล่อยให้เพ่นพ่านเป็นอิสระจะดีหรือไม่ ยังเป็นปัญหาเลย
  • ทำยังไงให้การใช้ของที่เป็นสาธารณะนั้น ถูกทะนุถนอม เป็นของมีค่า ไม่ใช่ว่าพอเป็นของสาธารณะของไม่มีความหมาย เดี๋ยวก็มีคนเอามาให้ฟรีๆ เรื่องนี้สำคัญมาก ในระดับใหญ่ๆ เราต้องเห็นด้วยว่า งบประมาณประเทศนั้น เราต้องใช้เหมือนกับเป็นเงินของเราเอง เป็นเงินที่เราทำงานมาด้วยความยากลำบาก เสียภาษีไปตั้งเยอะ (อาจจะไม่ work โดยตรงสำหรับคนที่ไม่เคยเสียภาษี แต่ก็นั่นแหละ สำนึกตรงนี้สามารถสร้างได้โดยใช้ตรรกะธรรมดาๆ)
  • ทำอย่างไรให้การตอบแทนต่อชีวิต สัมพันธ์กับความรู้ ความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร ไม่ใช่เป็นระบบเกื้อกูล เกื้อหนุน พี่น้องครอบครัวคนใกล้ชิด
  • ทำอย่างไรให้กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใช้กฏหมายมีศักดิ์ศรี ผู้ออกกฏหมายมีศักดิ์ศรี (คือเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เดรัจฉานในคราบมนุษย์ หรือเปรตกลับชาติมาเกิด)

ผมเชื่อว่าทำไปทำมา อาจจะเรียกหรือไม่เรียกว่า "ระบอบประชาธิปไตย" หรือชื่ออะไรก็ตาม แต่เราจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น คือ ชีวิตที่มีความสุข และสังคมที่เกื้อกูลปัจจัยที่ทำให้มีความสุข

และผมเชื่ออีกประการหนึ่งก็คือ "กระบวนการสนทนาเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบอันพึงปราถนา" นั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า (หรืออาจจะมากกว่า) ผลลัพธ์คือระบอบที่ถูกออกแบบมาเสียด้วยซ้ำไป ทำอย่างไร เราจึงจะมีข้อมูลว่าคนทุกข์เพราะอะไรจริงๆ (ทั้งสองฝ่าย หรือกี่ฝ่ายก็ตาม) ทำอย่างไรเราจึงจะมีข้อมูลว่าคนมีความสุขได้นั้นเพราะอะไรได้บ้าง?

ของพวกนี้น่ะ ไม่ต้องนักกฏหมายก็ได้กระมัง ที่จะเรียกร้องหา อยากจะได้ อยากจะมี อยากจะอยู่ในสังคมแบบนั้นๆ?

จะมากไปหรือเปล่า?

เขียนเสร็จตอน ๑ นาฬิกา ๔๑ นาที วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖

สกล สิงหะ บ้านพักแพทย์ พ.๓๑ สงขลานครินทร์