วันนี้ไปร้านตัดผมมาอีกแล้วครับ (ค้นหาเรื่องเดิมจากป้าย ตัดผม) ไปมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนแล้วไม่ได้ตัด (เพราะคิวยาว) คราวนี้ไปอีกครั้ง แต่เปลี่ยนวิธีไป โดยไม่ได้ขับรถไป แต่ขึ้นรถเมล์ไป

   ที่พิษณุโลกบริการรถเมล์มีเจ้าเดียวชื่อ "รถเมล์บ้านเรา"  การเดินทางจากม.นเรศวร (หนองอ้อ) เข้าไป ม.นเรศวร (สนามบิน) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ค่าบริการ 15 บาทสำหรับคนทั่วไป ถ้าเป็นนักเรียนหรือนิสิตในเครื่องแบบจะเสีย 11 บาท เท่านั้น

  รถเมล์ จากหนองอ้อ เข้าเมืองมี 2 สาย (เป็นสาย 12 ทั้งคู่) เป็นรถปรับอากาศ สายแรกไม่มี "แถบคาดสีแดง" วิ่งจากมอนอก ไป มอใน

  ส่วนสายที่สองมี "แถบคาดสีแดง" วิ่งจากมอนอก ไปสถานีขนส่งผู้โดยสาร จังหวัดพิษณุโลก ครับ

   ร้าน "ผมชาย" เป็นร้านเก่าแก่ ใช้อาคารของราชพัสดุ เริ่มเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ถึงบัดนี้ก็ 45 ปีแล้ว เจ้าของร้านมี 2 รุ่น ไม่ได้เป็นญาติกัน เจ้าของเดิมเซ้งกิจการให้เจ้าของใหม่ โดยชื่อร้านเหมือนเดิม

   เจ้าของใหม่นี้เข้าใจว่า ดำเนินกิจการมากว่า 20 ปีแล้วครับ

   ผมเดินทางมาพิษณุโลกครั้งแรกเมื่อปี 2527 และมาอยู่ทำวิทยานิพนธ์ในปี 2529 แต่มาทำงานจริงๆ ในปี 2530 ซึ่งปีหน้าก็จะทำงานครบ 20 ปี

   ตอนแรกๆ มาตัดผมที่ร้านนี้ยังไม่มี "ช่างตัดผมประจำ" แต่ไปวันนี้ผมเลือกช่างประจำที่ผมประทับใจที่สุด เพราะว่าแกจะคุยกับผมประจำทำให้ได้ความรู้

  ผมไปที่ร้านตอนประมาณ 10.45 น. แกกำลังตัดผม "หัวใหม่" พอดี ผมถามว่าจะต่อได้ไหม แกบอกต่อได้เพราะไม่มีคิวต่อไป (โทรศัพท์ไปจองคิวได้)

  พอแกตัดผมหัวนั้นเสร็จ แกก็ขออนุญาตผมไปทานข้าว ให้ผมรอก่อน เพราะว่าแกหวิวๆ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ (แกเป็นเบาหวาน)

   พอแกกลับมาก็ให้ผมขึ้นเก้าอี้ แล้วก็ขออนุญาต "ตัดผม" โดยใช้คำว่า "โทษนะครับ" (เริ่มตัด 11.45 น.)

   ผมลองซักประวัติแกว่า มาทำอาชีพตัดผมได้อย่างไร แกก็เล่าว่า เดิมทำไร่ทำสวน บริเวณที่จับจองที่ไม่มีโฉนด ต่อมาเห็นเพื่อนเป็นช่างตัดผมก็อยากเป็นมั่ง เพราะว่าไม่ต้องอยู่กลางแจ้ง ทำงานในร้าน และอีกเหตุผลหนึ่งคือแกไม่ได้เรียนหนังสือ ทำอาชีพนี้ก็น่าจะดี

  แกก็มาฝึกตัดผมตอนอายุ 18 ปี (ประมาณปี 2504) สมัยนั้นแกต้องไปจ้างเขาสอน แกขายฝรั่ง (ผลไม้) 100 ผล ได้เงิน 3-5 บาท แกต้องเอามาขายครั้งละ 1,000 ผลขึ้นไปถึงจะคุ้ม

   พอแกเก็บเงินได้ 300 บาท แกก็เอามาให้ช่างตัดผม เป็นค่ายกครู เขาก็ให้เข้าไปช่วยงานในร้าน ช่วยเลี้ยงลูกและตักน้ำ (ยังไม่มีประปา) ร้านตัดผมที่แกไปเรียนนั้นอยู่แถวม.นเรศวร (สนามบิน) เดิม

  แกไปสังเกตการตัดผม และช่วยงานในร้าน เกือบ 2 ปี ถึงจะตัดผมเป็น ตอนแกอยู่ในร้าน นานๆ จึงได้ตัดผมนักเรียนครั้งหนึ่ง ใช้"บัตตาเลี่ยน"มือ

  พอแกว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ใช้บัตตาเลี่ยนไถไปตามขนมือและขนขา ช่วงนั้นแกเลยไม่มีขน

  ช่วงที่ไปเรียนที่ร้านนี้ ถึงเวลาทานข้าวก็ไปทานที่บ้าน และตอนช่วยเขาตัดผมก็ไม่ได้สตางค์

   พอแกเรียนจบจากร้านตัดผมนี้ แกก็ไปฝึกตัดผมที่ร้านแถว "โคกมะตูม" คราวนี้แกได้ส่วนแบ่งเป็นค่าตัดผมบ้าง

  แล้วแกก็วนเวียนทำงานตัดผม อยู่ที่ร้านแถวๆ ในเมืองพิษณุโลกนี่แหละ เป็นเวลาประมาณ 40 ปี

  แกบอกว่ามาตัดผมที่ร้าน "ผมชาย" ได้ 10 กว่าปี ก่อนหน้านั้นก็ทำงานตัดผมในโรงแรม "อัมรินทร์" (ในเมือง)

  ในประวัติของแกที่ผมได้ข้อคิดก็คือ

  • เนื่องจากแกไม่ได้เรียนหนังสือ จึงต้องยึดอาชีพที่เป็นภาคปฏิบัติ เป็นช่างตัดผม
  • สมัยก่อนไม่มีโรงเรียน แกก็ต้องอาศัยเรียนตามร้านช่าง และต้องมีค่าจ้างครูสอน
  • กว่าจะเรียนจบได้ ใช้เวลาเกือบ 2 ปี แถมไม่มีใบประกาศ หรือเกียรติบัตรอะไร
  • แต่ก็เอาความรู้ภาคปฏิบัติมาหากินได้อีก 40 กว่าปี (เรียนเกือบ 2 ปี)
  • แกทำอาชีพนี้เลี้ยงภรรยา และลูกๆ 2 คน ซึ่งบัดนี้โตไปมีครอบครัวหมดแล้ว
  • สมัยก่อนถือว่า "ศีรษะ" เป็นของสูง ดังนั้นก่อนแกจะตัดผม แกต้องขอโทษ เจ้าของ "ศีรษะ" ก่อน
  • การมีสัมมาคารวะ ก็ทำให้ยั่งยืนในอาชีพ นอกเหนือจากอุตสาหะ  (แต่ถ้าจะเจริญในอาชีพ ต้องมีความซื่อสัตย์ นะครับ..)