ปรัชญาเต๋าของท่านเหลาจื้อ (Taoism) 

 

             นักปรัชญาลัทธิเต๋า เริ่มบุกเบิกโดยเหลาจื้อ (Lao-Tze : 28 ปี ก่อนพุทธศักราช) ตามด้วยศิษย์ อาทิ หยางจื้อ (Yang-Tze : 103-184 B.E.) และจวงจื้อ (Chang-Tze : 194-269 B.E.) ในฐานะสังกัดสายธรรมชาตินิยมต้นแบบและอุดมคตินิยม เหลาจื้อพร้อมศิษยานุศิษย์ถือว่ามนุษย์ ชีวิตและโลกปรุงแต่งขึ้นโดยพลังคู่แห่งหยิน-หยาง จึงไม่นิยมหลักศีลธรรมโดยอำนาจที่อ้างกันว่าเป็นปรัชญาแห่งสวรรค์ หรือข้อบัญญัติที่มนุษย์สร้างขึ้นฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ หากแต่สอนให้ชีวิตและโลกมนุษย์นี้ ดำเนินไปตามมนุษยธรรมสอดคล้องกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์แท้และสากล มิใช่อยู่กันด้วยโลกแห่งการประดิดประดอยและเสแสร้งแต่งมายา โดยนัยนี้ มนุษย์เท่าเทียมกันเสมอเหมือนกันในความเป็นมนุษย์ ชีวิตมนุษย์ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ดีไม่เลว อยู่ที่มนุษย์จะตัดสินใจ มนุษย์มีอิสระแก่ตัวที่จะเลือกเอาเอง ธรรมชาติไม่มีอคติ

            คำสอนถือเป็นหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม คือ หวู เว่ย (Wu Wei) หมายถึงหลักกระทำโดยไม่กระทำ ได้แก่ อุเบกขาธรรม ฝึกทำใจให้นิ่งสงบอยู่ในภาวะปกติ ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่เกิดความแปลกแยกต่างใด ๆ กับสภาพแวดล้อม หลักการนี้มิได้หมายถึงการหยุดทำหรือไม่กระทำอะไรเลยในงานชีวิต หากแต่หมายถึงความเคลื่อนไหววงจรชีวิตไปตามบรรทัดฐานแห่งธรรมดา ไม่ฝืนกระแสความเป็นจริงตามปกติธรรมชาติ นั่นคือการดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามความสมดุลแห่งเหตุกับผลที่อยู่ในความพอดีของเรื่องนั้น ๆ เพราะทุกสิ่งและทุกเรื่องย่อมมีความพอดีของตนเอง สอดคล้องกับความพอดีของธรรมชาติที่ผู้รู้ย่อมเข้าถึงได้ การดิ้นรนพยายามเอาชนะธรรมชาติ และฝืนความจริงตามธรรมชาติอาจทำได้ในระดับที่ไม่เกินไป แต่ก็ชื่อว่าเป็นการทำตัวฝืนปกติของธรรมชาติ

 

            อาศัยหลักความสมดุลและพอดีแห่ง หวู เว่ย มนุษย์ควรต้องมีชีวิตอยู่ตามความจำเป็นที่ไม่ลด ไม่เกินธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการอันหาขอบเขตมิได้ ภายใต้อิทธิพลปรัชญาวัตถุนิยมและบริโภคนิยมสุดโต่ง ควรต้องมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน แต่เป็นปกติสุข เหลาจื้อกล่าวว่า “การพยายามเขย่งเท้าเพื่อจะยืนอยู่เหนือคนอื่น ย่อมยืนอยู่ไม่ได้นาน คนแสดงว่าตนมีพระเดชพระคุณเหลือหลาย กลับจะกลายเป็นคนถูกเนรคุณ ไม่มีผู้ใดนับถืออย่างจริงใจ ไม่ต้องทำตัวให้เด่นดังหรอก คนทั้งหลายย่อมมองท่านออกอยู่ดี

            ดังนั้นในการครองชีวิตอยู่ในโลก มนุษย์พึงรู้จักพอเสียบ้าง ควรพึงพอใจในความเป็นและความมีของตน มนุษย์โลภมามากและมานานแล้วมิใช่หรือ คนที่รู้จักพอย่อมไม่ละอายขายหน้าทีหลัง ผู้ที่รู้จักหยุดและปล่อยวางเสียบ้าง ย่อมไม่ตกระกำลำบากภายหลัง คนผู้นั้นย่อมมีชีวิตอยู่ยาวนานอย่างสงบสุขสง่างาม สรุปคือ มนุษย์ควรมีหลักการดำเนินชีวิตดังนี้

            ๑.เข้าใจชีวิตกับโลกมนุษย์เป็นอันเดียวกัน สัมพันธ์กันอยู่ในความเป็นธรรมชาติ จึงไม่ควรฝ่าฝืนดุลยภาพและความพอดี

            ๒. เข้าใจตนเองและครองตนเองเอาไว้ให้ดี

            ๓. มีชีวิตด้วยความพึงพอใจในสิ่งที่พึงมีพึงเป็นตามสภาพ

            ๔. ปรับชีวิตให้สอดคล้อง กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์

            ๕. มองเห็นส่วนดีและส่วนที่เป็นประโยชน์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ

            ๖. เลือกดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับวิสัยของตน เพราะชีวิตนี้สั้นนักและไม่มีสำรอง

            ๗. เลือกทำสิ่งที่ใกล้ตัวดีกว่าสิ่งที่ไกลตัว อยู่กับปัจจุบันดีกว่าคาดหวังในอนาคต เลือกสิ่งที่หาง่ายดีกว่าสิ่งที่หายาก

            ๘. ดำเนินชีวิตอย่างคนปกติสามัญชนดีกว่าชีวิตที่เด่นดัง แก่งแย่งทำลายและทำร้ายกัน