บนถนนเล็กๆ แถบถนนออร์ชาร์ดในยามเช้าวันอาทิตย์เงียบสงบและไม่พลุกพล่าน นานๆ จะมีรถสวนทางมาสักคัน รถคันเล็กของฉันจอดติดไฟแดงที่สามแยกในช่องทางเดินรถด้านซ้าย จุดหมายปลายทางคือโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านนั้นซึ่งฉันต้องไปร่วมงานสัมมนางานหนึ่ง
แป๊นๆ.... มีเสียงแตรดังขึ้นจากข้างหลังเมื่อสัญญาณไฟเขียวให้เลี้ยวซ้ายเปล่งแสงขึ้น ฉันเหลือบขึ้นมองสัญญาณไฟและนิ่งเพราะฉันต้องการไปทางตรง...ไม่ใช่ถนนทางด้านซ้ายมือ
เมื่อสัญญาณไฟเขียวทางตรงสว่างขึ้น ฉันจึงออกรถอย่างช้าๆ
โครม! พร้อมแรงเขยื้อนของรถข้างหน้า ฉันเหยียบเบรคอย่างแรงตามสัญชาตญาณ โชคดีไม่มีใครมาชนท้ายรถฉันอีกที
รถยนต์คันงามเลี้ยวตัดหน้ารถฉันไปถนนด้านซ้าย และหน้ารถด้านขวาของฉันก็ชนกับกันชนหลังด้านซ้ายของรถคันนั้น
รถคู่กรณีชะลอความเร็วลงและจอดชิดถนนด้านซ้ายที่เขาเลี้ยวไป ฉันขับรถไปจอดตามด้วยความตกใจสุดขีด ฉันบอกกับตัวเองให้ลงไปเจรจาด้วยสติทั้งๆ ที่รู้สึกว่า...มือสั่น...ใจสั่น
"คุณขับรถยังไงน่ะขอดูใบขับขี่หน่อยสิ" ชายวัยประมาณห้าสิบต้นๆ แต่งตัวภูมิฐาน กระชากเสียงค่อนข้างดังขณะเดินจากรถคันหรูมาหาฉันด้วยสีหน้าแบบบอกบุญไม่รับ
ฉันเดินไปหยิบใบอนุญาตขับขี่ออกจากกระเป๋าในรถ พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือลงมาเพื่อถ่ายรูปสภาพรถพร้อมทั้งบริเวณที่เกิดเหตุ
อนิจจา…รถยุโรปของเขามีเพียงรอยบุบเล็กน้อยที่กันชนริมล้อหลังซ้าย แต่รถญี่ปุ่นคันเล็กของฉันด้านหน้าขวาเยินจนดูน่าสงสาร ฉันรู้สึกถึงความโกรธที่วิ่งขึ้นมาจนหน้าชา
ขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการจดรายละเอียดส่วนตัวของฉันลงบนแผ่นกระดาษ ฉันเดินกลับไปดูถนนที่เกิดเหตุอีกครั้งพร้อมถ่ายรูปไว้เพื่อให้แน่ใจว่าฉันไม่ได้ขับรถผิดกฎผิดช่องทาง ที่สามารถไปได้ทั้งทางตรงและเลี้ยวซ้าย
ฉันเดินกลับมาที่รถ "คุณโทรแจ้งตำรวจและโทรให้ประกันจัดการแล้วกัน ผมไม่อยากเสียเวลา" เขาบอก
"คุณไม่ยอมเลี้ยวรถสักที แท็กซี่ที่อยู่ด้านหลังผมบีบแตรไล่เมื่อกี้" เขาพูดเหมือนว่าเป็นความผิดของฉันที่ไม่ยอมเลี้ยวซ้าย...
"ก็ฉันไม่ได้ต้องการไปทางนั้น ฉันไม่ได้ให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย คุณรู้ใช่ไหมว่าช่องทางด้านซ้ายไปได้ทั้งทางตรงและเลี้ยวซ้าย คุณขับมาจากช่องทางด้านขวาแล้วเลี้ยวมาตัดหน้าฉันได้ไงทั้งๆที่มันไม่ใช่ช่องทางสำหรับเลี้ยวซ้ายและอีกอย่างทำไมคุณต้องไปใส่ใจกับเสียงแตรของรถแท็กซี่ด้วย?" ฉันตอบไปอย่างยาวด้วยความเดือดดาล
"คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร? ผมเป็น...นะ ผมทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล....นี้ คนไข้กำลังจะตาย ผมต้องรีบไปดูแลคนไข้" (คำพูดนี้ฟังดูคุ้นหูคล้ายๆ กับบทพูดจากละครทีวีนะคะ แต่ตอนนั้นขำไม่ออกค่ะ)
"ถ้าคุณรีบร้อนปานนั้นคุณก็ไม่ควรขับรถนะ น่าจะขึ้นแท็กซี่มากกว่าเพราะมันอันตรายต่อทั้งตัวคุณและคนอื่น และยิ่งคุณรู้ว่าคุณเป็นคนสำคัญอย่างนั้น คุณก็น่าจะระมัดระวังมากกว่านี้" ฉันตอบโต้ด้วยความโมโหสุดฤทธิ์
ฉันรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวเพราะเลือดที่สูบฉีดขึ้นอย่างแรง และรู้สึกถึงมือไม้ที่อ่อนแรงขณะพยายามถ่ายรูปใบขับขี่ของเขาเพื่อเป็นหลักฐาน เราแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กันแล้วแยกทาง
ก่อนจากเขายกมือขึ้นมาขอจับมือฉันและบอก….sorry ah.....ฉันอุ่นใจขึ้นมานิดคิดว่าอย่างน้อยเขาคงรู้ตัวว่าผิด
จริงๆ ด้วยค่ะโรงพยาบาลที่เขาเอ่ยถึงอยู่บนถนนที่เราจอดอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยเมตร เขาคงรีบมากจากที่จอดติดไฟแดงอยู่ด้านหลังฉัน กระชากตัวออกเลนขวาแล้วแซงขึ้นเลี้ยวตัดหน้าไปถนนด้านซ้าย เขาคงเชื่อมั่นว่ารถเขาออกตัวได้เร็วกว่าและคงผ่านไปได้ และถ้าฉันออกตัวช้ากว่านั้นนิดเดียวก็คงไม่เป็นปัญหา ฉันพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เขาขับรถออกไปแล้ว...และฉันก็ขับรถมาถึงโรงแรมปลายทาง...แต่ใจที่คุกรุ่นของฉันยังไม่สงบลงเพียงแค่นั้น..ความตกใจยังไม่ดับลงไป ความโกรธและความรู้สึกผิดต่อทั้งตนเองและผู้อื่นถาโถมเข้ามาอีก...
รู้สึกผิดที่ระงับความโกรธไว้ไม่ได้
รู้สึกผิดที่ไปต่อปากต่อคำกับเขาด้วยอาการของคนไร้สติ
รู้สึกผิดที่ทำให้คนไข้รอเขาอยู่อย่างทรมานนานขึ้นและอาจหมายถึง......
รู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่อาจทำใจให้สงบรับสถานการณ์แบบนี้ได้ทั้งๆ ที่เรียนรู้มาแล้ว
หากเป็นฝ่ายถูก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธ หากเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเขาเช่นกัน
การประเมินผลในบททดสอบแห่งชีวิตครั้งนี้....ฉันสอบตก....
บ่อยครั้งที่ใจลอยออกนอกห้องสัมมนาไปถึงเหตุการณ์ในยามเช้า จนต้องดึงกลับมาด้วยนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อชาที่ท่านอาจารย์สิริวิชญ์แนะนำไว้ ลองกลั้นหายใจดูสิ (ขอขอบคุณท่านอาจารย์สิริวิชญ์สำหรับคำสอนอันทรงพลังมาในที่นี้ค่ะ)
ตอนเย็นฉันขับรถมาจอดใต้อาคารอพาร์ตเมนท์ที่อยู่ คนใกล้ตามมาแซวว่าให้ลองขับรถสภาพนี้ไปมา รับรองไม่มีใครอยากขับมาใกล้เพราะเขากลัวฉันจะไปชนเขาเข้า...ไม่ขำเลยนะ…ฉันตอบ...
โทรไปรับศีลรับพรจากแม่ แม่บอกว่าจากนี้ไปจะมีแต่โชคดีเข้ามา แค่นี้ฉันก็อุ่นใจแล้ว
ตอนค่ำฉันแวะไปซื้อผลไม้และดอกไม้มาถวายพระพุทธรูปที่บ้านตามปกติ แถมช่วยซื้อกระดาษทิชชู่จากลุงคนพิการที่นั่งขายอยู่ที่ข้างสถานีรถไฟทั้งๆ ที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ แถมยังบอกลุงว่าไม่ต้องทอน….
เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าพรรษาฉันนั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็นและแผ่เมตตาเนิ่นนาน…
ฉันขอบคุณคุณพระคุณเจ้าที่ช่วยคุ้มครองให้อย่างน้อยในวันนี้ฉันก็ไม่ได้ประมาทจนทำให้คนอื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนท้องถนน อาการช็อคที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คงจะช่วยเตือนสติให้ฉันขับรถด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
ทั้งทั้งที่ผิดหวังในตัวเองที่ไม่ผ่านบททดสอบในวันนี้ ฉันก็ยังปลอบใจตัวเองด้วยการอ่านคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ ที่โพสไว้บนเฟสบุ้คเมื่อต้นเดือนนี้ว่า
“Do not fight against pain; do not fight against irritation or jealousy. Embrace them with great tenderness, as though you were embracing a little baby. Your anger is yourself, and you should not be violent toward it. The same thing goes for all your emotions. - อย่าต่อสู้กับความเจ็บปวด อย่าต่อสู้กับความหงุดหงิดหรือความอิจฉา โอบรับความรู้สึกนั้นด้วยความอ่อนโยนเหมือนที่เราโอบกอดเด็กน้อย ความโกรธก็คือตัวเราเองและเราก็ไม่ควรไปตอบรับมันด้วยความรุนแรง เหมือนกับทุกๆ อารมณ์ที่ผ่านเข้ามา”
ฉันพยายามซึมซับเอาความเมตตาที่สัมผัสได้จากคำสอนนั้นไว้เป็นกำลังใจในการฝึกฝนตนเองใหม่ เพื่อการทดสอบครั้งต่อไปในบทเรียนของชีวิต
..

...
คู่กรณีโทรมาในตอนเช้า ฉันถามเขาว่าคนไข้เมื่อวานเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบกลับมาว่า "everything is ok - ทุกอย่างเรียบร้อยดี" ฉันรู้สึกโล่งอก...
เขาโทรมาเจรจาถามว่าให้เราตกลงซ่อมรถโดยไม่ต้องใช้ประกันได้ไหม ฉันถามเขาว่าเขาตั้งใจจะออกค่าใช้จ่ายให้ฉันด้วยหรือเปล่า เขาตอบมาว่าเขาไม่คิดว่าเขาเป็นคนผิด แต่ไม่อยากเสียเวลาเพราะถ้าใช้ประกันรถจะต้องอยู่ที่อู่นานเป็นสัปดาห์ หากฉันนำรถไปที่อู่ประจำของเขา ช่างของเขาจะช่วยคิดราคาให้ถูกกว่าแล้วเราต่างคนต่างจ่ายเพราะรถเขาเองก็ต้องเปลี่ยนหลายอย่างและคงแพงมาก
ฉันถามเขาไปตรงๆ ว่าเขาคิดดีแล้วหรือที่บอกว่าเมื่อวานเขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เขาตอบมาในทำนองที่ว่ามันเป็นอุบัติเหตุและเขามีเหตุผลต่างๆ ต้องรีบไปรักษาคนไข้ บลา บลา บลา... ฉันรับฟังอย่างใจเย็น
เมื่อเขาพูดจบฉันบอกราคาค่าซ่อมรถที่อู่รถแจ้งมาและบอกเขาว่าฉันใช้บริการของอู่นี้มาตลอดและต้องการให้อู่ซ่อมรถที่ฉันคุ้นเคยจัดการให้ดีกว่า
เขาบอกตามสายมาว่าถ้าอย่างนั้นก็ให้ประกันจัดการก็แล้วกัน
ก่อนวางสายฉันบอกเขาไปว่า ฉันตั้งใจให้เรื่องนี้จบลงด้วยความรู้สึกที่ดี...ขอให้เราต่างทำในสิ่งที่ถูกก็แล้วกันเพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรไปในวันนี้ คำว่า integrity (ความซื่อสัตย์) จะติดอยู่กับเราไปจนวันสุดท้ายของชีวิต..
ค่ำวันนี้พนักงานที่อู่ซ่อมรถไปซื้อรายงานที่เขาส่งเข้าไปที่ประกันมา...แตกต่างจากสิ่งที่เกิดและสิ่งที่ฉันรายงานพอควร...เราคงต้องจ่ายค่าซ่อมรถของตัวเองคนละครึ่งและอีกครึ่งหนึ่งประกันของแต่ละฝ่ายจ่าย เพราะระหว่างเราไม่มีใครรับผิดเลย...
ฉันส่งรถเข้าซ่อมและนั่งรถไฟกลับบ้าน...ปลอดโปร่งโล่งใจมากขึ้น สำหรับฉันทุกอย่างจบแค่นั้น และไม่ลืมที่จะบอกตัวเองว่าฉันทำได้ดีมากในวันนี้
After Action Review (AAR) - ฉันให้ :-) กับตัวเอง
:-) ได้เผชิญกับปัญหาด้วยความสุขุม
:-) ได้ให้โอกาสคนอื่นได้ทำในสิ่งที่ควรทำ
:-) ได้เรียนรู้ว่าการที่เราพยายามจะปกป้องสิทธิส่วนตัวของเรา เราก็อาจทำได้ด้วยจิตเมตตาต่ออีกฝ่าย แต่หากเขาไม่รับมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา
ในสังคมที่เราอยู่มีความต่างในความคิดเสมอ ตราบใดที่เราเชื่อมั่นในความดีที่เราคิดเราทำ อย่างอื่นก็ไม่สำคัญใด
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากอุบัติเหตุครั้งนี้และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประกันภัยค่ะ หากมันจะมีประโยชน์สำหรับกัลยาณมิตรบ้าง
1. พยานหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด - หากได้นามบัตรหรือหมายเลขทะเบียนรถของพยานขณะเกิดเหตุจะดีมาก รูปถ่ายของที่เกิดเหตุจริงก่อนทำการโยกย้ายรถก็อาจช่วยได้ หรือการติดตั้งกล้องวีดีโอเล็กๆ ไว้ในรถจะช่วยได้ในกรณีหาพยานบุคคลไม่ได้
2. หากไม่มีพยานหลักฐานใด อาจต้องเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วให้คู่กรณีลงลายมือชื่อกำกับในขณะนั้น แม้เขาจะบอกขอโทษในตอนนั้นหากไม่มีหลักฐานอื่นใดก็ไม่ได้หมายความว่าเขารับผิดค่ะ
3. อุบัติเหตุที่เกิดจากการชนจากด้านหลังอาจตกลงได้ง่ายกว่าการชนจากด้านข้างหรือด้านหน้า ด้วยสภาพความเสียหายอาจช่วยการตัดสินได้
4. ในกรณีที่ไม่มีคนบาดเจ็บ ไม่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบไม่อาจเป็นพยานให้เราได้
5. ในกรณีคนเมาขับรถมาชนรถเราและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ประกันจะไม่จ่ายค่าเสียหายในการซ่อมรถ ต้องฟ้องกับคนเมาแล้วขับเอง ซึ่งจะใช้เวลาและทุนทรัพย์มาก
6.การที่เรารู้และทำใจรับ (framing) ได้กับสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ เราจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น การที่รู้ว่าอย่างมากที่สุดฉันก็คงต้องจ่ายค่าซ่อมรถของตัวเองครึ่งหนึ่ง (รวมส่วนต่างค่าธรรมเนียมประกันภัยในปีถัดไป) ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ฉันบอกกับตัวเองอะไรที่ทำให้ฉันจ่ายน้อยกว่านี้ได้ถือเป็นโบนัส
Imee Ooi - The Chant of metta
http://www.youtube.com/watch?v=S5JAVk3Qwi8&feature=related
เมื่อหลายปีก่อน ก็เคยขับรถเลี้ยวเข้าซอย พอดีมอเตอร์ไซด์เด็กวัยรุ่นแทรกมาไม่เห็น เลยเฉี่ยวล้ม ดีว่าคนเจ็บแค่แขนขาถลอก แต่ย้อนมองตัวเองตอนนั้น น่าจะเรียกว่า สอบตกยิ่งกว่าคุณปริม เพราะ เป็นห่วงแต่ค่าซ่อมรถ (อย่างไรรถใหญ่ก็ผิด) ไม่ให้ความสนใจคนเจ็บเท่าที่ควร
ถึงแม้เหตุผลของคนที่อยู่โรงพยาบาลจะทำเพราะความเป็นความตายของคน แต่เขาไม่่น่าใหญ่เกินโรงศพปิดหัวได้ ... (แอบถอนหายใจแทนอาจารย์ ๑ เฮือก)
อาจารย์ปริมปลอดภัยก็ดีแล้วครับ ... ผมว่า อะไรไม่สำคัญเท่ากับ "ชีวิตลูกของแม่" หรอก
ผมเรียนรู้ได้อย่างหนึ่ง ก็คือ เมื่อเราก้าวขึ้นรถ และขับมันสู่ท้องถนน นั่นก็มี "ความเสี่ยง" เกิดขึ้นในชีวิตของเราแล้ว ดังนั้น "สติ" คงสำคัญเสมอ
ขอบคุณเรื่องเล่าที่เป็นอุทธาหรณ์ของคนรุ่นเก่าได้อย่างดีครับ ;)...
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ ป
วันนี้เรายังคงเป็นคนธรรมดาที่เหมือนกับคนทั่วไปค่ะ ที่ยังห่วงอะไรๆ ที่เป็นของเรามากกว่าของคนอื่น แต่วันหนึ่งปริมหวังว่าเราจะต้องทำได้ต่างจากคนอื่นค่ะ เป็น challenge ที่ให้กับตัวเอง
ขอบคุณค่ะคุณหมอ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn,
เมื่อวานขำไม่ออกแต่วันนี้ขำออกแล้วค่ะกับประโยคนั้น "คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?...."
เขาอาจจะพูดความจริงที่มีเคสด่วนจริงๆ ค่ะ แต่เขาลืมเรื่องความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นก่อนไปหาจุดหมายของเขา พอดีเป็นโรงพยาบาลดังและแพงค่ะ ปริมคงไม่มีเงินไปใช้บริการที่นั่น เราคงไม่เจอกันอีก อิอิอิ
ทุกอย่างเป็นปกติแล้วค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
...ถือว่าฟาดเคราะห์นะคะเรื่องดีๆคงตามมา จากคำถาม(เหตุผล)นับว่าคุณปริมใจเย็นมากนะคะ(หากเป็นคนอื่นที่เลือดร้อนกว่านี้เค้าคงได้แต้มสีตั้งแต่พูดประโยค"คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?")
..."คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?" มองได้หลากหลายมิตินะคะเพียงประโยคๆเดียวแต่ทำให้คนลืมจิตสำนึกกับคำว่า"ขอโทษ" ทำให้คนหลงตนอ้างคนอื่นแทนการมีจิตสำนึกกับเหตุผลความเป็นจริงในการรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ(โลกนี้"รพ."ไม่ได้มีคนเก่งเพียงคนเดียว).
...บทสรุปสุดท้ายกับชายคนดังกล่าวหลังเหตุข้ออ้างกับการเร่งรีบก็ไม่ต่างจากเดิม"คุณปริมใจเย็นจริงๆค่ะ"
ทุกอย่างที่เกิดผ่านมาแล้ว ดีหมด
หมายถึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน เตือนสติเราเองทุก ๆ ขั้นตอน
ไม่เจ็บเนื้อตัวนับว่า โชคดีมาก
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Thank you for sharing your innermost emotions. I like your reactions.
This reminds me of a saying I remember and use in time of high emotion:
"It is not what happens, but it is how we react to it that matters".
;-)
รู้แต่ว่า.. การรอประกัน.. ทำมันช่างนานแสนนานเหลือเกิน
ไปไหนก็ไม่ได้ ต้องสะกดคำว่ารออย่างเดียว..
สวัสดีค่ะคุณน้อย
ตัวตนเราสำคัญเสมอค่ะ แต่เราทำในสิ่งที่ตรงข้ามที่เราไม่ค่อยมีสติใส่ใจกับอารมณ์ของตนเองเลยปล่อยให้อารมณ์พาไปค่ะ อย่างที่ปริมไปต่อปากต่อคำกับเขาในวันแรกเพราะไม่ได้ใส่ใจอารมณ์โกรธของตัวเองให้มาก ปล่อยให้มันครอบครองค่ะ
บันทึกนี้ที่จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจจะให้ความสำคัญในสิ่งที่เขาพูดและทำแต่ต้องการเล่าความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองมากกว่าค่ะ บอกตรงๆ ในวันที่สองที่คุยกับเขาทางโทรศัพท์ปริมว่าปริมตั้งใจมองตัวเองมากกว่าฟังเหตุผลของเขาอีกค่ะ ;) ภูมิใจมาก ที่ทำได้แบบนั้น เพราะปกติแล้วคนอารมณ์ร้อนอย่างปริม ทำได้ยากค่ะ
ความสำคัญของการทำใจรับ (framing our mind) ในตอนเช้าของทุกๆวัน จะช่วยให้เรามีสติดีขึ้นและสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าค่ะ
ถือเป็นแบบฝึกหัดค่ะคุณน้อย วันแรกทำผิด วันที่สองทำได้ดีกว่าเดิม ;)
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่หมอภูสุภา,
ขอบคุณสำหรับข้อคิดรับอรุณในวันนี้ค่ะ
ทุกอย่างที่เกิดผ่านมาแล้ว ดีหมด
ค่ะ รู้สึกผ่อนคลายค่ะที่ไม่มีใครรบาดเจ็บใด ถือว่าเป็นโชคดีมากๆค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
Thanks Sr for your kind words.
I was quite ashamed of myself on the first day, to be honest. I did better on the second day. It could be because of the fact that it was still fresh in my mind and framing up my mind in the morning really did help.
You are absolutely right, it is not what happens, it is how we react to it that matters. There are still a lot more to learn and certainly bring it to use. Most of what we know is "in place" but not "in use". This episode reminded me of the "in use" part of it.
Thanks and have a great day ahead,
สวัสดีค่ะ kunrapee,
เมื่อวานอู่รถที่ปริมนำรถไปซ่อมเขาเองก็บอกว่า กว่าจะได้รับเงินค่าซ่อมรถจากบริษัทประกันภัยในแต่ละเคส ใช้เวลา 3 เดือนถึงปีครึ่งค่ะ ถ้ากระเป๋าไม่ลึกจริงคงทำธุรกิจนี้ลำบาก ปริมก็ถามเขาแล้วทำไง ในระหว่างรอ เขาก็บอกว่าก็ทำงานของเราไปเรื่อยๆ เวลาจะ take care ทุกอย่างเอง แล้วเขาก็บอกคงเพราะเขาทำธุรกิจด้านนี้มา 35 ปีแล้ว เลยชิน....
บริษัทประกันภัยเลยรวยเงินค่ะ ได้มาเร็ว จ่ายช้า ในระหว่างที่ยังไม่จ่ายก็เอาไปหมุนด้านอื่นก่อน
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
" - รู้สึกผิดที่ระงับความโกรธไว้ไม่ได้
- รู้สึกผิดที่ไปต่อปากต่อคำกับเขาด้วยอาการของคนไร้สติ
- รู้สึกผิดที่ทำให้คนไข้รอเขาอยู่อย่างทรมานนานขึ้นและอาจหมายถึง......
- รู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่อาจทำใจให้สงบรับสถานการณ์แบบนี้ได้ทั้งๆ ที่เรียนรู้มาแล้ว
หากเป็นฝ่ายถูก เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธ หากเป็นฝ่ายผิด เราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเขาเช่นกัน การประเมินผลในบททดสอบแห่งชีวิตครั้งนี้....ฉันสอบตก.... "
คุณ
สอบไม่ตกนะครับ ผมก็เป็นอย่างนี้ประจำ บ่นกับพี่ผมประจำ พี่ผมสอนว่า " ตามระลึกรู้ตามให้ทันอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย แค่รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้สติเรา "หลุด" ไป นั้นเราเริ่มมีสติแล้ว ฝึกไปๆคราวหน้าทดสอบใหม่ " ท่านไม่ได้สอบตก...สอบผ่านต่างหากครับ
" ลองกลั้นหายใจดูสิ " เป็นอุบายที่หลวงพ่อชาสอนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเราจะเรียกสติที่วิ่งวุ่นอยู่กลับมาให้โดยง่ายทำอย่างไร แต่.....กลั้นหายใจบ่อยๆ....เดี๋ยวจะไม่ดีเอานะครับ เอาสติกลับมาที่ลมหายใจกำลังเดือด หรือเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวของเรา บางครั้งทำได้ บางครั้งทำไม่ได้ มันก็เป็นไปนะครับ......ตามวิทยายุทธที่เราฝึกมา
- การทำดีกับคนที่ไม่รู้ผิด ชอบ ชั่วดี เราคงต้องมีเส้นขีดแบ่งไม่ให้ "ดีเกินไป" ก็ไม่ดีอีกนั้นแหละครับ
เป็นบทบันทึกที่น่าชื่นชมอีกบทครับ
อ่านแล้วมองว่าคุณปริมไม่ได้สอบตกค่ะ แต่สอบผ่านในใจของผู้อ่านหลายๆท่าน เคยถูกรถที่คาดว่าคนขับหลับในขับมาชนค่ะ ชนแล้วก็หนีไปเลย คงจะรู้สติตอนที่เราบีบแตรเตือน ต้องมาซ่อมรถเองทั้งหมดค่ะ ตอนนั้นตกใจมากค่ะ คุณปริมทำดีที่สุดแล้ว เป็นกำลังใจค่ะคุณปริม
ชื่นชมมากค่ะที่กลับมาทบทวนอารมณ์ขุ่นมัว ขัดเช็ดให้ใจใสด้วยการแผ่เมตตาและให้อภัย..
ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อไป..ผิดถูกล้วนเป็นครู..เสริมรากฐานให้ก้าวอย่างมั่นคงและรู้เท่าทันนะคะ
อ่านบันทึกของคุณ ปริม แล้ว นึกถึงบันทึก อย่าตายโดยไม่มีชีวิตอยู่จริง ที่ผมเขียนถึงคนข้างบ้าน ผมเองก็สอบตกยิ่งกว่า เพราะ ณ ปัจจุบันตั้งแต่วันนั้นเรามองหน้ากันไม่สนิทเหมือนก่อน คิดไปเองแบบเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงจะเกิดความละอาย หรือเกรงใจจริงๆ
ขอบคุณบันทึกดีๆที่ช่วยเตือนสติตามคำสอนของหลวงพ่อชา
น้องปริมค่ะ.....วันนี้คงไม่ได้ขับรถไปทำงานละซิค่ะ สำหรับบันทึกนี้ ที่มีเหตุการณ์จริงเป็นแบบฝึกหัด ถึงแม้ว่า น้องปริม จะบอกว่า สอบตก พี่ก็พยายามเพ่งมองว่า ตรงไหน?? ส่วนตัวพี่กลับชื่นชมในการตอบสนอง ต่อเหตุการณ์ และเป็นการสะท้อน..ในการเตือนสติได้ดีมาก. A++....ขอบคุณคะ :-))
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิชญธรรม,
คงเพราะตั้งความหวังกับตัวเองไว้สูงค่ะ เลยค่อนข้างผิดหวังกับตัวเอง
ขอบคุณคำแนะนำจากท่านอาจารย์ค่ะ เรายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาตัวเองกันเสมอค่ะ
เข้าใจเรื่องกุศโลบายค่ะ เพราะปกติเราหายใจเป็น subconscious ค่ะไม่ค่อยได้นึกถึงเท่าไหร่ พอบอกให้หยุดหายใจหรือกลั้นหายใจเราจึงดึงใจมาอยู่กับเราง่ายขึ้น
ขอบคุณที่กรุณาแบ่งปันคำสอนดีดี และให้กำลังใจค่ะ
ขอให้อาจารย์มีความสงบสุขในค่ำคืนแห่งการพักผ่อนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณถาวร
ปริมยังโชคดีกว่าคุณถาวรค่ะที่ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมคนเดียว เพราะประกันจะจ่ายครึ่งหนึ่งค่ะ
ขอบคุณที่กรุณาแบ่งปันเรื่ิงราวที่เกิดขึ้นให้ฟังเพื่อให้ปริมรู้สึกดีขึ้นค่ะ
หวังว่าคุณแม่ของคุณถาวรจะสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ นะคะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ