วัฒนธรรมชนบท

วัฒนธรรมชนบท

แต่ก่อนนั้นเมื่อผมได้ยินคำว่าวัฒนธรรม ผมจะนึกถึงประเพณีต่างๆของสังคมไทยเรา และหากมีใครพูดถึง สำนึกก็จะดึงผัสสะไปในแนวนั้นเสมอ เมื่อมีการเรียนรู้จากผู้รู้จึงค่อยๆสัมผัสวัฒนธรรมในอีกมิติหนึ่งนั่นคือ วิถีแห่งชุมชน

เมื่อเอ่ยคำ “วิถี” มันกว้าง ที่ไม่ได้เจาะจงลงลึกไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งหากจะระบุวิถีให้เป็นรูปธรรมอาจจะต้องกล่าวถึงกลุ่มคน สถานที่ และรายละเอียดต่างๆของชุมชนนั้นๆ ผมและเพื่อนๆที่ผ่านงานกับชนบทมาเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ย่อมนึกภาพออกว่า วิถีของชนชาวผู้ไทที่อำเภอกุดบากเป็นเช่นไร ส่วนใหญ่จะเหมือนกับชนกลุ่มผู้ไทที่อำเภอเรณูนคร แต่อาจจะมีรายละเอียดบางประการที่แตกต่างกันบ้าง ทำไมถึงเหมือน ทำไมถึงต่าง เป็นเรื่องท้าทายมากทีเดียว

เมื่อเอ่ยถึงกลุ่มชนเผ่าไทโซ่ที่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ที่ผมคลุกคลี เข้าออกมานานนับสิบปีนั้น บันทึกผมในเรื่องเล่าจากดงหลวงย่อมสะท้อนวิถีดงหลวงได้ไม่มากก็น้อย เป็นเพราะเราเคยชินกับการทำงานพัฒนาชนบทจึงรีบหาข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับชนเผ่าไทโซ่ดงหลวงจากเอกสาร หนังสือ จากการบอกเล่า จากการเข้าร่วมชีวิตกับชาวบ้าน จากการทำกิจกรรมร่วมกัน จากการนั่งพูดคุย ประชุมร่วมกัน จากการสังเกตคำพูด การแสดงออก ลักษณะความคิดความอ่าน เหตุผลที่เขาใช้กัน ทำให้เราเข้าใจ วิถี ของไทโซ่ดงหลวงมากขึ้น แต่ก็ไม่หมดสิ้น แม้ถึงวันนี้ก็ตาม

มีนักวิชาการกล่าวว่าการอ่านสังคมชุมชนนั้น ให้พิจารณาที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  การพิจารณาในกรอบนี้ได้ประโยชน์มากทีเดียว...

ผมออกจากดงหลวงมา 3 ปีแล้ว และไม่คาดคิดว่าจะต้องกลับเข้าไปทำหน้าที่อีก แม้ว่าจะต่างจากแต่ก่อน แต่ก็เหมือนกลับบ้าน

ผมไปจัดประชุมคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำที่เราไปสร้างโรงสูบน้ำด้วยไฟฟ้าด้วยงบประมาณมากมาย เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างชาวบ้านที่เป็นไทโซ่ขึ้นมารับผิดชอบ บริหารงานเอง แต่ในที่สุด เมื่อโครงการสิ้นสุดลง การใช้ประโยชน์โรงงานสูบน้ำหยุดนิ่ง ทั้งๆที่ความต้องการใช้น้ำนั้นมีอยู่ แต่กิจการไม่สามารถเดินต่อไปได้เพราะ คณะกรรมการไม่สามารถเก็บเงินค่าบริการน้ำที่สมาชิกใช้ไปได้ คำถามว่าทำไม เป็นคำถามใหญ่มากๆ เราเองก็คุยเรื่องนี้มาหลายครั้งและมีเหตุผลซ้ำๆกัน หนึ่ง ชาวบ้านผู้นั้นบอกว่ายังไม่มีเงิน ขอผัดผ่อน สอง ไม่จ่ายเพราะทำไมค่าน้ำมันแพงขึ้นกว่าเดิมมาก สาม ไม่ได้ใช้น้ำ หรือใช้น้ำนิดเดียว ทำไมค่าน้ำมันสูงมากมายนัก

เราใช้เวลามากมายในการค่อยๆสืบสวนว่าทำไมปริมาณการใช้น้ำมันสูงกว่าเดิม  ได้ความชัดเจนว่า การไฟฟ้าคิดอัตราไฟฟ้าใหม่ ที่มิใช่อัตราน้ำเพื่อการเกษตรเหมือนเดิม เรื่องนี้คงต้องปรึกษาหารือกันต่อไปกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เหตุผลที่สำคัญต่อไปคือ เกษตรกรใช้น้ำเพื่อการปลูกข้าว ช่วงเพาะกล้าและปักดำ หากช่วงนั้นไม่มีฝนหรือฝนน้อย ชาวบ้านก็จะใช้น้ำลงนามากมายแบบไม่มีวินัยกันเลย  เหตุผลอื่นๆก็มีอีกเช่น พนักงานสูบน้ำกลางวันซึ่งหากสูบน้ำกลางวันอัตราค่าไฟฟ้าจะแพงกว่าการสูบน้ำกลางคืน ฯลฯ

เราพิจารณากันอย่างละเอียด เจาะลึก แล้วหาทางแก้ สมาชิกบางท่านบอกว่า ควรเปลี่ยนคณะกรรมการทุกสองปี  ควรเจรจาถึงเหตุผลทำไมการไฟฟ้าจึงเปลี่ยนอัตราการเก็บค่ากระแสไฟฟ้า ห้ามสูบน้ำกลางวันให้สูบกลางคืน และอื่นๆ...

เมื่อผมหันมาย้ำถามว่าหากทุกอย่างปรับปรุงให้ดีขึ้นตามความเห็นต่างๆนั้นแล้ว ท่านคิดว่าจะยังเก็บค่าบริการน้ำจากสมาชิกได้ทุกคนไหม...ไม่น่าเชื่อว่าที่ประชุมเงียบ ไม่มีใครส่งเสียงยืนยันออกมาสักคนเดียว...

ผมจนปัญญา แต่มีทางออกที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว คือ การเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเลยเป็นการนำน้ำมาจัดทำระบบประปาชุมชนไปเลย  หรือให้บริษัทธุรกิจเกษตรเข้ามาเช่าทำการผลิตพืชไปเลย แต่แนวทางสองทางนี้เป็นทางเลือกท้ายที่สุด เมื่อผมลองเสนอเรื่องดังกล่าว ชาวบ้านก็สนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง

ผมเสนอใหม่ว่า.. งั้นเรากลับมาใช้น้ำเพื่อการเกษตรเหมือนเดิมแล้วฟื้นฟูระเบียบ ข้อบังคับ หรือกติกากลุ่มผู้ใช้น้ำใหม่ แล้วจัดจ้างมืออาชีพมาเป็นผู้บริหารระบบการจัดการน้ำและจัดเก็บเงินค่าบริการน้ำ....คราวนี้ชาวบ้านที่มาร่วมประชุมฮือฮา ต่างเห็นดีด้วย.. !!!!!!!!!

ผมถามว่าทำไมเห็นด้วยในการที่จะจัดจ้างให้คนนอกมาดำเนินการจัดเก็บค่าบริการน้ำ ทำไมเราไม่ทำเอง มันไม่ดีหรือที่เราจะจัดเก็บกันเองเหมือนเดิมๆเพียงสมาชิกเคารพกติกากัน...

ชาวบ้านอธิบายว่า... อาจารย์หากผมจัดเก็บ แล้วหากมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งไม่จ่าย บอกตรงๆผมไม่มีปัญญาไปทวง ไปบังคับ ไปทำอะไรให้ท่านผู้นั้นจ่ายเงิน ทั้งๆที่รู้ว่าท่านผู้นั้นมีความสามารถที่จะจ่ายได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง หรือพูดให้ชัดๆคือทั้งหมดเป็นนามสกุลเชื้อคำฮดทั้งนั้น ทำไม่ได้...  แต่หากเอาคนนอกมาทำหน้าที่นี้ เขาไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เป็นสกุล เชื้อคำฮด เขาสามารถดำเนินการตามกติกาที่กลุ่มร่วมกันจัดตั้งได้ เช่น พูดคุยกันตรงๆว่ามีเหตุผลใดที่ไม่จ่าย อาจผ่อนผัน แต่หากไม่มีเหตุผลก็สามารถเอากุญแจมาล็อกไม่ให้ใช้น้ำได้เลยทันที คนนอกทำได้ แต่คนในบ้านนี้ด้วยกันเองทำไม่ได้....

ผมนึกเลยเถิดไปว่า นี่  กี่ปีมาแล้วที่เราพูดคุยเรื่องนี้กันมา ทุกครั้งก็ลงเอยว่า คณะกรรมการกลุ่มจะต้องเข้มงวดในการจัดเก็บ และเด็ดขาดในการรักษากฎ กติกาของกลุ่ม มิเช่นนั้น กลุ่มก็ไม่มีเงินไปจ่ายค่ากระแสไฟฟ้า และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...  ทุกครั้งที่พูดคุยกันไม่มีใครอธิบายรายละเอียดในมุมที่วันนี้เขาพูดออกมาเลย...

สกุลเชื้อคำฮดด้วยกันทั้งหมู่บ้าน ทำตามกติกานั้นไม่ได้ เพราะเป็นพี่น้องกันทั้งหมด....

นี่เป็นลักษณะเฉพาะของวิถีชุมชนไทโซ่.... หากเข้าไม่ถึง แกะไม่ออก ผมก็เห็นภาพว่าระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแห่งนี้จะกลายไฟเป็นระบบประปาชุมชนเสียมากกว่าแล้ว..

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแสงสว่างที่แวบออกมาเท่านั้น กระบวนการเดินไปในแนวทางใหม่ยังไม่ได้เริ่ม ผลยังไม่เกิดว่าประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด มีเสียงตอบรับจากคณะกรรมการในทางที่ดี หลังจากอึดอัดกันมานาน

วิถีชุมชน วัฒนธรรมชุมชนนั้นมีผลกระทบในหลายแง่มุม หากไม่ทำกิจกรรมเราก็ไม่เห็นมุมแบบนี้  หลักการทางวิชาการที่บริสุทธิ์นั้น เป็นเพียงเจตนาที่ดี แต่วิธีการที่เหมาะสมนั้น อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ทางวิชาการแนะนำก็ได้....

ผมคิดเช่นนั้นครับ...     

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เก็บตกงานพัฒนา



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

มีมุมมองละเอียดมากที่เรานึกไม่ถึงนะคะ 

เขียนเมื่อ 

สวัดีค่ะ

... อ่านสังคมชุมชนนั้น ให้พิจารณาที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  การพิจารณาในกรอบนี้ได้ประโยชน์มากทีเดียว...

เห็นด้วยอย่างยิ่ง นะคะ ...

- "วิถีชุมชน" คือ วัฒนธรรม ที่ชุมชน ได้ร่วมกันสร้างและยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา จนเป็นวัฒนธรรม"

- ขอให้อาจารย์  ทำงานสำเร็จ ดังตั้งใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

 หลักการทางวิชาการที่บริสุทธิ์นั้น เป็นเพียงเจตนาที่ดี แต่วิธีการที่เหมาะสมนั้น อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ทางวิชาการแนะนำก็ได้....

ข้อนี้จริงยิ่งกว่าจริง ....และหลักวิชาการก็ทิ้งไม่ได้ มีหลายวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายเดียวกันต้องเลือกให้เหมาะสม

ยินดีด้วยค่ะที่กำลังจะสำเร็จ ขอให้ประสบความสำเร็จเร็ว ๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

ใช่ครับคุณโอ๋ครับ ความจริงของเรื่องนี้ยังมีอีกครับ เป็นความสัมพันธ์คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติครับ พูดแล้ว หลายท่านว่างมงาย ไร้สาระ แต่มันเป็นจริงคือ  หมู่บ้านนี้มีความเชื่อเรื่อง "ปอบ" มาก เป็นความเชื่อของคนในชุมชน  หลายคนติเตียน แม้คนใน อ.ดงหลวง รุ่นใหม่ ก็กล่าวเช่นนั้น  แต่เราไม่ได้ไปตั้งหน้าพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มี แต่ต้องยอมรับว่า  สิ่งนี้ มีผลต่อพฤติกรรมของคนในชุมชน นั่นคือสิ่ที่เราต้องเข้าใจ และคิดอ่านในการหาทางออก  มีการพูด กล่าวแบบไม่เปิดเผย และยากที่คนในชุมชนจะพูดเช่นนั้น แต่ก็ออกมาแบบระมัดระวังมากๆ คือ การเก็บเงินไม่ได้ แล้วจะไม่ไปทวงอีก เพราะ "กลัวเขาจะเอาปอบมากระทำ" คนอย่างเรานั้น ตั้งสมมุติฐานมานานว่าเป็นเรื่องกล่าวอ้าง หรือเป็นเรื่องจริง  เราสรุปว่าเป็นเรื่องจริง เขากลัว ปอมมากระทำต่างๆนานา ประกอบกับเหตุการณ์อื่นๆที่นำมา อ่าน พฤติกรรมของชุมชน ความเชื่อของชุมชน .....  เล่นเอามึนไปเลย คนนอกอย่างผม อย่างเพื่อนๆที่มาทำงานพัฒนา... เมื่อประเด็น ที่ผมเสนอว่า เอาคนนอกมาเก็บค่าน้ำ  เหมือนปลดเปลื้องอะไรบางอย่างออกจากอกครับ.... คุณโอ๋ครับ

 

เขียนเมื่อ 

ดร.Joy ครับ แต่ก่อนผมไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องวัฒนธรรมชุมชน มากนัก แต่นับวันผมจะเึารพและให้ความสำคัญมาก พยายามทำความเข้าใจ อ่านให้ออก หรือ ถอดระหัสให้ออกว่า สิ่งที่ชุมชนทำ คนในชุมชนทำนั้น หมายความว่าอย่างไร มันไม่ใช่ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมของชุมชนเท่านั้น มันผสมผสานระหว่าวของใหม่ และของเก่า ผันแผรไปตามการเปิดของชุมชน หรือการรับเอาวัฒนธรรมภายนอกเข้าไปมากน้อยแค่ไหน  เมื่อทุกหมู่บ้านมีไฟฟ้าหมดแล้ว วัฒนธรรมใหม่ๆเข้าไปมากมาย จนหลายครั้งเราเห็นคนในมีสองด้านในการแสดงออก  การทำงนของเรา ยุ่งยากมากขึ้นที่จะอ่านเรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าใจครับ....

เขียนเมื่อ 

ท่าน GD ครับ เห็นด้วยว่าหลักการทิ้งไม่ได้ แม้ว่าผมจะคลุกคลีชนบทมานานแต่ผมก็แสวงหาความรู้เชิงวิชาการมากขึ้น เพราะอยากรู้ว่าทางวิชาการอธิบายเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร  หลายเรื่องวิชาการจะเป็นปัญญาชี้นำครับ เพียงเราต้องรู้จักปรุงหลักการให้เหมาะสมกับชุมชนนั้นๆ หมู่บ้านนั้นๆ เหมือนตำน้ำพริก รสชาดของน้ำพริกปักษ์ใต้กับอีสานต่างกัน แต่องค์ประกอบหลักๆเหมือนกัน คล้ายกัน  คุณหมอ intern จึงต้อมีคุณหมอพี่เลี้ยง นักพัฒนาใหม่จึงต้องมีพี่เลี้ยง นักศึกษาใหม่จึงต้องมีพี่พี่มาช่วยแนะนำหลายๆเรื่อง  เห็นด้วยครับว่าจะต้องไม่ทิ้งหลักการครับ