นี่ก็เข้าเดือนตุลาคมแล้วนะครับ  เมื่อเช้านี้ก็ได้ยินเสียงประกาศตามสายแว่วๆ ว่า ให้ผู้ที่เกิด พ.ศ.2536 ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้แล้ว  ไปรับหมายเรียกเข้ารับราชการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2556 (ให้ไปวันที่เขาทำงานกันนะครับ วันหยุดอย่าไป  ปีนี้หยุดยาวเสียด้วย ดูให้ดีๆ  ไม่ต้องไปเถียงเขาว่าผมมาแล้วแต่เจ้าหน้าที่ไม่มาทำงาน) เป็นการประกาศเตือนคนที่ยังไม่ได้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) ให้ไปรับหมายเรียกฯ เสียโดยเร็ว  เพราะถ้าลืมแล้วจะยุ่ง     หากดูในด้านหลังใบสำคัญ (สด.9) ก็จะเห็นคำเตือนอยู่ในข้อ 1 ว่า " ให้ไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ภายในพุทธศักราช 2556 "  หมายเรียกเข้ารับราชการทหารนี้ท่านต้องเดินทางไปรับด้วยตนเองนะครับ  ไม่เหมือนหมายศาลหรือหมายเรียกของตำรวจ ซึ่งเขาจะส่งให้ท่านถึงบ้าน (ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่)  ในหมายเรียกเข้ารับราชการทหารนี้จะกำหนดวันเวลาและสถานที่ที่ท่านจะต้องไปแสดงตนต่อคณะกรรมการตรวจเลือกฯ ไว้อย่างชัดเจน  จำไว้ให้ขึ้นใจอย่าได้หลงลืมเป็นอันขาด  เพราะโทษของการที่ได้รับหมายเรียกแล้วไม่ไปเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารนั้น คือ จำคุกไม่เกินสามปี ไม่มีโทษปรับนะครับ  ออกจากคุกแล้วเขาจะส่งท่านเข้ากองประการในปีถัดไปโดยไม่ให้จับสลาก พูดง่ายๆ ก็คือไปติดคุกตามคำสั่งศาล เมื่อออกจากคุกแล้วพอถึงวันเกณฑ์ทหารในปีหน้าท่านก็จะได้รับเกียรติให้ไปรับใช้ชาติโดยไม่ต้องลุ้นใบดำใบแดงเหมือนคนอื่นๆ เขา

                อ้าว..แล้วโทษของการไม่ไปรับหมายเรียกฯ ล่ะพี่เขียว

                อ๋อ...ถ้าไปรับหมายเรียกฯ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่ถ้าไปหลังจากที่เจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิดแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                การยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิดก็คือการที่เจ้าหน้าที่ได้ส่งรายชื่อผู้กระทำผิด (ก็คนไม่ไปรับหมายเรียกฯ นั่นแหละ) ให้พนักงานสอบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดี  ปกติแล้วเจ้าหน้าที่จะต้องยกเรื่องภายในเดือนมกราคมของทุกปี  แต่เนื่องจากว่างานในช่วงนี้ค่อนข้างเยอะ ไหนจะต้องรับลงบัญชีทหารกองเกินคนเกิด พ.ศ.2540  ไหนจะต้องออกหมายเรียกฯ คนเกิดปี 2537  ไหนจะต้องบันทึกเพิ่มเติมบัญชีเรียกให้เรียบร้อยถูกต้องตรงกันกับฉบับของจังหวัด  เรียกได้ว่าช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน นี่เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่สัสดีหัวหมุนเป็นที่สุด  ฉะนั้น การยกเรื่องจะกระทำหลังจากเกณฑ์ทหารเสร็จ  คือจะยกเรื่องคนที่ไม่มารับหมายฯ กับคนที่รับหมายแล้วไม่มาเกณฑ์ส่งให้ตำรวจไปพร้อมๆ กัน

                 แล้วการขอผ่อนผันเนื่องจากยังเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาอยู่จะทำยังไง?

                 ยังงี้ขอรับ

                 ตอนนี้เชื่อว่าสถานศึกษาต่างๆ ก็คงประกาศแล้วล่ะครับว่า  ผู้ใดที่เกิด พ.ศ.2536 ประสงค์จะขอผ่อนผันการรับราชการทหาร ให้นำหลักฐานไปยื่นที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาหรือแผนกธุรการหรือแผนกฝ่ายที่ได้รับมอบหมาย ดังนี้

                 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

                 2. สำเนาใบสำคัญ (สด.9)

                 3. สำเนาหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35)

                 สถานศึกษาของรัฐส่วนใหญ่จะให้นักศึกษาส่งหลักฐานที่ว่านี้ภายในเดือนตุลาคม  เจ้าหน้าที่ก็จะทำบัญชีรายชื่อแยกเป็นรายจังหวัดแล้วส่งไปยัง สพฐ.จังหวัด/เขตที่เป็นภูมิลำเนาของนักศึกษา เมื่อ สพฐ.ตรวจสอบถูกต้องแล้วก็จะส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด  ผู้ว่าฯ ก็จะโยนเรื่องไปให้สัสดีจังหวัด  สัสดีตรวจสอบถูกต้องแล้วก็จะทำบัญชีแยกเป็นอำเภอเสนอผู้ว่าฯลงนามแล้วส่งไปยังนายอำเภอ  นายอำเภอก็จะสั่งสัสดีอำเภอบันทึกบัญชีการขอผ่อนผันไว้เป็นหลักฐาน  ถึงวันเกณฑ์คณะกรรมการตรวจเลือกฯ ก็จะเอาบัญชีนี้แหละเรียกชื่อผู้ที่ขอผ่อนผัน แล้วก็จะออกใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (สด.43) ให้ไว้เป็นหลักฐาน   สัสดีอำเภอก็จะออกหมายเรียกฯ ของปี 2558 ให้พร้อมกับบอกว่า " ปีหน้ามาใหม่นะน้อง "  ต้องเชื่อเขานา  ถ้าไม่เชื่อขืนไม่ไปยุ่งแน่

                 สถานศึกษาเอกชนอาจจะให้ส่งหลักฐานก่อนหน้านี้แล้ว  เพราะเรื่องจะต้องผ่านกระทรวง/ทบวง/กรมที่เกี่ยวข้องก่อน  ต้องใช้เวลานานกว่าสถานศึกษาของรัฐ

                 อย่าได้หลงผิดคิดว่า " ขอผ่อนผันแล้วไม่ต้องไปเกณฑ์ก็ได้  "  คนที่คิดอย่างนี้เคยติดคุกและไปเป็นทหารมาแล้ว  เพราะเงื่อนไขการผ่อนผัน ตามมาตรา 29(3) แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 นั้น มีว่า   " จะผ่อนผันให้ในคราวที่มีคนพอ "  จะรู้ว่า " พอ หรือ " ไม่พอ "  ท่านจะต้องไปในวันเกณฑ์ถึงจะรู้

                 เมษาที่จะถึงนี้ขอให้โชคดี ได้รับใช้ชาติกันทุกคนนะคร้าบ...  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาอ่าน...โชคดีครับ