สงครามกลางเมืองในอียิปต์ การใช้อาวุธเคมีในจราจลที่ซีเรีย และการใช้กำลังตำรวจควบคุม สส กับการทุ่มเก้าอี้ ในรัฐสภาไทย ๓ เหตุการณ์นี้ ผมคิดว่าไม่เหมือนกับปรากฏการณ์ทั่วไป อีกทั้งมีความน่าสนใจ ชวนให้น่าคิดและน่าเรียนรู้จากสถานการณ์สังคม ได้หลายอย่าง .............

(๑) อียิปต์ ได้ชื่อว่าเป็นแอ่งอารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก มีส่วนต่อการเป็นแบบอย่างอ้างอิงทางการเมืองการปกครอง ที่พัฒนามาสู่สังคมประชาธิปไตยยุคใหม่ และเป็นต้นธารของงานทางปัญญาอีกหลายด้าน ที่มีอิทธิพลต่อสังคมวัฒนธรรมต่างๆ กระทั่งในยุคปัจจุบัน แต่ที่สุด ก็เกิดการใช้ความรุนแรง ที่ตรงกันข้ามกับความเป็นแบบอย่างสังคมเชิงอุดมคติอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว แต่เป็นการบอกถึงขีดจำกัดบางอย่างที่เกิดขึ้น แม้ในสังคมที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแบบ ที่หลายแห่งในโลกดำเนินตาม

(๒) การใช้อาวุธเคมีในจราจลที่ซีเรีย ที่เกิดขึ้นแม้ในท่ามกลางสังคมยุคใหม่ ที่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงถึงกัน  ข่าวสารแพร่กระจายให้ได้ร่วมรับรู้กันทั่วโลก อาวุธและอาวุธเคมี ก็เป็นการสนับสนุนและร่วมมือกันของกลุ่มระหว่างประเทศ ทุกอย่างเข้มแข็ง ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ แต่กลับบ่งบอกถึงความอ่อนแรงของระบบคุณธรรม ของการแข่งขันและช่วงชิงการเข้าถึงประโยชน์สูงสุด ที่สังคมยุคใหม่ทั่วโลกต่างมุ่งชูเป็นอุดมคติของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมตนเอง แต่ไม่สามารถคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของหมู่มนุษย์ในฐานะสังคมโลกด้วยกัน

(๓) การใช้กำลังตำรวจควบคุม สส รวมทั้งการทุ่มเก้าอี้ ในรัฐสภาไทย เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ใจผู้ชมเหตุการณ์ สื่อให้รู้ถึงความชอบธรรมที่ได้รับจากทัศนคติมวลมหาชน แต่หากพิจารณาใคร่ครวญให้ดีอีกทีหนึ่งแล้ว ก็จะต้องตระหนักว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ กำลังบ่งบอกถึงความไม่มีอยู่จริง ของการที่จะต้องยืนหยัดแก้ปัญหาส่วนรวมอันแตกต่างหลากหลาย ด้วยความเชื่อมั่นในระบบเหตุผล

แม้ในพื้นที่ซึ่งเชื่อกันว่าจะต้องปลอดจากความรุนแรงทั้งปวง ที่สุดก็ใช้เครื่องมือทางกำลังอำนาจเข้าจัดการกับภาวะกดดันต่อการหาทางออกด้วยเหตุด้วยผลกันไม่ได้ ของกลุ่มผู้ซึ่งถือเป็นตัวแทนของความขัดแย้งแตกต่างในสังคม เช่นนี้แล้ว ก็จะไปหวังและเพ้อฝันอะไรกันได้ต่อความรุนแรงทั้งปวงประดามี ที่กรุ่นอยู่ในสังคมภายนอก ทั้งไม่เกินที่จะคิดคาดการณ์ได้ว่าจะต้องมีอีกอยู่เรื่อยๆ

สิ่งเหล่านี้ ต่างก็เป็นปรากฏการณ์ที่ถักทอขึ้นบนวิธีคิดที่แยกส่วนชีวิตและสังคมอื่น จนเสมือนเป็นคนละส่วนจากตนเอง และความแตกต่าง ที่อยู่นอกเหนือจากความคิด ความเชื่อ การมุ่งบรรลุผลประโยชน์บนความสนใจและบนเงื่อนไขที่แตกต่างนั้น ต้องขจัดออกไป เพียงแต่ต่างวิธีการเท่านั้น

ต่างบริบท ต่างรูปการณ์ แต่กลับอยู่ในระนาบเดียวกัน ต่างเผชิญกับขีดจำกัดของการจัดการตนเองในสังคมในบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายของท้องถิ่นและของสังคมโลก เป็นการปรากฏขึ้นของแรงสั่นไหว จากการปะทะกันของความแตกต่าง และการเคลื่อนไหวหาความสมดุลลงตัว บนความเป็นจริงอันซับซ้อนมากขึ้น ที่สังคมยังไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสภาพที่ไม่เคยมีในอดีตอย่างนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วอย่างนี้ ไม่ต้องมีคำตอบและบทสรุปเบ็ดเสร็จ แต่ก็มีแง่มุมชวนให้เกิดการนำมาคิดใคร่ครวญ สะดุดความสนใจ เพื่อเกิดมิติเรียนรู้สถานการณ์ต่างๆไปด้วย ได้กำลังคิด และมีกำลังลงมือปฏิบัติสิ่งต่างๆ ให้สะท้อนการได้มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ก่อเกิดจิตใจอย่างใหม่ ได้พลังปัญญา และได้ความริเริ่มใหม่ๆ แม้เพียงบนสิ่งเล็กๆตรงหน้าของเรา.