คนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินคำว่า เกิดมาใช้กรรม ใครมีต้นทุนทางกรรมดีสะสมไว้มากในชาติก่อนก็จะได้รับอานิสงค์ทางด้านที่ดีในชาตินี้ ส่วนใครที่มีต้นทุนสะสมทางกรรมชั่ว (ไม่ดี) ไว้มากในชาติก่อนก็จะได้รับผลกรรมทางด้านไม่ดีในชาตินี้ เป็นวัฏจักรหมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นบริบทที่สะท้อนออกมาถึงมุมมองความสวยงามในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ ได้เป็นอย่างดีดังวาทกรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

 

             ทุกคนเกิดมาเกี่ยวเนื่องจากกรรม  กรรมที่ได้ทำสั่งสมเอาไว้ทั้งนั้นเป็นปัจจัยเหตุสำคัญที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ถึงแม้ว่า เราจะเกิดมาจากกรรมที่ได้กระทำไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม (เก่า) เพียงอย่างเดียว หากแต่เรายังสามารถสร้างกรรม (ใหม่) ในปัจจุบันด้วย

 

            กรรม (เก่า) เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับในความเป็นจริง และรับผลไปตามสภาพ เกี่ยวเนื่องจากกรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ตนเองได้ทำสั่งสมเอาไว้ ไม่มีใครมารับแทนได้ หรือพูดให้เข้าใจโดยง่าย ๆ ก็คือ เราไม่สามารถผลักภาระ (กรรม) หรือโอนไปให้คนอื่นรับแทนได้ แต่สิ่งสำคัญในทางพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเน้นก็คือ กรรมในปัจจุบัน เราไม่สามารถนั่งไทม์แมชชีน (Time machine) ย้อนเวลากลับไปลบกรรม (ชั่ว) ในอดีตได้ แต่เราสามารถสร้างกรรมดีในปัจจุบันเพื่อชดเชย (แก้) กรรมเก่าได้ แต่กรรมดีที่เราทำในปัจจุบันนั้นจะเป็นการไปแก้ ผลที่เกิดจากกรรมเก่า ไม่ใช่ไปแก้ที่ปัจจัยเหตุแห่งกรรม เกี่ยวเนื่องจากปัจจัยเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกรรมเก่าไม่สามารถแก้ได้

 

กรรมดีในปัจจุบันนั้น...ท่านว่านำมาแก้ผลที่เกิดจากกรรมเก่า

 

             สมมติว่า : ตัวเราเปรียบเสมือนโอ่งน้ำใบหนึ่งที่ว่างเปล่า...

         -  หากเราทำกรรมชั่วเปรียบเสมือนหมึกสีดำที่หยดลงไปในโอ่งใบใหญ่ และ

         -  หากเราทำกรรมดีเปรียบเสมือนน้ำสะอาดบริสุทธิ์

  

             ดังนั้น...หากว่าเราทำกรรมชั่วหมึกสีดำก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ...แต่หากว่าเราทำกรรมดีน้ำสะอาดบริสุทธิ์ก็จะไปละลายเจือจางหมึกดำนั้น

             และหากว่าเราไม่สร้างกรรมชั่วอีก...ทำแต่กรรมดีหมึกดำ (กรรมชั่ว) นั้นก็จะเจือจางไปเรื่อย ๆ...จนมองเห็นแต่น้ำสะอาดบริสุทธิ์ในโอ่ง (ตัวเรา) นั้น...

 

                แต่ประเด็นสำคัญก็คือ...หมึกดำ (กรรมชั่ว)...ที่อยู่ในโอ่งใบใหญ่ในตอนแรกไม่ได้หายไปไหน...เป็นแต่เพียงว่าน้ำสะอาดบริสุทธิ์  (กรรมดี) ที่เราเติมลงไปนั้นไปเจือจางจนทำให้มองไม่เห็น...

               ในกรณีเช่นนี้...หากเราทำกรรมดี (น้ำสะอาดบริสุทธิ์) เพิ่มขึ้เรื่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้กรรมชั่ว (หมึกดำ) นั้นเจือจางลงไปเรื่อย ๆ ...จนในที่สุดก็มองไม่เห็นหมึกดำนั้น (แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน)...เปรียบเสมือน...กรรมดีที่นั้นไปกดทับกรรมชั่วไม่ให้ส่งผล...จนในที่สุดหากกรรมชั่วมีน้อยนิดก็อาจจะกลายไปเป็นอโหสิกรรมหรือเป็นเพียงเศษกรรมที่ส่งผลเพียงน้อยนิด...

 

 

             ยกตัวอย่าง: ในกรณีขององคุลิมาลนั้น องคุลิมาลได้ฆ่าคนไปมากกว่าพันคน  ดังนั้นกรรมจากการฆ่าคนย่อมสั่งสมเป็นกรรมชั่วมากมาย ผลของกรรมรอวันสะท้อนกลับอย่างรุนแรง แต่เกี่ยวเนื่องจากภายหลังองคุลิมาลได้บวชเป็นพระองคุลิมาล และบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ แต่กระนั้นผลวิบากที่เกิดจากการฆ่าคนไปเป็นจำนวนมากก็ยังส่งผลสะท้อนกลับมาถึงท่าน แต่เหลือเพียงแค่เศษกรรมเท่านั้น กล่าวคือ เมื่อท่านไปบิณฑบาต หากมีใครขว้างปาสิ่งของอันใดแม้จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาที่จะขว้างปาไปยังท่าน แต่สิ่งของต่าง ๆ เหล่านั้นก็มักจะลอยตกกระทบทำให้ศีรษะท่านแตกเลือดอาบ

 

               ในกรณีของพระองคุลิมาล นี่ขนาดท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ผลกรรมก็ยังสะท้อนกลับมา แต่ก็เป็นเพียงเศษกรรมเท่านั้น ในขณะที่เราเป็นมนุษย์ปุถุชน แล้วไปก่อกรรมทำชั่วไว้มาก ลองนึกดูว่าผลกรรม (ชั่ว) จะสะท้อนกลับมามากมายมหาศาลเพียงใด ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ เราไม่สามารถรู้ด้วยสามัญสำนึกได้ว่า กรรมชั่วที่สั่งสมของเรามีมากมายเพียงใด (ไม่มีข้อมูลตัวเลขเก็บสถิติบอกเอาไว้) แต่สิ่งที่เรารู้ได้ก็คือ ในปัจจุบันนั้นเราได้กระทำกรรมชั่วหรือกรรมดีเอาไว้

              

               ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนอนิจจัง การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น จากวาทะกรรม "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ได้กลายพันธุ์เปลี่ยนเป็นทัศนะคติใหม่ในทางสังคมที่เราคงเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ คือ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งบริบทที่เปลี่ยนไปดังกล่าวนี้เป็นลักษณะออกแนวประชดประชันสังคม ทั้ง ๆ ที่บางครั้งคนที่ทำดีแต่อานิสงค์ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปในทางที่ดี แต่ คนที่ทำชั่ว (ไม่ดี) กลับได้รับผลกลับมาในทิศทางตรงกันข้าม หรือว่านี่คือบททดสอบสำหรับคนที่ทำดี แต่บางครั้งบางเวลา ระยะเวลาที่ทดสอบก็ทอดยาวจนเกินไป หากไม่มีจิตใจที่มุ่งมั่นและเข้มแข็งแล้ว ก็ยากที่จะก้าวข้ามพ้นผ่านไปได้เพราะ...

 

             ไม่มีใครที่รู้เห็นช่วงชีวิตในอดีตของแต่ละคนว่าเคยทำกรรม (ดีหรือชั่ว) ไว้อย่างไร ดังนั้น

                       กรณีที่ ๑: หากว่าปัจจุบันเราได้เห็นเขาคนนั้นทำกรรมชั่วเอาไว้มากมาย แต่ขณะปัจจุบันกลับยังเสวยสุข ได้ดิบได้ดี รวยเอา ๆ อาจเป็นเพราะ ในอดีตของเขา (ที่เราไม่เคยเห็น) อาจจะเคยก่อกรรมดีสั่งสมเอาไว้ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะนั่งไทม์แมชชีน (Time machine) ย้อนกลับไปดูในอดีตได้

 

                      กรณีที่ ๒ : หากปัจจุบันเราได้เห็นเขาคนนั้นทำกรรมดีเอาไว้มากมาย แต่ขณะปัจจุบันกลับมีแต่สิ่งที่ร้าย ๆ เข้ามาในชีวิตทั้ง สูญเสียในสิ่งที่รัก มีโรคภัยไข้เจ็บ จนลง ๆ เป็นต้น อาจเป็นเพราะ ในอดีตของเขา (ที่เราไม่เคยเห็น) อาจจะเคยก่อกรรมชั่วสั่งสมเอาไว้ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะนั่งไทม์แมชชีน (Time machine) ย้อนกลับไปดูในอดีตได้

 

                เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปดูในอดีตได้ว่า คนเหล่านั้นได้ทำกรรม (ดีหรือชั่ว) เอาไว้อย่างไรบ้าง เราสามารถที่จะเห็นก็แต่เฉพาะในปัจจุบันที่เราได้รู้จักและคบกับเขา แต่ ในท้ายที่สุด การทำกรรมในปัจจุบันก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับดุลยภาพโดยการสั่งสมกรรมทั้งหมดที่ผ่านมา เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับสมดุลแห่งกาล (เวลา) และสะท้อนออกมาในสมดุลแห่งชีวิต (ปัจจุบันที่เป็นอยู่) เป็นวัฏจักรไปเรื่อย ๆ ...

 

 

                หลาย ๆ เหตุการณ์ในหลาย ๆ ครั้งเราจะเห็นได้ว่า คนชั่วยังคงลอยนวลกฎหมายยังไม่สามารถเอาผิดและทำอะไรได้ แต่ถ้าหากว่าเราเข้าใจและตั้งมั่นในศีลธรรมและคุณธรรมแล้ว ขอให้เชื่อเถอะว่า แม้กฎหมายจะยังคงไม่สามารถเอาผิดและทำอะไรกับพวกคนชั่ว (ไม่ดี) ได้ แต่กฎแห่งกรรม นั้นมีจริง ถึงแม้ว่าพวกคนชั่วเหล่านั้นจะหลบพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมาย (ที่สร้างขึ้นจากมนุษย์) ได้ แต่จะไม่สามารถที่จะหลีกพ้นจากกฎแห่งกรรม (กฎธรรมชาติ)ไปได้

 

*****************************************************************

 

              อาจารย์สั่งให้องคุลิมาลไปฆ่าคนให้ครบพันคน แต่เมื่อแรกเริ่มฆ่าไปแล้วเกิดสับสน จำไม่ได้ว่าได้ฆ่าคนไปแล้วเท่าไหร่ ภายหลังองคุลิมาลจึงเริ่มนับใหม่โดยการตัดเอานิ้วมือของคนที่ถูกฆ่ามาร้อยเป็นพวงมาลัย เพื่อง่ายต่อการนับ       

 

              กรรมนิยาม (Moral Laws) เป็นกฎแห่งกรรม การกระทำกรรม อันทำให้เกิดพัฒนาการและวิวัฒนาการทุกด้าน เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรม เป็นกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ กินลึกลงไปถึงกระบวนการแห่งเจตน์จำนง หรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องประสานกัน...ซึ่งกฎแห่งกมมนี้เป็นเรื่อง  “ อจินไตย

      

             กฎแห่งกรรม คือ ผลสะท้อนของกรรมที่ได้เคยทำสั่งสมไว้ (ดี ชั่ว) ในอดีตกาล หรือที่เข้าใจกันโดยง่ายทั่วไปคือ ทำกรรมดีมีผลดี ทำกรรมชั่วมีผลชั่วนั่นเอง กรรมและผลของกรรม (วิบาก) นั้น แบ่งตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาได้ ๑๒ ข้อ โดยแบ่งเป็น ๓ หมวด ๆ ละ ๔ ข้อ  กล่าวคือ

            หมวดที่หนึ่ง : กรรมที่ให้ผลตามกาล (เวลา) มี ๔ ข้อ

             -     กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม)

             -      กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า (อุปัจชชเวทนียกรรม)

             -      กรรมที่ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป (อปราปรเวทนียกรรม)

             -       กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว/ไม่มีผล (อโหสิกรรม)

           หมวดที่สอง : กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ มี ๔ ข้อ

             -        กรรมแต่งให้เกิด (ชนกกรรม)

             -        กรรมสนับสนุน (อุปัตถัมภกกรรม)

             -        กรรมบีบคั้น (อุปปีฬกกรรม)

            -        กรรมตัดรอน (อุปฆาตกรรม)

          หมวดที่สาม : กรรมที่ให้ผลตามลำดับมี ๔ ข้อ

            -       กรรมหนัก (ครุกรรม)

            -        กรรมใกล้ตาย (อาสันนกรรม)

            -        กรรมที่ทำบ่อย ๆ (อาจิณณกรรม)

 

            -        กรรมสักว่าทำ (กตัตตากรรม)

 

  อ้างอิง : 

 

บรรจบ บรรณรุจิ. (๒๕๓๘). ปาฏิหาริย์ : สื่อการสอนธรรมของพระพุทธเจ้าและพระสาวก.

                    กรุงเทพมหานคร : กองทุนศึกษาพุทธสถาน.

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (๒๕๓๑). กรรม : ตามนัยแห่งพุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร :

                    มูลนิธิพุทธธรรม.

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (๒๕๓๘ข.). พุทธธรรม : กฎธรรมชาติและคุณค่าสำหรับชีวิต.

                     กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล). (๒๕๕๐). รู้ทันกรรม รู้ทันโลก (พิมพ์ครั้งที่ ๑๕).

                     กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บ้านหนังสือโกสินทร์.

พุทธทาสภิกขุ. (๒๕๔๘). เรื่องกรรม: ในมุมมองของพุทธทาส. กรุงเทพมหานคร :

                       หจก.เพชรประกาย.

 

 

เครดิตภาพ : http://www.dhammasatta.org/private_folder/lotus.jpg