ค่ายอาสาจึงถูกหลอม..... ให้มีความคิด  มีอุดมการณ์ถูกสั่งสม บ่มเพาะ เป็นเวลายาวนาน  วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปจบ

รังสีเทคนิคจึงเรียนต่อวิชาชีพครู สาขาชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  สงขลา ทันที่ที่จบเริ่มมี

ความฝันอยากเรียนต่อปริญญาโทจึงสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์  โดยลืมดูชะตาชีวิตของตัวเองว่าไม่มีงบ

ประมาณ จึงเลือกหนเข้าทำงานที่โรงพยาบาลตรัง วุฒิรังสีเทคนิคเป็นระยะ 1 ปี หลังจากนั้นหักเหชีวิตมาสอบบรรจุวุฒิใหม่

เป็นครูได้สมดั่งใจ ได้ทำงาน 3 ปีผ่านไปจึงค้น พบว่า ความฝัน อุดมการณ์  มิอาจนำมาใช่ได้กับความเป็นจริงในสังคม 

ความฝันกับความจริงมันแตกต่างกัน  ความรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้   และหมดกำลังใจมาก จึงขอลาศึกษาต่อปริญญาโทอีกครั้ง

เพราะมันคืออีกหนึ่งความฝัน      จึงหันหลังกลับไปยังสถาบันบันเดิมอีกครั้งในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ  เน้นชีวเคมี  

หาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   ครั้งนี้ ใช้เวลา  3  ปี จบปริญญาโทสมดั่งใจและได้เก็บอะไรมามากมาย ความอดทน ความมุ่ง

มั่น การแก้ปัญหา การกล้าที่จะต่อสู้เพียบพร้อมด้วยพลังใจ และไฟฝัน ฝันที่ไม่เคยทิ้งจะพัฒนาเยาวชนต้นกล้าให้เป็นคนดี

        ให้โอกาสเด็กที่ด้อยโอกาส   อาจจะบังเอิญหรือถูกสร้างมาได้มีชีวิตคู่กับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เหมือนสวรรค์เปิด

ทางได้มีโอกาสจัดกิจกรรมค่ายดั่งที่ปรารถนา เพราะสบการณ์สอนให้รู้ว่า “ค่ายสามารถ พัฒนาคน พัฒนาความคิด

พัฒนาทักษะชีวิต ให้เป็นคนเก่ง คนกล้า มุ่งมั่นที่จะทำความดี พร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม จึงอยากเอามาพัฒนา

นักเรียน   เพื่อสอนให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติ เห็นคุณค่าของสรรพสิ่งรอบกาย ฝึกการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย จัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้

วิถีชีวิตที่พอเพียง โดยพานักเรียนไปเข้าค่ายศึกษานอกสถานที่ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ  ภูเขา ทะเล หาดทราย น้ำพุร้อ

น ถ้ำ น้ำตก และอื่น ๆ อีกมากมาย ในจังหวัดตรัง เรียนรู้การอยู่อย่างพอเพียงเพียนรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อมจัดกิจกรรมค่าย

ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เน้นการใช้ชีวิตอย่างที่ทำร้ายทรัพยากรให้น้อยที่สุด เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย 5 R: Reuse Recycle

Refill  Repair  Refuse   พานักเรียนไปเรียนรู้ปรัชญาแห่งความพอเพียง โดยการเข้าค่ายจากชนเผ่าซาไกบาเทือกเขาบรรทัด

อยู่อย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตอยู่กับป่าโดยมีกินอย่างยั่งยืน เกลอสังข์หัวหน้าเผ่าสอนว่า “เก็บของป่ามากินมาใช้เอาแต่

เพียงพอกินถ้าเอาด้วยความโลภวันข้างหน้าจะไม่มีกิน” เรียนรู้คุณค่าของธรรมชาติ เรียนรู้คุณค่าวิถีไทย มาเป็นเวลา 10

ปีผ่านไปภัยเริ่มคุกคามหลายด้าน ป่าเริ่มหมดไปทุกวันอันตรายรอบด้านจึงหันกลับมาหาทางออกว่าจะสอนนักเรียนอย่างไรให้

รู้คุณค่าของความพอเพียง สวรรค์เมตตามีคนมาขายที่นารกร้างว่างเปล่าจึงตัดสินใจกู้เงินระลอกแรก 100,000 บาทเพื่อซื้อ

ที่ดิน เมื่อผ่อนหมดก็เป็นระลอกที่สอง 100,000  บาทเพื่อปรับปรุงพื้นที่และเริ่มสร้างป่า เพื่อสร้างคน แต่ก็ต้องรักษาตนให้

อยู่รอดได้ด้วยกำลังของตนเองโดยอาศัยความรู้ที่สั่งจากการพานักเรียนออกไปศึกษาธรรมชาติ การเรียนรู้จากชุมมาปรับใช้

ประกอบกับสามีจบปริญญาโท สาขาสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงผนึกกำกำลังร่วมมือร่วมใจปลูกป่าแบ

ผสมผสาน หรือวนเกษตร เลียนแบบป่าธรรมชาตินั้นคือมีพืชระดับล่างคลุมผิวดินดิน    พืชระดับล่างคือพืชที่ต้องการแสง

รำไร และระดับสูงคือพืชที่ต้องการแสงมาก รวมทั้งไม้เลื้อยหรือไม้เถาว์  และรวบรวมพันธุ์ไม้อย่างหลากหลายปลูกตามชนิด

ของกลุ่มพืชเพื่อให้ป่าอยู่ได้อย่างสมดุลพร้อมกับความสมดุลของชีวิตและครอบครัวและสามารถเผื่อแผ่สู่สังคมได้ จึงใช้

ภูมิปัญญาปลูกพืชดังนี้ เริ่มต้นจากพืชผักสวนครัวรั้วกินได้เลี้ยงชีพเป็นรายวันไม่ต้องซื้อกินตามวิถีแห่งความพอเพียง เช่นผัก

บุ้ง ผักกาด ผักกะเฉด หมากหมก  ผักเหมียง ขิง ข่า ขมิ้น พริก พลู ฯลฯ พร้อมกับพันธ์ไม้หายากเพื่อรักษาอนุรักษ์เอาไว้ก่อน

สูญหายไปจากโลกใบนี้ ปลูกพืชเศรษฐกิจยางพารา เพื่อเลี้ยงชีในวัยเกษียณอายุ      ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงาม

ในยามที่เข้าค่ายเรียนรู้ ใช้ประดับ ตกแต่ง เช่น ทำมาลัย จัดแจกัน ฝึกทักษะการคิดสิ่งประดิษฐ์จากต้นไม้ เป็นต้น ปลูก

พืชพันธุ์ไม้ตามความสอดคล้องของหลักสูตรการเรียนรู้หลักการจัดหมวดหมูตามหลักอนุกรรมวิธาน เพื่อการเรียนรู้ของ

นักเรียนจะได้เรียนโดยประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ภาพถ่าย เช่น หวายตะนอย หญ้าถอดปล้อง  สนสามใบ  ปลูกพืชผลทางการ

เกษตร  เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วยลองกอง จะได้ไม่ต้องซ้อคนอื่นเขาเราก็พอมีกิน พร้อมกับการเลี้ยงปลากึ่งธรรมชาติควบคู่

กันไป 14  บ่อ เงินเดือนที่ได้มาจึงไม่จำเป็นต้องใช้อะไรมากนัก จึงมีเพียงพอกับชีวิต....เริ่มก้าวสู้ความเหลือเฟือ