๒๗/๐๙/๒๕๕๖
***************
อันเนื่องมาจากการอ่าน "ให้เขาได้ไหม?" ของ อ.ดร.จันทวรรณ
ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต้องการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในประเด็นไหน เพราะผมก็คือผู้หนึ่งที่ไม่สนใจ แนวคิดหรือแนวทางที่รัฐนำเสนอมา e-government ต้องการอะไร ต้องการข้อมูลไปทำอะไร แบบไหน(ขออภัยเพราะไม่ได้อ่านในรายละเอียดและไม่ต้องการรางวัลใด ๆ จากใคร)
สิ่งสำคัญทุกวันนี้ รัฐทำอะไรให้ประชาชนเขาเชื่อใจบ้าง ตั้งแต่ในสภาใหญ่ยันสภาท้องถิ่น โดยส่วนตัวแล้วมีความเห็นว่า...
ประเด็นแรกที่น่าห่วงก็คือ เรื่องของความศรัทธา ความมั่นใจ ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ความเข้าใจ ความจริงใจ และอื่น ๆ ที่รวมแล้วก็คือ ความเชื่อถือที่ชาวบ้านมีต่อรัฐบาล สิ่งนี้ควรสร้างก่อนเป็นอันดับแรก เปรียบเหมือนกับในบ้านหลังหนึ่งที่ สามี ภรรยาทะเลาะตบตี ด่าทอกันให้ลูกหลานและชาวบ้านทั้งบริเวณใกล้เคียงและที่ผ่านไปมาได้เห็น พอจะไปบอกไปแนะนำสั่งสอนเพื่อนบ้านว่า ให้รักกันนะ สามัคคีปรองดองกันนะ คิดว่าคนรอบ ๆ ข้างที่ไปแนะนำเขาจะเชื่อไหม?
โดยส่วนตัวผมเองก็เช่นกัน ไม่มีความศรัทธาในระบบการบริหารงานของภาครัฐทั้งการเมืองส่วนใหญ่และส่วนย่อยเลยในขณะนี้
ประเด็นที่สอง เรื่องการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ โดยผู้ที่เข้าถึงข้อมูลของรัฐได้น้อยมากตามที่อาจารย์กล่าวถึงคือ “กลุ่มคนรายได้น้อย กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ” ถูกต้องเลยครับ ผมอยู่ในชุมชน มีร้านคอมเป็นของตนเอง มีประสบการณ์อยู่กับชุมชนพอสมควร มีสถิติที่มีผู้เข้ามาใช้บริการเน็ตบ้างนิดหน่อย จึงอยากจะแยกวิเคราะห์บุคคลหลาย ๆ กลุ่มดังนี้
๑. กลุ่มนักเรียน ตัวเล็ก ๆ ระดับประถม กลุ่มนี้ มีมาใช้งานมากที่สุด แต่เล่นน้อยที่สุด(ไม่มีตังค์) 5 บาท 10 บาท
๒. กลุ่มนักเรียนระดับมัธยมต้น กลุ่มนี้มีมาใช้งานพอ ๆ กับกลุ่มระดับประถม แต่เล่นนานหน่อย แช็ทคุยกับเพื่อน เกมบ้างประปราย
๓. กลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย มีมาใช้งานน้อย ไม่มากส่วนใหญ่มีมือถือที่สามารถเล่นแช็ทกันได้ มีบางรายที่มาเล่นเกม แต่ก็เพียงแค่ คนสองคนเป็นผู้ชาย อาจเล่นนานหน่อยแต่ก็ไม่เกิน 3 ชั่วโมงเพราะผมจะให้เวลาที่จำกัดคือ ปิด 2 ทุ่ม
๔. กลุ่มผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือมาก กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ แทบไม่มีเลย ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มาเล่นบ่อยมีอยู่ประมาณ 5 คน นาน ๆ มาครั้ง เล่นประจำมีเพียง 2 คน คือเจ้าของร้าน กับพี่หนานเกียรติที่ผมเคยเขียนชื่นชมไว้ เท่านั้นเอง
ควรให้มีการตอบแยกประเด็นตามที่อาจารย์กล่าวถึงดังนี้
· ประชาชนไม่รู้จักบริการออนไลน์ต่างๆ ของภาครัฐหรือไม่
ตอบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่ารัฐบาลมีบริการออนไลน์ในด้านต่าง ๆ จากการบอกกล่าวของคนรอบข้างและลูกหลานเป็นจำนวนมาก หากจะกำหนดให้ละเอียดลงไปก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นอะไร ยังไง มีอะไร จะค้นหา จะใช้บริการได้อย่างไร รู้ว่ามี แต่ไม่รู้ว่ามีแบบไหน
· ประชาชนไม่สนใจที่จะใช้หรือไม่
ตอบว่า ประชาชนมีความสนใจอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่น้อยมาก ผู้สนใจอยู่ในกลุ่มที่ทำงานด้านการพัฒนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ที่ทำงานด้านเกษตรเช่นหมอดิน ผู้ที่ทำงานที่อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น เช่น ผู้ช่วยผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูในโครงการของอบต.ที่สอนในโรงเรียน เป็นต้นและผู้ที่ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว หรือเจ้าของกิจการอย่างผม ประชาชนในส่วนนี้ต้องการที่จะใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่ยังขาดผู้แนะนำ และสถานที่ให้สืบค้นข้อมูล บางคนสนใจมากก็ติดต่อ TOT มาติดตั้งให้ที่บ้าน เดือนละ 590 บาทเป็นอย่างน้อย แล้วผู้ที่มีรายได้น้อยคิดว่าจะไหวไหมกับการที่ต้องจ่ายค่าเน็ตในทุกๆ เดือน มันจะคุ้มกับการใช้งานหรือไม่ หลายรายต้องยกเลิกไป
ประชาชนอีกส่วนมีความสนใจแต่ไม่มีพื้นฐานความรู้ในการใช้และการเล่นจึงต้องล่าถอยไปโดยปริยายนั่นคือกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ ไม่เกี่ยวกับรายได้น้อยหรือรายได้มาก กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีปัญหาในครัวเรือนวิถีชีวิตที่ต้องดินรนแบบหาเช้ากินค่ำ ก็เป็นอีกปัจจัยให้ไกลจากการเข้าถึงสื่อของรัฐ ตกเย็นกลับบ้านมีการกินเลี้ยงกินเหล้าหลังเลิกงานสนุกสนาน กินข้าว อาบน้ำ แล้วก็นอน เช้าก็ต้องรีบตื่นทำกับข้าว กินข้าว ห่อข้าวออกไปทำงานต่อ วิถีชีวิตของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในชนบทมักเป็นแบบนี้
· ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและ e-government หรือไม่
ตอบว่า ประชาชนมีช่องทางในการเข้าถึงเช่น ที่ร้านของผม แต่เสียตังค์จึงไม่อยากเข้ามาใช้บริการ อยากให้รัฐมีสวัสดิการด้านสื่อสารมวลชนที่รวดเร็วทันใจในชุมชนแบบให้ฟรีบ้าง เคยเห็นที่อ.ขุนยวม(บนดอย) แม่ฮ่องสอน เมื่อหลายปีมแล้ว มีบริการอินเทอร์เน็ตที่ อบต. แต่ประสิทธิภาพของเน็ตแย่มาก เพราะสัญญาณที่รับมาเป็นแบบสัญญาณดาวเทียมแบบมีจานใหญ่ ๆ แต่เขาก็ยังมีและสามารถทำได้ หากท้องถิ่นแบบชนพื้นล่างมีบริการอินเทอร์เน็ตของรัฐที่รวดเร็ว ฉับไว และที่สำคัญฟรีด้วยก็จะดีมาก ๆ แม้แต่หมู่บ้านของผมบริการฟรีแบบที่อ.ขุนยวมยังไม่มีเลย ถ้าหากว่ามีที่ให้ใช้ฟรี มีผู้คอยแนะนำวิธีการเข้าใช้ วิธีการค้นหาข้อมูลอยู่ด้วยก็จะยิ่งดีมาก ๆ เลย ไม่ต้องกลัวผมเสียลูกค้าหรอกผมจะปิดร้านให้เลยก็ยังได้
· ประชาชนมีความสามารถในการใข้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเพียงพอหรือไม่
ตอบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในทุกกลุ่ม ไม่มีความสามารถในการเข้าใช้คอมพิวเตอร์ มีคนมาถามผมหลายคนว่า “เขาใช้กันยังไง?” “เขาเล่นกันอย่างไร?” “เก็บค่าเล่นชั่วโมงเท่าไหร่?” ผมก็ตอบทุกคำถาม และแนะนำวิธีให้ไป ผู้ที่สอบถามนี้อยากรู้อยากเรียน อยากเล่นเป็น แต่ก็มีน้อยรายมากอาจะจำกัดในด้านเงินทอง พื้นฐานความรู้ และที่สำคัญ “อายเด็ก” มั๊งครับ
ประชาชนในท้องถิ่นมีอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก โดยเฉพาะที่หมู่บ้านของผมในแต่ละปีแทบจะไม่มีเวลาว่างกันเลยทีเดียว จากนามาไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง จากไร่ไปสวนยาง จากสวนยางก็กลับมานาอีก แต่วิธีการทำก็คงจะเข้าลักษณะที่หลายท่านพูดนั่นแหละคือ “คนผลิต...ขาย”หรือ “คนทำข้าวขาย” “คนทำมันสำปะหลังขาย” กันมากกว่า
ไม่ใช่ชาวนามืออาชีพ ไม่ใช่ชาวไร่มืออาชีพ ไม่ใช่ชาวสวนมืออาชีพ แต่เป็นนักทำลายมืออาชีพ คือทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายระบบนิเวศ (อยากให้รมต.ที่ดูแลป่าลองบินมาสำรวจบ้านวังเบน(ห้วยต๋าว)ของทองแสนขันดูสักหน่อย) เพราะทุกสิ่งที่ลงทุนคือ เงิน แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติที่เสียไป
เมื่อกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เหล่านี้มุ่งแต่ทำงานของตน งานครอบครัวและงานวัฒนธรรม จึงไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เพราะเขาเองก็เข้าลักษณะงานท่วมหัวเหมือนกัน
จึงไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเหล่านี้มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตหรือไม่ มองโดยพื้นฐานการเรียนรู้เรื่องคอมฯแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน ชาวบ้านส่วนหนึ่งพยายามหาความรู้เพิ่มเติมโดยการเรียน กศน. หากแต่ว่าครูอาจารย์ที่สอนนั้นมีการสอนให้เกิดการเรียนรู้ในภาษาอังกฤษมากน้อยแค่ไหน เพียงไร ที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริงกับงานคอมและอินเทอร์เน็ต(ขออภัยหากกระทบใคร) ผมเคยสอนผู้หญิงกลุ่มที่ทำงานด้าน อสม. ผช.ผญบ.อยู่พักหนึ่ง ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะเขาไม่มาเรียนและที่สำคัญอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก จึงหายกันไปทีละคนสองคนโดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีเวลา” นานเข้าก็ไม่มีใครมาเลย
ประเด็นที่สาม เรื่องการสร้างสื่อของรัฐ ในส่วนนี้คงไม่ต้องพูดถึงกันมากหรอก อยากให้สื่อของรัฐกำหนดหมวดไว้ เช่น สื่อที่ให้ข้อมูลด้านการเมืองการปกครอง สื่อที่ให้ข้อมูลด้านการศึกษา สื่อที่ให้ข้อมูลด้านศาสนาและวัฒนธรรมฯลฯ จะทำเป็นกระทรวง ๆ ไปเลยก็ได้ อยากให้มีอย่างโกทูโนว์นี้ที่เน้นสื่อเพื่อคนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นตัวอย่าง เพราะทุกวันนี้เท่าที่สังเกตเห็น เห็นแตกแยกกระจัดกระจายของใครของมัน บางแห่งก็เข้าขั้นเยี่ยม บางแห่งก็เข้าขั้นแย่ หน่วยงานเล็ก ๆ แห่งเดียว เห็นแตกแยกอยู่ในเฟสบุ๊คเป็นของส่วนตัวของเจ้าหน้าที่อีกหลาย ๆ แห่ง แล้วผู้เข้าไปหาข้อมูลจะเชื่อถือใคร ไม่เชื่อก็ลองเข้าไปดูเฟสของ วธ.อต. ดูก็ได้ ทำให้ดี ทำให้ใหญ่ เป็นเอกภาพไม่แตกแยก ฝากไว้เป็นข้อเสนอแนะครับ
ประเด็นที่สี่ เรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้สื่อและเทคโนโลยีของรัฐ หรือจะเรียกว่าให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวมาสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตของรัฐเป็น ผมเห็นด้วยเต็มที่ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ขณะนี้เครื่องมือที่ว่านี้ ไม่มีสิครับ ของชุมชนส่วนรวมไม่มี มีแต่ของโรงเรียนนักเรียนยังไม่พอใช้กันเลย ก่อนอื่นจึงอยากให้รัฐจัดหาเครื่องมือหรือจัดสร้างศูนย์การเข้าถึงข้อมูลของรัฐเสียก่อน หากจะสร้างก็ให้สร้างอยู่กลางชุมชนหรือกลางหมู่บ้าน ไม่ใช่ไปสร้างนอกหมู่บ้าน ไกลหูไกลตา (เคยมีตัวอย่างโครงการประมาณนี้มาแล้วที่ล้มเหลวและล้มเลิกของชุมชจนกลายเป็นอนุสรณ์ให้ตามระลึกถึงกันอยู่) ไม่มีที่ก็สร้างไว้ที่วัด หรือสร้างไว้ที่ใกล้ ๆ กับตลาดสดของหมู่บ้านก็ได้อย่างน้อยเมื่อคนมาซื้อกับข้าว เห็นคนมุงดู ยืนดูอะไรกันเยอะ ๆ ก็อาจจะเฉเข้าไปชะเง้อคอมองดู สังเกตดูว่าเขาทำอะไรกัน อยากรู้ อยากเห็น อยากลองบ้าง (นิสัยคนไทยชอบมุง)
ปัญหาอีกประการที่ตามมาก็คือ รัฐจะกล้าลงทุนให้ฟรีหรือเปล่าเท่านั้นแหละซึ่งสัมพันธ์กับประเด็นต่อไป
ประเด็นที่ห้า เรื่องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวมา ผมเห็นด้วย ในฐานะที่ให้กับชุมชนหรือหมู่บ้านใช้ร่วมกัน แต่ไม่เห็นด้วยกับการแจกแบบแจกเงินเดือนเพราะการให้แบบแจกเงินเดือนนี้หากให้กันหมดทั้งประเทศ ก็คงต้องหาเงินหรือกู้เงินกันเพิ่มอีกหลายพันหลายหมื่นล้าน อีกทั้งหาความยั่งยืนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ด้วย
แม้แต่ปัจจุบันเครื่องมือที่แจกให้โรงเรียนก็ยังมีปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างง่ายดายอีกด้วย ส่วนรวมจึงสำคัญกว่าส่วนตัว เมื่อมีของส่วนรวมแบบให้ฟรีแล้ว รัฐจะมีวิธีการแบบไหน กระตุ้นอย่างไร สอนอย่างไรให้กลุ่มบุคคลทั้งหมดในชุมชนหรือของประเทศเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง จนสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อรัฐบาลได้ ก็สุดแล้วแต่ละครับ
ทั้งหมดที่แสดงความคิดเห็นมาหากมีผลกระทบต่อความรู้สึกใครบ้าง ก็ต้องขออภัย หากจะกล่าวโดยสรุปก็คือ รัฐมีงบประมาณทำได้ทำไปเถอะ แต่พยายามอย่าสร้างหนี้และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน อย่าโกงกินเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวกันมากนัก เห็นแก่ส่วนรวมประเทศชาติกันให้มาก ๆ ทุกวันนี้บ้านเมืองก็บอบช้ำพอสมควร จากโครงการของรัฐต่าง ๆ ของรัฐหลายโครงการแล้ว
เมื่อให้เขาได้ก็ควรต้องรีบให้ และให้แล้วก็อย่าปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง อบรมเขา ให้คำแนะนำที่ดีแก่เขา และที่สำคัญ “ต้องให้ฟรี” ด้วย อย่ามีสิ่งแอบแฝงแบบ “หวังผล” กันให้มากนัก หวังว่าคงพอเป็นเสียงของตัวแทนชาวบ้านในท้องถิ่นได้บ้างนะครับ...
ขอบคุณที่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น
ขอบคุณโกทูโนว์
..... ผลกระทบต่อ....ความรู้สึก ... สร้างหนี้ และ สร้างความเดือดร้อน ...... ตรงนี้ค่ะสำคัญ ที่สุด นะคะ
ขอบคุณค่ะ
- ต้อง เริ่มต้นที่ "ศรัทธา" ก่อน จริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้มามากครับ
แม้แต่ปัจจุบันเครื่องมือที่แจกให้โรงเรียนก็ยังมีปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างง่ายดายอีกด้วย ส่วนรวมจึงสำคัญกว่าส่วนตัว เมื่อมีของส่วนรวมแบบให้ฟรีแล้ว รัฐจะมีวิธีการแบบไหน กระตุ้นอย่างไร สอนอย่างไรให้กลุ่มบุคคลทั้งหมดในชุมชนหรือของประเทศเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง จนสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อรัฐบาลได้ ..
จิตสำนึก กระมังคะ ไทยเราต้องปลูก ต้นจิตสำนึกให้ได้เป็นผลสำเร็จก่อน แล้วค่อย ๆ คืบไปทำอะไรต่อมิอะไร แท็บเล็ต รถคันแรก..
ขอบคุณอาจารย์ภูสุภา มากนะครับที่ร่วมแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ อยากให้ปลูกจิตสำนึกแบบตัวอย่างที่คุณหมอนุ้ยเขียนตัวอย่างของคนญี่ปุ่นบ้าง
ตามสถานที่ทั่วไปสังเกตจากของสาธารณะที่นำมาให้ใช้กัน เช่น ตู้โทรศัพท์ มักจะถูกทุบกระจกแตกหมด ศาลาพักร้อนถูกขีดเขียนด้วยถ้อยคำเสียๆ หายๆ และถูกรื้อทำลาย ถนนหนทางทิ้งขยะกันเกลื่อนขาวเต็มไปหมดสองข้างทาง โรงเรียนสถานศึกษา ประตู หน้าต่าง โต๊ะเก้าอี้ พังแล้วพังอีก
จิตสำนึกรักในส่วนรวมหรือของสาธารณะของไทยมีน้อยมากครับ
ขอบคุณนะคะพี่หนาน เป็นบันทึกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกรัฐบาลค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ดร.จันทวรรณมากครับ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดอาการ "อยากเขียน" ขึ้นมาอย่างเต็มที่ ปกติผมไม่ค่อยอยากเขียนแสดงความคิดเห็นสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันไม่ใช่ "หน้าที่" และ "ความรับผิดชอบ" โดยตรง แต่ก็ต้อง "ร่วมด้วยช่วยกัน" เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อสังคมโดยรวมครับ
ฮยิ๊นดีอย่างยิ่งเจ้า
กระผมพยายามสร้างความดีใส่ตัวคนเดียวก็พอแล้ว แต่ละท่านก็สมควรทำ