เราไม่จำเป็นต้องลืม การลืมไม่ได้ทำให้เราสง่างาม หรือเข้มแข็งไปได้ การให้อภัยต่างหากคือปัจจัยหนุนนำให้เราเข้มแข็งและสง่างาม

(1)

 

    วันเสาร์ที่แล้ว (14 กันยายน 2556)
    เป็นวันที่ผมยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มไป หัวเราะขบขันตัวเองไปเบาๆ ราวกับคนบ้าเพ้อพร่ำ และเต้นระบำยังไงยังงั้น

    ผมอยู่กับพี่ๆ ต่างวิชาชีพหลายๆ คน 
    เรามีนัดถกคุยในเรื่องภารกิจชีวิตหลายประการ  บรรยากาศแรกเริ่มก็สดชื่น รื่นเริงไม่ใช่ย่อย แต่พอตกบ่ายคล้อย ต่างคนเริ่มรู้สึกตึงๆ กับการร่ำสุราผสมน้ำและโซดา จึงเริ่มถกคิดและพูดคุยกันเสียงดังขึ้น

    สารภาพได้เลยครับว่าผมแทบไม่ดื่ม -
    มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมปลีกตัวออกมากับพี่ชายท่านหนึ่ง  เราสองคนหลบอุณหภูมิร้อนเข้าไปในห้องคาราโอเกะ  โดยมีเจ้าของร้านทำอาหารพิเศษมาให้ทานแบบฟรีๆ ...

     เปิดห้องทั้งที จะไม่ร้องเพลงได้ยังไง –พี่ชายท่านนั้นหยิกแซวผมอย่างเป็นกันเอง เพราะแกรู้ดีว่าผมไม่ชอบร้องเพลง  หรือจะเรียกว่า “ร้องเพลงไม่เป็น” ก็ไม่ผิด (ซึ่งแกเองก็มีชะตากรรมเดียวกัน 555)

     รวบรวมความกล้าอยู่เป็นนาน  ปล่อยให้พี่ชายท่านนั้นร้องนำร่องตกคลองไปก่อนเพลงสองเพลง ผมจึงกลั้นจิตกลั้นใจหลับหูหลับตาร้อง (ซะงั้น !)

      ส่วนเพลงที่ถูกผมนำมาเป็นหนูทดลองในบ่ายอันร้อนอบอ้าวนั้นก็คือ “จงรัก”

 

(2)

 

ครับ, ผมเปลือยหัวใจสารภาพตรงนี้เลยว่าผม “หลงรัก” เพลง “จงรัก” อย่างมหาศาล หลงรักราวกับชายหนุ่มกำลังมีรักแรกยังไงยังงั้นเลยทีเดียว ยิ่งได้ฟังในหลายๆ เวอร์ชั่น ยิ่งก่อเกิดห้วงคิดและจินตนาการในหลากเรื่องราว

       แน่นอนครับ-ผมมักพูดเสมอว่า “ชีวิตของคนเรา ล้วนเติบโตและหยัดยืนมาจากอดีต”
            อดีตในทุกรูปลักษณ์ล้วนเป็นผลลัพธ์ของปัจจุบันด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าอดีตที่ว่านั้นจะอยู่ในรูปลักษณ์อันหวานชื่น หรือหม่นเศร้า

         ครับ- เราไม่จำเป็นต้องลืม การลืมไม่ได้ทำให้เราสง่างาม หรือเข้มแข็งไปได้ การให้อภัยต่างหากคือปัจจัยหนุนนำให้เราเข้มแข็งและสง่างาม  ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึงการให้อภัยกับตัวเอง หรือให้อภัยกับคนรอบข้างเราด้วยนั่นแหละ

“โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใครในอดีต”
....คำร้องขอที่เคลือบข้นด้วยความรักและความเศร้าหมองอยู่ในที  มันเหมือนกับคนรักซักคนที่กลับมาหาเราด้วยสภาพอิดโรย แล้วโผเข้ากอดเราอย่างไม่เขินอาย  ก่อนจะร่ำไห้อออกมาราวกับจะขาดใจ  พร้อมๆ กับเอ่ยคำวิงวอนอย่างแผ่วเราราวกับคนกำลังหมดแรงว่า  “โปรดอย่าถามว่าฉันไปไหนมา...และเจออะไรมาบ้าง....(ฉันเหนื่อย)”

 

(3)

 

“ รู้ไว้อย่างเดียว เดี๋ยวนี้รักเธอ และรักตลอดไปรักมากเพียงไหน กำหนดวัดได้เท่าดวงใจฉัน”

      แน่นอนครับ ความรักเป็นนามธรรม หากแต่ในความเป็นนามธรรมนั้น กลับมีตัวตนให้เราแตะต้องสัมผัสได้ผ่านวิธีการต่างๆ นานา   
      ในยามที่เรามีรักแท้เท่านั้น   เราถึงจะรับรู้และสัมผัสได้ว่า “นามธรรม” ที่ว่านั้นมันคืออะไร  อย่างน้อยก็จะรู้ได้เลยว่า “รักเท่าดวงใจ” หรือไม่ก็ “รักเท่าชีวิต” ...คืออย่างไร

     ครับ-ฟังดูเหมือนนิยาย แต่ใครจะปฏิเสธล่ะครับว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น

(4)

จงรัก -
ครับ- จงรักด้วยหัวใจ
รักในความเป็นคนของความรัก
รักในอดีตกาล-วันนี้-และพรุ่งนี้
ในยามเขาจ่อมจมกับอดีต ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกกระทำโดยใคร  หรือแม้แต่เราทำให้เขาจ่อมจมอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัวก็เถอะ เราก็ต้องอยู่กับเขาในห้วงสถานการณ์ของความหม่นเศร้านั้นๆ
เพราะความรักสอนให้เรา “รัก” และ “จงรัก” (ภักดี) ต่อสิ่งที่เรา “รัก”

(5)

http://www.youtube.com/watch?v=O5ajcJFoKdo (สุเทพ  วงศ์กำแหง)
http://www.youtube.com/watch?v=4vpLBt-xF3A (พิงค์แพนเตอร์)
http://www.youtube.com/watch?v=mm9T5KhfPOY (ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล)
http://www.youtube.com/watch?v=8iyuTwN8E1g (มาช่า)

....

 

โปรดอย่าถาม..ว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต
และโปรดอย่าถาม ว่าอดีตฉันเคยรักใคร
รู้ไว้อย่างเดียว เดี๋ยวนี้รักเธอ และรักตลอดไป
รักมากเพียงไหน กำหนดวัดได้เท่าดวงใจฉัน
อย่าเพียรถาม ว่าฉันรัก เธอนานเท่าใด
ฉันตอบไม่ได้ ว่าฉันรัก ชั่วกาลนิรันดร์
เพราะชีวิตฉัน คงไม่ยืนยาว ไปถึงปานนั้น
รู้แต่เพียงฉัน หมดสิ้นรักเธอ เมื่อฉันหมดลม