มองส่วนดี หรือส่วนเสีย?????????????????

บางคน หรือพระบางรูปเน้นสอนให้มองส่วน ดีของคนอื่น

แต่พอถึงการศึกษา "พระอภิธรรม" และ "พระไตรปิฎก" กลับสอนให้มองแต่ส่วนเสีย

ว่ายืดยาว วกวน เข้าใจยาก ฯลฯ (ส่วนดีไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว )

ทั้งๆที่ ......

ส่วนดีมีมากมายมหาศาล สมกับ "สัพพัญญุตญาณ" ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไดัตรัสรู้มาด้วยความเพียรอย่าง มากมายเกินกว่าจินตนาการของปุถุ ชนอย่างเราๆจะเข้าใจได้โดยง่าย

และ

ถ้า "ธรรมะ" เป็นเรื่องง่ายๆ ทุกคนก็คงบรรลุเป็น "อรหันต์" กันไปหมดแล้ว

ดังนั้น..............

ใครจะว่ามีข้อเสียอะไรยังไง ผมก็ยังมองเห็นส่วนดีอีกมากมาย (เมื่อพยายามเข้าใจ)

และยืนยันจะศึกษาพระอภิธรรมต่อไป ทั้ง 7 คัมภีร์ และค่อยๆ ถอยย้อน ขยับมาศึกษาพระไตรปิฎกส่วนที่เหลือ ตามลำดับ

ตามกำลังสมอง และเวลาที่มีครับ

ใครจะว่าผมโง่ดักดาน ไม่เชื่อคำสอนของ "หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงตา" บางรูป ก็ว่าไปเลยครับ (มีคนไม่เคยอ่าน "พระอภิธรรม" มาว่าผมทางโทรศัพท์ ชั่วโมงกว่าๆ เมื่อวานนี้ครับ)

ผมเชื่อพระพุทธเจ้ามากกว่า

 

และถ้าใครจะคิดค้นหลักธรรมได้ลึกซึ้งขนาดนั้น ก็สมควรที่จะเป็น "พระพุทธเจ้า" แล้วครับ

คนไม่เคยอ่าน ไม่เคยศึกษา ฟังแต่คำ "เขาว่า" จะเข้าถึงเนื้อหา ได้อย่างไรครับ

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 
  • คันความคิดจังครับท่านอาจารย์ ทำให้ต้องลงชื่อเข้ามาแสดงความเห็น
  • ผมให้กำลังใจครับ และขอชื่นชอบกับการศึกษาพระไตรปิฎกของท่านอาจารย์ด้วย (ขอคานน้ำหนักกับคนที่ต้องเสียเวลามาว่าอาจารย์)
  • ผมอยากอ่านพระไตรปิฎกให้ทะลุบ้าง แต่ที่ผ่านมาได้แค่ฉาบฉวย
  • จากข้อเขียนของท่านอาจารย์ ทำให้ผมมาคิดว่า ผมต้องอ่านบ้างแล้ว วันละนิดก็ยังดี ใส่ลงบันทึกของผมทุกวัน เหมือนกับการละหมาดของเพื่อนมุสลิม ๕ เวลาต่อวัน หลายวันคงได้สาระบันทึกเยอะทีเดียว
  • ขอบคุณแรงกระตุ้นครับผม 

เริ่มจากการฟังบรรยายสรุปของท่านผู้รู้ก่อน พอได้แนวแล้วไปอ่านจะเข้าใจง่ายครับ

อ่านอย่างเดียวจะหมดแรงซะก่อน

อยากทราบวิธีที่ผมใช้จริงๆ โทรมาคุยกันได้ครับ 0897119684 ครับ

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์ ดร. แสวง ค่ะ

คงไม่มีโอกาสได้อ่านพระอภิธรรมเป็นแน่แท้

แต่ บุญพามาค่ะ เพื่อนส่งหนังสือชุด "พุทธวัจน" สิบเอ็ดเล่มมาให้

และ เช้านี้ บุญหล่นทับอีกค่ะ

มีหัวสมอง ๑๖ GB. บรรจุข้อมูล ว่าด้วยอาณาปาณสติ

และพุทธวัจนอัดแน่น เป็นพัสดุมาถึงอีกชุดหนึ่ง!

เพื่อนฝูง...กะ...จะให้ย่อยให้ (ก้าว)ผ่านหนาวนี้เป็นแน่แท้ :)

 

ความรู้ชุดนี้ ประกอบกับการเรียนรู้ธรรมชาติสัตว์เลี้ยง พืชพันธุ์ ธัญญาหาร คงพอเป็นไปมังนะ

จำแม่นว่า...อาจารย์ตอบใครไม่รู้ ว่า...ถ้ารู้ "วงจรชีวิต" ของหญ้าได้จบกระบวนการ... เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปอย่างไร

ก็จะมีคำตอบให้เรา เรียนรู้...สู่การประมาณ เพื่อการ"ตัดวงจร" หรือควบคุมการเกิด เติบโตของมันได้

(ขั้นตอน การเรียนรู้ ขัดเกลากิเลสในเรา ก็ฉันนั้นแล...)

 

อีกส่วนหนึ่ง ที่เห็นด้วยกับอาจารย์คือ การเรียนรู้ สู่พัฒนาการที่แตกต่าง

ระหว่างการเข้าถึง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วปฏิบัติการสู่ความพอเพียง

และจากปฏิบัติการเพื่อความพอเพียง สู่การเข้าถึง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น

เส้นทางไหน ยากง่ายกว่ากัน...

 

มีความเห็นเพิ่มเติมว่า... เส้นทางที่ยากกว่า...

จะมีรายละเอียดของการใช้ศีลเพื่อการขัดเกลา ส่วนหยาบ กลาง ละเอียด ได้ชัดเจน

จะไปหนัก และยาก ตอนถอดถอน มานะ ซึ่งส่วนใหญ่...ก็หกคะเมน ตีลังกา คาอยู่ตรงนั้นเยอะๆๆ

(แต่ถ้ากำลังสมถะ...ศรัทธาถึง ตลอดวิมุติได้ อย่างน้อย คือตนไม่ทุกข์ รายละเอียดแทงตลอดตาม ก็ตื่น เบิกบานได้)

 

ส่วนเส้นทางที่ว่่าง่าย... หากแม่นในรายละเอียดของศีล...ไม่ตีกิน

ก็คงเข้าถึงวิมุติทั้งสองส่วนได้ แม้ได้ด้านใดด้านหนึ่ง อย่างน้อย ตนก็ไม่ทุกข์ เป็นเบื้องต้น

(คิดว่า...น่าจะเข้าใจภาษาสื่อสาร ของอาจารย์ ได้เป็นภาษาเดียวกันอยู่นะคะ)

 

ที่จะต้องเกาะติดความรู้ของอาจารย์ คือให้ธรรมชาติ จัดสรรค์ความเป็นอยู่ในสังคม ตลอดกระบวนการ

โดยเรา..เข้าไปจัดการ น้อยที่สุด ตรงนี้ อาจารย์เข้าถึงความ พอเพียง แบบปัจเจก ทะลุทะลวงเลยนะคะ

 

ว่าแล้ว...ก็ยังไม่ได้เข้าไปติดตามบันทึกเก่าๆของอาจารย์เลยค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอแก้ไขคำผิดค่ะ อาจารย์

จัดสรรค์ ความเป็นอยู่ในสังคม แก้ไขเป็น จัดสรร ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ผู้มีคุณธรรมและปัญญาสนทนากัน..เราปุถุชนธรรมดาอ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจครับ

เราก็ปุถุ "หนา" ชน ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ อย่างมากก็กำลังจะเป็น "กัลยานชน" มานิดหน่อยเท่านั้น ยังอยู่ในกลุ่มเดียวกันอยู่ดีละครับ

การพัฒนาใดๆก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อนทั้งนั้นแหละครับ

คนที่ยังไม่นิ่ง ไม่มีศีล ย่อมสร้างปัญญายากมาก

พอเราเกิดปํญญาแล้ว ก็จะเข้าใจตัวเอง และเทียบเคียงไปเข้าใจคนอื่นได้ง่ายขึ้น เข้าใจสังคม และเข้าใจโลกในที่สุดครับ

 

ผมว่าระดับปุถุชนก็คงทำอยู่ประมาณนี้ครับ

 

ค่อยๆทำไปเดี๋ยวก็น่าจะดีขึ้นเอง เราไม่ทุกข์ซะแล้ว ใครก็ทำให้เราทุกข์ไม่ได้ครับ

ทุกข์กายบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ทุกข์ใจเราควบคุมได้ และสำคัญกว่าแน่ๆ

ผมเชื่ออย่างนั้นครับ