กรณีศึกษานางสาวจูดี้ : สิทธิในความเป็นราษฎรไทยของคนเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ จากบิดาและมารดาสัญชาติไทย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๖

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10151965023483834

--------------

ข้อเท็จจริง

-------------

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๗๔/พ.ศ.๒๕๑๗ นางนภาซึ่งมีสัญชาติไทย ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเนวาดากับนายศิลาซึ่งมีสัญชาติไทย ณ เมืองลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา

นับแต่การสมรสจนถึงปัจจุบัน บุคคลทั้งสองก็อยู่กินฉันสามีภริยาในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะบุคคลทั้งสองประกอบธุรกิจซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แม้จะเดินทางไปกลับระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาเสมอ และมีที่พักอาศัยถาวรทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย แต่เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตก็เป็นไปในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า นางนภาและนายศิลายังมีชื่อในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยและถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลไทยในสถานะคนสัญชาติไทย บุคคลทั้งสองมีชื่อในทะเบียนคนอยู่ถาวรตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยประเภท ท.ร.๑๔ ในสถานะคนสัญชาติไทย ณ เขตบางเขน นอกจากนั้น ยังไม่ปรากฏว่า บุคคลทั้งสองเคยสละสัญชาติไทย หรือเคยแปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน

ทั้งนางนภาและนายศิลายังมีทรัพย์สินตั้งอยู่ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์

ใน พ.ศ.๒๕๒๖ นางนภาและนายศิลามีบุตรสาวด้วยกัน ๑ คน อันได้แก่ นางสาวจารุวรรณหรือ “จูดี้” ซึ่งเกิดในมลรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ออก “หนังสือรับรองการเกิดแบบมีชีวิต (Certificate of Live Birth)” เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ค.ศ.๑๙๘๓/พ.ศ.๒๕๒๖ เพื่อรับรองการเกิดของเด็กหญิงจูดี้ โดยระบุว่า เกิดจากนางนภา วรรณทิพย์ และนายศิลา เชื้อพรหม ณ โรงพยาบาลมูลนิธิไกร์เซอร์ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๘๓/พ.ศ.๒๕๒๖ โดยหนังสือนี้ระบุอีกว่า บุพการีทั้งสองของเด็กหญิงจูดี้เกิดในประเทศไทย และมีอายุ ๓๔ ปี หนังสือดังกล่าวมิได้ระบุทั้งสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติของบุพการีและเด็กหญิงจูดี้ ทั้งยังมิได้ระบุสถานะบุคคลตามกฎหมายการเข้าเมืองของบุคคลทั้งสาม และทั้งยังมิได้ระบุสถานะที่อยู่ของบุุคคลทั้งสองในสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด ปรากฏการลงนามรับทราบความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่ระบุในหนังสือดังกล่าวเกี่ยวการเกิดของเด็กหญิงจูดี้โดยนางนภา มารดา และนายทะเบียนท้องถิ่น 

นอกจากนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายศิลาและนางนภามิได้แจ้งการเกิดของนางสาวจูดี้ต่อสถานกงสุลไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และมิได้เคยร้องขอเพิ่มชื่อของนางสาวจูดี้ในทะเบียนราษฎรของประเทศไทย ข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่า บุพการีทั้งสองได้แจ้งการเกิดของนางสาวจูดี้ในทะเบียนราษฎรของประเทศสหรัฐอเมริกาในสถานะคนสัญชาติอเมริกัน

นางสาวจูดี้เรียนหนังสือในประเทศสหรัฐอเมริกาจนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และต่อมา ใน พ.ศ.๒๕๕๐  นางสาวจูดี้ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่กับตาและยายในประเทศไทย เธอเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศสหรัฐอเมริกา เธอแสดงตนเป็นคนสัญชาติอเมริกันในการร้องขออนุญาตเข้ามาในประเทศไทย และร้องขอสิทธิอาศัยชั่วคราวเพื่อทำงาน

นางสาวจูดี้ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทวิทยาประกันภัย (ลาว) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายลาว จึงมีสำนักงานตามตราสารจัดตั้งในประเทศลาว แต่มีสำนักงานใหญ่ที่แท้จริงตั้งอยู่ในประเทศไทย เพราะมีสมาชิกทุกคนเป็นคนสัญชาติไทย แต่บริษัทนี้มีสาขาตั้งอยู่ในประเทศเวียดนาม พม่า/เมียนมาร์ และกัมพูชาอีกด้วย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทวิทยาประกันภัย (ลาว) จำกัดและนางสาวจูดี้ทำ ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นางสาวจูดี้ถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยทางราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อแสดงตนในสถานะคนสัญชาติอเมริกันในการเดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนในประเทศ CLMV กล่าวคือ ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศสหภาพเมียนมาร์/พม่า และประเทศเวียดนาม ในส่วนของการอาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้น นางสาวจูดี้ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสถานะคนทำงานในประเทศไทย ซึ่งมีระยะเวลาอาศัยอยู่ ๑ ปี ดังนั้น จึงต้องต่อวีซ่าทุกปีตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบัน

ด้วยว่า นางสาวจูดี้ประสงค์ที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดไป โดยคำแนะนำของเพื่อนของบิดาและมารดา นางสาวจูดี้ได้ร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนเขตบางเขน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเขตดังกล่าวก็ได้บันทึกชื่อของนางสาวจูดี้ในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓)  ในสถานะของคนสัญชาติอเมริกัน และได้ให้เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖ แก่นางสาวจูดี้ ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑

-------

คำถาม

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า ในระหว่างนายทะเบียนท้องถิ่นเขตบางเขนยังไม่รับรองสถานะคนสัญชาติไทยของนางสาวจูดี้ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย นางสาวจูดี้มีสถานะเป็นราษฎรไทยหรือไม่ ถ้ามี เธอมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทใด เพราะเหตุใด[1]

-----------

แนวคำตอบ

-----------

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องสถานะความเป็นราษฎรไทยของนางสาวจูดี้ กรณีจึงเป็นเรื่องระหว่างนางสาวจูดี้และรัฐไทย กรณีจึงเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น

กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของประเทศไทยที่มีผลในปัจจุบัน และจะต้องใช้ในการพิจารณาสถานะความเป็นราษฎรของนางสาวจูดี้ ก็คือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และในส่วนของการบัญญัติเป็นอย่างอื่นนั้น  เราจะพบว่า ปรากฏมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลว่าด้วยการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลที่กำหนดให้รัฐทุกรัฐมีหน้าที่รับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนโดยการจดทะเบียนบุคคลให้แก่มนุษย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา (Natural person) ทุกคน หลักกฎหมายระหว่างประเทศนี้ปรากฏชัดเจนในข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ และข้อ ๑๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง/พลเมืองและทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙

 

โดยหลักกฎหมายการทะเบียนราษฎรซึ่งพัฒนาโดยรัฐไทยและปรากฏภายใต้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑  สถานะความเป็นราษฎรไทยมีอยู่ ๒ ลักษณะ กล่าวคือ

ประเภทแรก ก็คือ ราษฎรไทยซึ่งถูกบันทึกในทะเบียนบ้านเพราะมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายไทย เราจะเห็นว่า การเป็นคนในทะเบียนบ้านย่อมทำให้ได้รับการยอมรับว่า มีสิทธิในภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนไทย ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา ๒๙ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ผู้ใดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้นั้นอยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้น ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ทะเบียนบ้านสำหรับประชากรที่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมาย ๒ ลักษณะ กล่าวคือ

ทะเบียนบ้านในกรณีที่ ๑ เพื่อบันทึกคนที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทย ซึ่งมักเรียกกันว่า “ท.ร.๑๔” ซึ่งคนใน ท.ร.๑๔ อาจมีความเป็นไปได้ใน ๒ ลักษณะย่อย กล่าวคือ (๑) คนที่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีสิทธิอาศัยถาวรตามมาตรา ๓๔ แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ คนดังกล่าวจะได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลขใดเลขหนึ่งดังต่อไปนี้ก็ได้ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๘ หรือ ๙ และถูกบันทึกในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๔ และ (๒) คนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือ มาตรา ๔๑+๔๐, ๔๒, ๔๓, ๕๑ และ ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งคนต่างด้าวนี้อาจจะเป็นคนที่มีรัฐต่างประเทศรับรองสิทธิในสัญชาติแล้ว หรือยังเป็นคนต่างด้าวที่ยังไร้สัญชาติ กล่าวคือ ไร้รัฐใดๆ รับรองสิทธิในสัญชาติ ก็ได้ คนดังกล่าวจะได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ และถูกบันทึกในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร.๑๔ ซึ่งการบันทึกใน ท.ร.๑๔ สำหรับคนที่มีสิทธิอาศัยถาวรทั้งสองลักษณะเป็นไปตามมาตรา ๓๖ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

ทะเบียนบ้านในกรณีที่ ๒ เพื่อบันทึกคนที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทย ซึ่งมักเรียกกันว่า “ท.ร.๑๓” ซึ่งคนใน ท.ร.๑๓ อาจมีความเป็นไปได้ใน ๓ ลักษณะย่อย กล่าวคือ (๑) คนที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีสิทธิเข้าเมืองและมีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือ มาตรา ๓๔+๓๕ และ ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒  (๒) คนที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ยังถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งสิทธิอาศัยของคนกลุ่มนี้ในปัจจุบัน เป็นไปตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒  และ (๓) คนที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเกิดในประเทศไทย แต่ถูกถือเป็นคนเข้าเมืองโดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งสิทธิอาศัยของคนกลุ่มนี้จะต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขและฐานะการอยู่ในประเทศไทยตามที่กำหนดในมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ดังกล่าว แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงนี้ คนในกลุ่มที่ ๓ นี้จะถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เป็นคนเข้าเมืองถูกกฎหมายโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง อันได้แก่ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒  

การบันทึกใน ท.ร.๑๓ สำหรับคนที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวทั้ง ๓ ลักษณะเป็นไปตามมาตรา ๓๘ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ คนดังกล่าวจะได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๖ หากเป็นคนที่เกิดนอกประเทศไทย หรือขึ้นต้นด้วยเลข ๗ หากเป็นคนเกิดในประเทศไทย

คนต่างด้าวใน ๓ ลักษณะนี้อาจจะเป็นคนที่มีรัฐต่างประเทศรับรองสิทธิในสัญชาติแล้ว หรือยังเป็นคนต่างด้าวที่ยังไร้สัญชาติ กล่าวคือ ไร้รัฐใดๆ รับรองสิทธิในสัญชาติ ก็ได้

 

ประเภทที่สอง ก็คือ ราษฎรไทยซึ่งถูกบันทึกในทะเบียนประวัติเพราะเป็นคนไร้รัฐซึ่งไม่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมาย แต่ส่งกลับประเทศต้นทางมิได้หรือไม่ควรส่งกลับประเทศไทย ดังปรากฏตามมาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ เราจะเห็นว่า การเป็นคนในทะเบียนประวัติย่อม “ไม่” ทำให้ได้รับการยอมรับว่า มีสิทธิในภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนไทย เพราะทะเบียนประวัติมิใช่ทะเบียนบ้าน แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่จะทรงสิทธิในการบันทึกในทะเบียนประวัติจะต้องตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทย กล่าวคือ มีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนอยู่ในประเทศไทย  ซึ่งโดยข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ทะเบียนประวัติสำหรับการจัดการประชากรที่ยังไม่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายไทย แต่ยังไม่อาจส่งออกนอกประเทศไทยใน ๒ กรณีดังต่อไปนี้

ทะเบียนประวัติในกรณีที่ ๑ เพื่อบันทึกแรงงานต่างด้าวไร้รัฐจากพม่าลาวและกัมพูชาที่แสดงตนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในสาขาอาชีพที่ขาดแคลนในตลาดแรงงานไทย คนดังกล่าวจะได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๐๐ และถูกบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘/๑ การจัดการประชากรในลักษณะนี้เป็นไปตามแนวคิดที่เริ่มต้นกำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจัดระบบแรงงานต่างด้าวเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗

ทะเบียนประวัติในกรณีที่ ๒ เพื่อบันทึกบุคคลที่มีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคล ๖ กรณีย่อย  คนดังกล่าวจะได้รับเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และถูกบันทึกในทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก การจัดการประชากรในลักษณะนี้เป็นไปตามแนวคิดที่เริ่มต้นกำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ อันได้แก่ (๑.) ชนกลุ่มน้อยไร้รัฐซึ่งไม่มีประเทศต้นทางหรือขาดจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศต้นทางที่อพยพมานานแล้วแต่ตกสำรวจทางทะเบียนราษฎรไทยซึ่งทำครั้งล่าสุดใน พ.ศ.๒๕๔๒ (๒.) บุคคลไร้รัฐในสถาบันการศึกษาไทย (๓.) บุคคลไร้รัฐที่ทำคุณประโยชน์อย่างสูงสุดต่อประเทศไทย (๔) บุคคลไร้รัฐเพราะไร้รากเหง้า (๕) แรงงานไร้รัฐที่ขึ้นทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘/๑ แต่พิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางไม่ผ่าน และ (๖.) บุคคลไร้รัฐที่ไม่อาจส่งกลับไปประเทศต้นทางหรือส่งต่อไปประเทศที่สาม เพราะสาเหตุอื่นๆ อาทิ การหนีภัยความตาย

จะเห็นว่า แม้จะยังฟังไม่ได้ว่า นางสาวจูดี้มีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนที่มีสิทธิอาศัยถาวรในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ก็ตาม แต่เมื่อนางสาวจูดี้มีชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) นางสาวจูดี้ย่อมมีสถานะเป็นราษฎรไทยเช่นกัน แต่เป็นราษฎรไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราว ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผู้อำนวยการเขตบางเขนยังไม่มีคำสั่งอนุมัติการเพิ่มชื่อนางสาวจูดี้ในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะคนสัญชาติไทย  เธอจึงยัง “ถูกถือ” เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง

โดยสรุป ในระหว่างนายทะเบียนท้องถิ่นเขตบางเขนยังไม่รับรองสถานะคนสัญชาติไทยของนางสาวจูดี้ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย นางสาวจูดี้มีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวอยู่ชั่วคราวในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓)

 

 



[1] การสอบความรู้ชั้นปริญญาตรี ภาคปกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต การสอบภาคที่ ๑  ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๖ วิชาบังคับ  ชั้นปีที่ ๔ วันที่ ๔ ตุลาคม พ..๒๕๕๖