..

เมื่อวานกับบททดสอบ...ที่ฉันสอบตก...

..

..

ข้าพเจ้าอ่านบันทึกนี้ แล้วอยากสกัดสิ่งที่ข้าพเจ้า....ชอบเก็บไว้

..

ความบางตอนที่คุณปริม เขียนไว้

"ก็ฉันไม่ได้ต้องการไปทางนั้น ฉันไม่ได้ให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย คุณรู้ใช่ไหมว่าช่องทางด้านซ้ายไปได้ทั้งทางตรงและเลี้ยวซ้าย คุณขับมาจากช่องทางด้านขวาแล้วเลี้ยวมาตัดหน้าฉันได้ไงทั้งๆที่มันไม่ใช่ช่องทางสำหรับเลี้ยวซ้ายและอีกอย่างทำไมคุณต้องไปใส่ใจกับเสียงแตรของรถแท็กซี่ด้วย?"

คุณปริมเขียนในสิ่งที่พูด

..

"คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร? ผมเป็น...นะ ผมทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล....นี้ คนไข้กำลังจะตาย ผมต้องรีบไปดูแลคนไข้"

คู่กรณี ที่คุณปริมพูดถึง

..

"ถ้าคุณรีบร้อนปานนั้นคุณก็ไม่ควรขับรถนะ น่าจะขึ้นแท็กซี่มากกว่าเพราะมันอันตรายต่อทั้งตัวคุณและคนอื่น และยิ่งคุณรู้ว่าคุณเป็นคนสำคัญอย่างนั้น คุณก็น่าจะระมัดระวังมากกว่านี้"

คุณปริมเขียนในสิ่งที่พูด

..

ฉันรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวเพราะเลือดที่สูบฉีดขึ้นอย่างแรง และรู้สึกถึงมือไม้ที่อ่อนแรงขณะพยายามถ่ายรูปใบขับขี่ของเขาเพื่อเป็นหลักฐาน เราแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันแล้วแยกทาง

..

ก่อนจากเขายกมือขึ้นมาขอจับมือฉันและบอก.sorry ah.....ฉันอุ่นใจขึ้นมานิดคิดว่าอย่างน้อยเขาคงรู้ตัวว่าผิด

..

เขาขับรถออกไปแล้ว...และฉันก็ขับรถมาถึงโรงแรมปลายทาง...แต่ใจที่คุกรุ่นของฉันยังไม่สงบลงเพียงแค่นั้น..ความตกใจยังไม่ดับลงไป ความโกรธและความรู้สึกผิดต่อทั้งตนเองและผู้อื่นถาโถมเข้ามาอีก...

..

รู้สึกผิดที่ระงับความโกรธไว้ไม่ได้
รู้สึกผิดที่ไปต่อปากต่อคำกับเขาด้วยอาการของคนไร้สติ
รู้สึกผิดที่ทำให้คนไข้รอเขาอยู่อย่างทรมานนานขึ้นและอาจหมายถึง......
รู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่อาจทำใจให้สงบรับสถานการณ์แบบนี้ได้ทั้งๆ ที่เรียนรู้มาแล้ว

..

หากเป็นฝ่ายถูก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธ....หากเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเขาเช่นกัน

..

ทั้งทั้งที่ผิดหวังในตัวเองที่ไม่ผ่านบททดสอบในวันนี้ ฉันก็ยังปลอบใจตัวเองด้วยการอ่านคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ ที่โพสไว้บนเฟสบุ้คเมื่อต้นเดือนนี้ว่า

..

Do not fight against pain; do not fight against irritation or jealousy. Embrace them with great tenderness, as though you were embracing a little baby. Your anger is yourself, and you should not be violent toward it. The same thing goes for all your emotions. -

..

อย่าต่อสู้กับความเจ็บปวด อย่าต่อสู้กับความหงุดหงิดหรือความอิจฉา โอบรับความรู้สึกนั้นด้วยความอ่อนโยนเหมือนที่เราโอบกอดเด็กน้อย ความโกรธก็คือตัวเราเองและเราก็ไม่ควรไปตอบรับมันด้วยความรุนแรง เหมือนกับทุกๆ อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา

..

ฉันพยายามซึมซับเอาความเมตตาที่สัมผัสได้จากคำสอนนั้นไว้เป็นกำลังใจในการฝึกฝนตนเองใหม่ เพื่อการทดสอบครั้งต่อไปในบทเรียนของชีวิต

และสิ่งหนึ่งที่คุณปริม เขียนในสิ่งที่พูดไว้ก็คือ....

..

ฉันตั้งใจให้เรื่องนี้จบลงด้วยความรู้สึกที่ดี...ขอให้เราต่างทำในสิ่งที่ถูกก็แล้วกันเพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรไปในวันนี้ คำว่า integrity (ความซื่อสัตย์) จะติดอยู่กับเราไปจนวันสุดท้ายของชีวิต..

.........................................................................................................................................

..

ข้าพเจ้า...รับรู้ความงดงามในชีวิต ที่ซ่อนอยู่ในใจเธอ และเธอได้ปลดปล่อยสิ่งที่เรียกว่า....ความงามของชีวิตนี้ ออกมา

..

มันไม่ง่ายเลยนะที่จะได้ทบทวนตัวเอง โดยใช้สติ และมองสิ่งที่เกิดขึ้น....ด้วยทางสายกลางเช่นนี้

..

ข้าพเจ้าสนทนากับตัวเองว่า.......ชีวิตที่เธอเป็น มองมีค่ามากนัก สำหรับคนหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นชีวิต.....หรือมิอาจนับได้หมดสิ้นก็เป็นได้ ....การเลือกเลียนแบบสิ่งดี ดี ในชีวิตของใครสักคนหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ แม้นว่าอาจจะทำไม่ได้เท่าเค้า....แต่มันก็ดีมิใช่หรือ?

..

ขออนุญาตอ้างบทความ และเขียนถึงคุณปริม ทัดบุปผา ผ่านบันทึกนี้ของข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกที่ ดี ในเช้าวันนี้... นะครับ