หากเป็นฝ่ายถูก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธ หากเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเขาเช่นกัน

บนถนนเล็กๆ แถบถนนออร์ชาร์ดในยามเช้าวันอาทิตย์เงียบสงบและไม่พลุกพล่าน นานๆ จะมีรถสวนทางมาสักคัน รถคันเล็กของฉันจอดติดไฟแดงที่สามแยกในช่องทางเดินรถด้านซ้าย จุดหมายปลายทางคือโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านนั้นซึ่งฉันต้องไปร่วมงานสัมมนางานหนึ่ง

แป๊นๆ.... มีเสียงแตรดังขึ้นจากข้างหลังเมื่อสัญญาณไฟเขียวให้เลี้ยวซ้ายเปล่งแสงขึ้น ฉันเหลือบขึ้นมองสัญญาณไฟและนิ่งเพราะฉันต้องการไปทางตรง...ไม่ใช่ถนนทางด้านซ้ายมือ

เมื่อสัญญาณไฟเขียวทางตรงสว่างขึ้น ฉันจึงออกรถอย่างช้าๆ

โครม! พร้อมแรงเขยื้อนของรถข้างหน้า ฉันเหยียบเบรคอย่างแรงตามสัญชาตญาณ โชคดีไม่มีใครมาชนท้ายรถฉันอีกที

รถยนต์คันงามเลี้ยวตัดหน้ารถฉันไปถนนด้านซ้าย และหน้ารถด้านขวาของฉันก็ชนกับกันชนหลังด้านซ้ายของรถคันนั้น

รถคู่กรณีชะลอความเร็วลงและจอดชิดถนนด้านซ้ายที่เขาเลี้ยวไป ฉันขับรถไปจอดตามด้วยความตกใจสุดขีด ฉันบอกกับตัวเองให้ลงไปเจรจาด้วยสติทั้งๆ ที่รู้สึกว่า...มือสั่น...ใจสั่น

"คุณขับรถยังไงน่ะขอดูใบขับขี่หน่อยสิ" ชายวัยประมาณห้าสิบต้นๆ แต่งตัวภูมิฐาน กระชากเสียงค่อนข้างดังขณะเดินจากรถคันหรูมาหาฉันด้วยสีหน้าแบบบอกบุญไม่รับ

ฉันเดินไปหยิบใบอนุญาตขับขี่ออกจากกระเป๋าในรถ พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือลงมาเพื่อถ่ายรูปสภาพรถพร้อมทั้งบริเวณที่เกิดเหตุ
อนิจจา…รถยุโรปของเขามีเพียงรอยบุบเล็กน้อยที่กันชนริมล้อหลังซ้าย แต่รถญี่ปุ่นคันเล็กของฉันด้านหน้าขวาเยินจนดูน่าสงสาร ฉันรู้สึกถึงความโกรธที่วิ่งขึ้นมาจนหน้าชา

ขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการจดรายละเอียดส่วนตัวของฉันลงบนแผ่นกระดาษ ฉันเดินกลับไปดูถนนที่เกิดเหตุอีกครั้งพร้อมถ่ายรูปไว้เพื่อให้แน่ใจว่าฉันไม่ได้ขับรถผิดกฎผิดช่องทาง ที่สามารถไปได้ทั้งทางตรงและเลี้ยวซ้าย

ฉันเดินกลับมาที่รถ "คุณโทรแจ้งตำรวจและโทรให้ประกันจัดการแล้วกัน ผมไม่อยากเสียเวลา" เขาบอก
"คุณไม่ยอมเลี้ยวรถสักที แท็กซี่ที่อยู่ด้านหลังผมบีบแตรไล่เมื่อกี้" เขาพูดเหมือนว่าเป็นความผิดของฉันที่ไม่ยอมเลี้ยวซ้าย...

"ก็ฉันไม่ได้ต้องการไปทางนั้น ฉันไม่ได้ให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย คุณรู้ใช่ไหมว่าช่องทางด้านซ้ายไปได้ทั้งทางตรงและเลี้ยวซ้าย คุณขับมาจากช่องทางด้านขวาแล้วเลี้ยวมาตัดหน้าฉันได้ไงทั้งๆที่มันไม่ใช่ช่องทางสำหรับเลี้ยวซ้ายและอีกอย่างทำไมคุณต้องไปใส่ใจกับเสียงแตรของรถแท็กซี่ด้วย?" ฉันตอบไปอย่างยาวด้วยความเดือดดาล

"คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร? ผมเป็น...นะ ผมทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล....นี้ คนไข้กำลังจะตาย ผมต้องรีบไปดูแลคนไข้" (คำพูดนี้ฟังดูคุ้นหูคล้ายๆ กับบทพูดจากละครทีวีนะคะ แต่ตอนนั้นขำไม่ออกค่ะ)

"ถ้าคุณรีบร้อนปานนั้นคุณก็ไม่ควรขับรถนะ น่าจะขึ้นแท็กซี่มากกว่าเพราะมันอันตรายต่อทั้งตัวคุณและคนอื่น และยิ่งคุณรู้ว่าคุณเป็นคนสำคัญอย่างนั้น คุณก็น่าจะระมัดระวังมากกว่านี้" ฉันตอบโต้ด้วยความโมโหสุดฤทธิ์

ฉันรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวเพราะเลือดที่สูบฉีดขึ้นอย่างแรง และรู้สึกถึงมือไม้ที่อ่อนแรงขณะพยายามถ่ายรูปใบขับขี่ของเขาเพื่อเป็นหลักฐาน เราแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันแล้วแยกทาง

ก่อนจากเขายกมือขึ้นมาขอจับมือฉันและบอก….sorry ah.....ฉันอุ่นใจขึ้นมานิดคิดว่าอย่างน้อยเขาคงรู้ตัวว่าผิด

จริงๆ ด้วยค่ะโรงพยาบาลที่เขาเอ่ยถึงอยู่บนถนนที่เราจอดอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยเมตร เขาคงรีบมากจากที่จอดติดไฟแดงอยู่ด้านหลังฉัน กระชากตัวออกเลนขวาแล้วแซงขึ้นเลี้ยวตัดหน้าไปถนนด้านซ้าย เขาคงเชื่อมั่นว่ารถเขาออกตัวได้เร็วกว่าและคงผ่านไปได้ และถ้าฉันออกตัวช้ากว่านั้นนิดเดียวก็คงไม่เป็นปัญหา ฉันพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เขาขับรถออกไปแล้ว...และฉันก็ขับรถมาถึงโรงแรมปลายทาง...แต่ใจที่คุกรุ่นของฉันยังไม่สงบลงเพียงแค่นั้น..ความตกใจยังไม่ดับลงไป ความโกรธและความรู้สึกผิดต่อทั้งตนเองและผู้อื่นถาโถมเข้ามาอีก...

รู้สึกผิดที่ระงับความโกรธไว้ไม่ได้
รู้สึกผิดที่ไปต่อปากต่อคำกับเขาด้วยอาการของคนไร้สติ
รู้สึกผิดที่ทำให้คนไข้รอเขาอยู่อย่างทรมานนานขึ้นและอาจหมายถึง......
รู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่อาจทำใจให้สงบรับสถานการณ์แบบนี้ได้ทั้งๆ ที่เรียนรู้มาแล้ว

หากเป็นฝ่ายถูก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธ หากเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเขาเช่นกัน

การประเมินผลในบททดสอบแห่งชีวิตครั้งนี้....ฉันสอบตก....

บ่อยครั้งที่ใจลอยออกนอกห้องสัมมนาไปถึงเหตุการณ์ในยามเช้า จนต้องดึงกลับมาด้วยนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อชาที่ท่านอาจารย์สิริวิชญ์แนะนำไว้ ลองกลั้นหายใจดูสิ (ขอขอบคุณท่านอาจารย์สิริวิชญ์สำหรับคำสอนอันทรงพลังมาในที่นี้ค่ะ)

ตอนเย็นฉันขับรถมาจอดใต้อาคารอพาร์ตเมนท์ที่อยู่ คนใกล้ตามมาแซวว่าให้ลองขับรถสภาพนี้ไปมา รับรองไม่มีใครอยากขับมาใกล้เพราะเขากลัวฉันจะไปชนเขาเข้า...ไม่ขำเลยนะ…ฉันตอบ...

โทรไปรับศีลรับพรจากแม่ แม่บอกว่าจากนี้ไปจะมีแต่โชคดีเข้ามา แค่นี้ฉันก็อุ่นใจแล้ว

ตอนค่ำฉันแวะไปซื้อผลไม้และดอกไม้มาถวายพระพุทธรูปที่บ้านตามปกติ แถมช่วยซื้อกระดาษทิชชู่จากลุงคนพิการที่นั่งขายอยู่ที่ข้างสถานีรถไฟทั้งๆ ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ แถมยังบอกลุงว่าไม่ต้องทอน….

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าพรรษาฉันนั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็นและแผ่เมตตาเนิ่นนาน…

ฉันขอบคุณคุณพระคุณเจ้าที่ช่วยคุ้มครองให้อย่างน้อยในวันนี้ฉันก็ไม่ได้ประมาทจนทำให้คนอื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนท้องถนน อาการช็อคที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คงจะช่วยเตือนสติให้ฉันขับรถด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

ทั้งทั้งที่ผิดหวังในตัวเองที่ไม่ผ่านบททดสอบในวันนี้ ฉันก็ยังปลอบใจตัวเองด้วยการอ่านคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ ที่โพสไว้บนเฟสบุ้คเมื่อต้นเดือนนี้ว่า

“Do not fight against pain; do not fight against irritation or jealousy. Embrace them with great tenderness, as though you were embracing a little baby. Your anger is yourself, and you should not be violent toward it. The same thing goes for all your emotions. - อย่าต่อสู้กับความเจ็บปวด อย่าต่อสู้กับความหงุดหงิดหรือความอิจฉา โอบรับความรู้สึกนั้นด้วยความอ่อนโยนเหมือนที่เราโอบกอดเด็กน้อย ความโกรธก็คือตัวเราเองและเราก็ไม่ควรไปตอบรับมันด้วยความรุนแรง เหมือนกับทุกๆ อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา”

ฉันพยายามซึมซับเอาความเมตตาที่สัมผัสได้จากคำสอนนั้นไว้เป็นกำลังใจในการฝึกฝนตนเองใหม่ เพื่อการทดสอบครั้งต่อไปในบทเรียนของชีวิต

..

...

คู่กรณีโทรมาในตอนเช้า ฉันถามเขาว่าคนไข้เมื่อวานเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบกลับมาว่า "everything is ok - ทุกอย่างเรียบร้อยดี" ฉันรู้สึกโล่งอก...

เขาโทรมาเจรจาถามว่าให้เราตกลงซ่อมรถโดยไม่ต้องใช้ประกันได้ไหม ฉันถามเขาว่าเขาตั้งใจจะออกค่าใช้จ่ายให้ฉันด้วยหรือเปล่า เขาตอบมาว่าเขาไม่คิดว่าเขาเป็นคนผิด แต่ไม่อยากเสียเวลาเพราะถ้าใช้ประกันรถจะต้องอยู่ที่อู่นานเป็นสัปดาห์ หากฉันนำรถไปที่อู่ประจำของเขา ช่างของเขาจะช่วยคิดราคาให้ถูกกว่าแล้วเราต่างคนต่างจ่ายเพราะรถเขาเองก็ต้องเปลี่ยนหลายอย่างและคงแพงมาก

ฉันถามเขาไปตรงๆ ว่าเขาคิดดีแล้วหรือที่บอกว่าเมื่อวานเขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เขาตอบมาในทำนองที่ว่ามันเป็นอุบัติเหตุและเขามีเหตุผลต่างๆ ต้องรีบไปรักษาคนไข้ บลา บลา บลา... ฉันรับฟังอย่างใจเย็น

เมื่อเขาพูดจบฉันบอกราคาค่าซ่อมรถที่อู่รถแจ้งมาและบอกเขาว่าฉันใช้บริการของอู่นี้มาตลอดและต้องการให้อู่ซ่อมรถที่ฉันคุ้นเคยจัดการให้ดีกว่า

เขาบอกตามสายมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้ประกันจัดการก็แล้วกัน

ก่อนวางสายฉันบอกเขาไปว่า ฉันตั้งใจให้เรื่องนี้จบลงด้วยความรู้สึกที่ดี...ขอให้เราต่างทำในสิ่งที่ถูกก็แล้วกันเพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรไปในวันนี้ คำว่า integrity (ความซื่อสัตย์) จะติดอยู่กับเราไปจนวันสุดท้ายของชีวิต..

ค่ำวันนี้พนักงานที่อู่ซ่อมรถไปซื้อรายงานที่เขาส่งเข้าไปที่ประกันมา...แตกต่างจากสิ่งที่เกิดและสิ่งที่ฉันรายงานพอควร...เราคงต้องจ่ายค่าซ่อมรถของตัวเองคนละครึ่งและอีกครึ่งหนึ่งประกันของแต่ละฝ่ายจ่าย เพราะระหว่างเราไม่มีใครรับผิดเลย...

ฉันส่งรถเข้าซ่อมและนั่งรถไฟกลับบ้าน...ปลอดโปร่งโล่งใจมากขึ้น สำหรับฉันทุกอย่างจบแค่นั้น และไม่ลืมที่จะบอกตัวเองว่าฉันทำได้ดีมากในวันนี้

After Action Review (AAR) - ฉันให้ :-) กับตัวเอง

:-) ได้เผชิญกับปัญหาด้วยความสุขุม

:-) ได้ให้โอกาสคนอื่นได้ทำในสิ่งที่ควรทำ

:-) ได้เรียนรู้ว่าการที่เราพยายามจะปกป้องสิทธิส่วนตัวของเรา เราก็อาจทำได้ด้วยจิตเมตตาต่ออีกฝ่าย แต่หากเขาไม่รับมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา

ในสังคมที่เราอยู่มีความต่างในความคิดเสมอ ตราบใดที่เราเชื่อมั่นในความดีที่เราคิดเราทำ อย่างอื่นก็ไม่สำคัญใด

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากอุบัติเหตุครั้งนี้และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประกันภัยค่ะ หากมันจะมีประโยชน์สำหรับกัลยาณมิตรบ้าง

1. พยานหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด - หากได้นามบัตรหรือหมายเลขทะเบียนรถของพยานขณะเกิดเหตุจะดีมาก รูปถ่ายของที่เกิดเหตุจริงก่อนทำการโยกย้ายรถก็อาจช่วยได้ หรือการติดตั้งกล้องวีดีโอเล็กๆ ไว้ในรถจะช่วยได้ในกรณีหาพยานบุคคลไม่ได้

2. หากไม่มีพยานหลักฐานใด อาจต้องเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วให้คู่กรณีลงลายมือชื่อกำกับในขณะนั้น แม้เขาจะบอกขอโทษในตอนนั้นหากไม่มีหลักฐานอื่นใดก็ไม่ได้หมายความว่าเขารับผิดค่ะ

3. อุบัติเหตุที่เกิดจากการชนจากด้านหลังอาจตกลงได้ง่ายกว่าการชนจากด้านข้างหรือด้านหน้า ด้วยสภาพความเสียหายอาจช่วยการตัดสินได้

4. ในกรณีที่ไม่มีคนบาดเจ็บ ไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบไม่อาจเป็นพยานให้เราได้

5. ในกรณีคนเมาขับรถมาชนรถเราและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ประกันจะไม่จ่ายค่าเสียหายในการซ่อมรถ ต้องฟ้องกับคนเมาแล้วขับเอง ซึ่งจะใช้เวลาและทุนทรัพย์มาก

6.การที่เรารู้และทำใจรับ (framing) ได้กับสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ เราจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น การที่รู้ว่าอย่างมากที่สุดฉันก็คงต้องจ่ายค่าซ่อมรถของตัวเองครึ่งหนึ่ง (รวมส่วนต่างค่าธรรมเนียมประกันภัยในปีถัดไป) ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ฉันบอกกับตัวเองอะไรที่ทำให้ฉันจ่ายน้อยกว่านี้ได้ถือเป็นโบนัส

 

Imee Ooi - The Chant of metta

http://www.youtube.com/watch?v=S5JAVk3Qwi8&feature=related