สวัสดีครับท่านพี่มนุษย์หมาป่า
สบายดีนะครับพี่ ส่วนผมสบายดี เร็วๆนี้ได้ดูหนังของท่านพี่เรื่อง The Woverline แล้วดีมากๆ (ตอนแรกไม่อยากดู แต่มีคนบอกว่าดีเลยไปดู) ดูแล้วก็ได้รู้จักตัวตนของท่านพี่มากขึ้น ต้องขอชมครับท่านพี่ว่า ท่านพี่เป็นฮีโร่ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ ผมว่าคนทั้งโลกต้องได้แง่คิดดีๆ จากการดูหนังของท่านพี่ครับ

อ๊อลืมบอกพี่ไปผมเป็นนักวิชาการ ถ้าพี่จำได้.. ผมเองเป็นอาจารย์สอนด้าน Appreciative Inquiry (AI) ครับ คือเป็นศิลปะการถามเรื่องดีๆ เพื่อให้ได้เรื่องดีไปขยายผลให้มันดียิ่งขึ้น ผมมีเว็บครับพี่คือ www.aithailand.org จะเป็นเรื่องราวของ AI แบบลึกๆไปเลย.
ผมเองนอกจากสนุกตื่นเต้นแล้ว ผมเองยังได้แง่คิดอยู่เรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องแรงจูงใจ (Drive ไดร๊ฟ์) ที่นำมาสู่ความสำเร็จมาให้พี่อย่างโดดเด่นครับ Danial Pink นักคิดระดับโลกว่าไว้ดังนี้ครับพี่ จากการศึกษาคนที่เก่งระดับเทพ แถมมีชีวิตที่ดีนั้น มีพฤติกรรมหลักคือ
1. Purpose (เพอร์โพส) คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย.. รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร...
2. Masterly (มาสเตอร์ลี่) คือความรู้ความเชี่ยวชาญ ประมาณว่าถ้าเราค้นพบว่าเรารักเราชอบอะไร แล้วมันทำให้ชีวิตมีความหมาย เราจะพัฒนาตนเองจนมีความเชี่ยวชาญมากๆ สุดๆ ขึ้นมาเอง
3. Autonomy (ออร์โตโนมี่) อิสระภาพ.. ยิ่งถ้าเรามีอิสรภาพ ได้คิดเองทำเองโดยมีฐาน Purpose และ Masterly จะยิ่งทำให้เราพบกับความสำเร็จอย่างโดดเด่นขึ้นมา
จากการดูหนังของท่านพี่ ผมเห็นวิวัฒนาการของท่านพี่เองตามนี้เป๊ะ... ชนิดเป๊ะเวอร์เลยครับ..
หนังช่วงแรก ของพี่ ประมาณว่าพี่เองหมดอาลัยตายอยาก.. พี่เลยหนีไปอยู่ป่า.. แน่นอนมีเลือกจะใช้อิสระภาพโดยขาดจุดมุ่งหมาย นั่นคือไม่ได้แสดงความสามารถในการพิทักษ์โลกออกมาสักนิด.. เป็นหมาป่าที่เปิดวิทยุฟังข่าวไปวันๆ.. จนต่อมาพี่เจอเหตุการณ์ที่นำไปสู่การพบกับความอยุติธรรม การรังแกการเอาเปรียบ.. ที่สุด “ต่อม” ความรักในความยุติธรรมของพี่ก็ถูกปลุกขึ้นมา.. แล้วพี่ก็เลยสามารถดึงเอาขีดความสามารถที่มีอยู่สุดๆ ออกมาต่อกรกับศัตรูได้.. ผ่านสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพที่จะคิดเองทำเองไม่มีใครมากำกับ.. ที่สุดพี่ก็กู้โลกได้อีกครั้ง..

จะว่าไปก็น่าเห็นใจศัตรูพี่นะครับ คนนี้พี่เคยช่วยชีวิตไว้ แต่เนื่องจากศัตรูท่านนี้มี Purpose ในชีวิตที่ผิด.. และได้นำอิสรภาพด้านการเงิน ด้านความรู้ไปใช้ในทางทำลาย ที่สุดก็สูญเสียอิสรภาพไปในที่สุด..
สรุปแล้วได้แง่คิดมากจริงๆค รับท่านพี่..
ในมุมมองของผมการค้น Purpose เป็นเรื่องสำคัญมากครับพี่ เป็นอะไรที่ยากพอควร ท่านที่สังเกตจากพี่ และดูจากคนอื่น รวมทั้งผมเอง มักเกิดขึ้นตอนที่เราเจออะไรที่ทำให้ได้ “ฉุกใจคิด” เจออะไรที่มันขัดกับความรู้สึกสุดๆ... ผมเองผมกลายเป็นคนที่สนใจ AI มากๆ รักค้นคว้าอยู่ตลอดเวลาก็ และได้เผยแพร่ความรู้นี้ฟรีๆ ออกสื่อต่างๆ อย่างสุดๆ ทั้งๆ ที่จะทำแบบเก็บเงินอย่างเดียวก็ได้..
ก็เพราะสมัยเรียนปริญญเอก.. มันลำบากมาก ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียนขณะกำลังค้นคว้าศาสตร์ต่างๆ ที่พอลงลึกไปเรื่อยๆ.. ปรากฏว่าเจอด่านเก็บตังค์.. งานวิจัยดีๆ พี่คิดกว่า 25 เหรียญ หนังสือบางเล่มเป็นพัน แทบท้อ.. แต่พอมาเจอ AI ตอนค้นคว้า ปรากฏว่าในเว็บของคนคิด AI ท่านแจกให้ฟรี เรียกว่ามีทุกอย่างที่คุณไม่มีวันได้จากศาสตร์อื่นๆ ซึ่งก็เห็นท่านสอนท่านทำบริษัทที่ปรึกษาไปด้วย แจกฟรีไปด้วย ท่านกลายเป็นกูรูของโลก มีชื่อเสียง มีคนเอางานท่านไปต่อยอดทั่วโลก กลายเป็นกระแสขึ้นมา อยากรวดเร็ว ผมเองเจอต้นแบบดีๆ และจบมาด้วยความใจกว้างของท่าน.. เลยเกิดจุดหมายดีๆในชีวิตคือ ต้องการเผยแพร่เรื่องดีๆ ให้คนไทยทราบครับ เลยสร้าง AI Thailand ขึ้นมาและก็พบกับความหมายของชีวิตจริงๆ เพราะสนุกมากๆ มีคนถามผมว่าทำไม ไม่กลัวคนอื่นลอกไปหมดเหรอ ไม่กลัวครับ ดีครับจะได้ช่วยเผยแพร่เรื่องดีๆ
แต่ที่ผมรู้สึกว่ามีความหมายจริงต่อชีวิตนี้คือ คือเราสอน MBA ครับ กลับมีโอกาสสอนให้คนในอาชีพแพทย์พยาบาล บางท่านเอาความรู้ AI ไปขยายผลเรื่องการลดโรคกลัวเข็ม แก้ปัญหาขี้ลืมให้ผู้ป่วย ทำเรื่องความเจ็บปวด ห้องคลอดก็มี.. สุดๆ ไหมครับ. รู้สึกว่าเรามีความหมาย มีความภาคภูมิใจสุดๆ..ที่ได้ช่วยสังคมในมิติที่เราเองก็คาดไม่ถึง
พอมี Purpose คุณจะอยู่กับมันทุกวัน ฝึกผีมือ และไม่ว่าจะมีอิสรภาพหรือไม่ (กรอบ) .. คุณจะหาทางสร้างอิสรภาพ คือการแหกคอกได้เอง
และสำหรับท่านที่ยังหา Purpose ไม่เจอ มีหลายวิธีครับ วิธีหนึ่งคือไปดูงาน ไปดูความลำบาก เช่นพระพุทธเจ้า สมัยเป็นเจ้าชาย ท่านเดินไปในเมืองไปเจอคนเกิดแก่เจ็บตาย ท่านเลยค้นพบเป้าหมาย ความหมายใหม่ของชีวิต นำมาสู่การเลือกฝึกตนเอง จนมีอิสรภาพไม่ต้องมาเกิดในที่สุด
ส่วนท่านที่ลำบากจริงๆ ไม่รู้ทำไง หา Purpose ไม่เจอสักที ผมว่าบางทีต้องอาศัยเวลา ตัวหนึ่งก็คือลองทำอะไรที่ชอบๆ ที่คุณทำได้ดีควบคู่กันไป ผมมีเพื่อนรักคนหนึ่ง เรียนทันตจุฬา เธอเองเรียนไม่ค่อยทันเพื่อนรู้สึกแย่ ถึงขั้นคิดจะลาออก แต่ความที่คิดว่าตัวเองชอบภาษาอังกฤษ เลยไปเรียนที่บริติช เคาซิล เธอเรียนได้ดี มีความสุข เธอก็เรียนมาเรื่อยๆ กลายว่าความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษของเธอหล่อเลี้ยงใจเธอในการเรียนทันตแพทย์ จนปี 5 เธอไปเจออาจารย์ผู้ใหญ่ใจดี ที่เธอประทับใจในบุคลิกภาพ เธอเกิดชอบอาจารย์ อยากเรียนและเป็นแบบอาจารย์.. ตอนนี้เธอกลายเป็นทันตแพทย์ที่ทำเรื่องศัลยศาสตร์ช่องปากและมีความสุขในอาชีพมากๆ.. แนวคิดหลังนี้คือ การหาเรื่องที่ชอบทำ แล้วค้นหาต้นแบบ ที่เป็นแรงบันดาลใจดีๆครับ ก็จะพบเอง
ท่านพี่ครับ สุดท้ายนี้ผมขอขอบพระคุณท่านพี่ ที่มากู้โลกเราอีกครั้ง แถมยังให้แง่คิดดีๆ กับพวกเรา ขอบคุณจากใจจริงๆ
ด้วยรักและเคารพ
ภิญโญ รัตนาพันธุ์
ผู้ก่อตั้ง AI Thailand
Reference:
The first picture is retrieved in Aug 8, 2013 from http://www.heavy.com/entertainment/2013/03/wolverine-movie-photos-images-official/
The second picture is retreived in Aug 8, 2013 from http://swishost.com/hugh-jackman-as-wolverine-wallpaper.html
เรื่องนี้อยากดูค่ะ. พออ่านบันทึกนี้ก็ยิ่งอยากดูค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
ขอบคุณครับอาจารย์..
ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว...
ชอบสำนวนชวนอ่าน ที่นำเรื่องยากมาเป็นเรื่องง่าย แทรกอารมณ์ขันชวนติดตาม ชื่นชมค่ะ
พี่หมาป่าจะได้อ่านใหมนี่ แต่ JJ อ่านแล้ว ชื่นชม ครับ
น.ส.กมลชนก กิจกสิวัฒน์
555740111-3
หนูชอบบทความตอนนี้ของอาจารย์มากค่ะ แปลกประหลาดและเท่ห์ดี ได้อ่านให้คุณแม่ฟังด้วยค่ะ
ส่วนของหนู ขอแชร์เรื่องราวดีๆบ้างนะค่ะ
"Coaching"
เรื่องที่ 1 เวลาที่รู้สึกตกต่ำ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดีขึ้น
เป็นเรื่องตอนที่ทำงานอยู่บริษัทขอนแก่นแหอวนค่ะ ตอนนั้นทำหน้าที่เป็นเซลล์ต่างประเทศ ซึ่งเราดูแลลูกค้าโซนตะวันออกกลาง พวกอิรัก อิหร่าน ดูไบ ซาอุ ประมาณนี้ค่ะ ออเดอร์แต่ละออเดอร์ตีเป็นเงินไทยมูลค่าเป็นหลักล้านขึ้นทั้งนั้น ปัญหาคือ หนูเสนอราคาผิด ซึ่งก็แจ้งราคาไปใหม่แล้วแต่ลูกค้าไม่ยอม เค้ามาขอส่วนลด เราจึงต้องไปบอกเจ้านาย เจ้านายก็ให้ลดเพิ่มให้ลูกค้าอีก 3 เปอร์เซนต์ แต่ด้วยความที่หนูเป็นเด็กเพิ่งจบใหม่ เพิ่งได้งานนี้ครั้งแรก หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากๆๆๆ และรู้สึกผิดที่เจ้านายต้องมาลดราคาสินค้าทั้งที่เป็นความผิดของเรา ถึงหนูจะบอกลูกค้าว่าลดเพิ่มให้ และลูกค้าโอเคแล้ว แต่หนูก็รู้สึกแย่และเสียใจมาก พอเดินออกมาจากห้องเจ้านายหนูก็มานั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะ
จุดเปลี่ยน
ห้องทำงานของแกอยู่ด้านหลังพวกเซลล์ทุกๆคน หนูไม่รู้ว่าเจ้านายเดินมาตอนไหน แต่แกเดินมาจากด้านหลัง ตบไหล่ แล้วก็บอกว่า "ไม่เป็นไร สู้ๆนะ" แล้วแกก็เดินไปเลย เท่านี้และค่ะน้ำตาไหลมาหมดเลย เพื่อนๆตกใจมาก เค้ารู้กันว่าหนูเสนอราคาผิด แต่ไม่คิดว่าเราจะร้องไห้ขนาดนี้ หลังจากครั้งนั้นเป็นต้นมา หนูใส่ใจเรื่องการเสนอราคามากขึ้นมาก เพราะตอนนั้นคิดว่านี่ขนาดเราเสนอราคาผิด และบริษัทต้องเสียรายได้ส่วนที่ควรจะได้เป็นมูลค่าตั้งเยอะ แต่เจ้านายยังให้อภัย จากเหตุการร์นี้เองทำให้หนูใส่ใส่รายละเอียดมากขึ้น และรักเจ้านายของหนูมากๆค่ะ ต้องขอขอบคุณ "คุณวินัย เสรีโยธิน" เจ้านายของหนู ซึ่งถึงแม้ว่าท่าจะไม่ได้ทำงานที่ขอนแก่นแหอวน และหนูไม่ได้เป็นเซลล์ที่นั้นอีกแล้ว แต่ท่านก็ยังจะเป็นเจ้านายที่ดีที่สุดในใจเสมอค่ะ
เรื่องที่ 2 เหตุการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้น
เป็นเรื่องตอนที่ทำงานอยู่ขอนแก่นแหอวนเหมือนกันค่ะ เพราะลูกค้ากลุ่มที่เราดูแลเป็นโซนตะวันออกกลาง พวกแขกจะค่อนข้างน่ากลัว ใจร้อน พูดจาเสียงดัง ไม่ค่อยมีมารยาท ตอนนั้นหนูต้องเข้าไปเช็คอวนในโกดัง เอาพวกเก่าอวนเสียมาชั่งกิโลขาย ซึ่งตอนนั้นลูกค้าซึ่งเป็นชาวอิรักเข้าไปเลือกอวนด้วย แต่ด้วยความที่อวนมีหลายชนิดมาก ตัวเลขที่ฝ่ายคลังจดให้จึงยาวเป็นหางว่าว หนูต้องเอาตัวเลขนั้นมากดเครื่องคิดเลขเพื่อรวมตัวเลขและบอกลูกค้า สถานที่ก็ไม่เอื้ออำนวยเพราะอยู่ในคลัง ทั้งร้อน และรีบ เพราะใหล้จะเลิกงานแล้ว คนงานก็อยากจะรีบกลับบ้าน หนูเองก็รน ทำให้หนูบวกเลข 2 ครั้งไม่เท่ากัน ลูกค้าโกรธมาก ด่าเราแบบสุดๆ ตะโกนว่าเราแบบสุดตัว ชี้มือด่าต่อหน้าคนงานเกือน 20คนทั้งคลัง เราจึงรวมอีกรอบนึง พอตัวเลขเท่ากันเราก็ขอแยกตัวออกมาเลย ตอนนั้นสมองเบลอไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว หนูไม่ได้กลับออฟฟิส แต่ไปนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าศาลพระภูมิของบริษัท รู้สึกเสียใจว่าเราก็ตั้งใจทำงานเต็มที่ เค้าน่าจะให้เกียรติกันมากกว่านี้ในสมองตอนนั้นคิดว่าถ้าหยุดร้องไห้ จะกลับไปบอกหัวหน้าว่าไม่เอาแล้ว หนูจะไม่ดูแลลูกค้าคนนี้แล้ว
จุดเปลี่ยน ตอนนั้นตอนเย็น เลิกงานพอดี พี่ที่แผนกวางแผนทอ ชื่อพี่สม กำลังจะกลับบ้านผ่านมาเห็นจึงมาคุยด้วย หนูเลยร้องไห้แล้วเล่าให้พี่แกฟัง หนูบอกว่าลูกค้าไม่ให้เกียรติและไม่เชื่อใจ ถ้าเป็นหัวหน้าของหนู ลูกค้าเค้าจะไม่กล้าด่าหัวหน้าอย่างงี้ นี่คงเป็นเพราะหนูเป็นเด็กใหม่ เค้าเลยไม่ให้เกียรติและไม่เชื่อมือ พี่สมเลยบอกว่า "เราก็ต้องพิสูจน์ให้เค้าเห็น ต้องพิสูจน์ให้เค้ารู้ว่าลูกคุณหนูอย่างเราก็สามารถทำงานให้เค้าได้ อย่าไปยอมแพ้ นาจี(ชื่อลูกค้า)เค้าก็เป็นคนอย่างงี้แหละ ถ้าเราสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ต่อไปเค้าก็จะไม่คุยกับใครเลยนอกจากเราคนเดียว" หลังจากนั้นหนูก็ได้คิด ตั้งสติ และพยายามลองเริ่มต้นใหม่ สุดท้าย สามารถทำได้ค่ะ ลูกค้าติดหนูมากๆ และหนูก็รู้ใจรู้ค้าด้วย พูดมาคำเดียวรู้เลยว่าเค้าหมายถึงอะไร ต้องการอะไร 1 ปีที่ขอนแก่นแหอวนได้อะไรเยอะมากจริงๆค่ะ หลังจากนั้นเข้มแข็งขึ้นเยอะค่ะ ขอบคุณเจ้านาย หัวหน้า ลูกค้า และเพื่อนร่วมงานดีๆทุกคนค่ะ
เรื่องที่ 1 “ตอนที่รู้สึกตกต่ำ แล้วถูกดึงให้ดีขึ้น”
ที่ บ้านเลี้ยงหมาอยู่ 2 ตัว ตัวที่จะพูดถึงเป็นหมาตัวแรก หนูได้มันมาตั้งแต่ตอนจะขึ้น ม.1 ตอนนี้อายุมันก็เกือบ 18 ปีแล้วซึ่งถือว่าแก่มากๆแล้ว ปัญหาก็คือ ในแก่มากและใกล้ตายด้วยโรคชรา และยังมีโรคลิ้นหัวใจรั่ว หมอก็สังเกตว่าอาจจะเป็นมะเร็งอีกเพราะมันมีก้อนเนื้อขึ้นมา ตอนนี้ต้องทำใจอย่างเดียว ก่อนหน้านี้หนูทำใจไม่ได้เลย วันๆนึงร้องไห้ไม่รู้กี่รอบเพราะทนรับสภาพมันไม่ได้ มันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ลุกขึ้นยืนเองไม่ได้ ต้องคอยพยุง ส่วนใหญ่ก็จะนอนทั้งวันเหมือนคนแก่ เวลาปวดอึปวดฉี่ก็เดินไม่ได้ บางทีก็ฉี่ราดอึราด ทุกวันนี้เก็บอึให้ทุกวัน บางทีก็นอนทับอึตัวเอง กินข้าวเองไม่ได้เพราะขากรรไกรไม่ค่อยทำงานแล้ว ต้องเอามือป้อนข้าวใส่ปาก เวลากินน้ำก็ต้องช่วยพยุงตัว แต่หนูก็ทนและจะดูแลมันให้ถึงที่สุด
อา ที่บ้านซึ่งเป็นคนธรรมะธรรมโม แกเห็นหนูทำใจไม่ได้เพราะวันนึงหนูร้องไห้หลายครั้งมากๆ แกเลยบอกว่า “ไม่ต้องไปรั้งเค้าไว้หรอก แค่ปฏิบัติกับเค้าให้ดีที่สุดก็พอ ชาตินี้เค้าไม่เคยกัดหรือทำร้ายใคร เค้าไม่ได้สร้างกรรมเพิ่ม เค้าแค่เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเท่านั้น ถ้าเค้าตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา” คำพูดนี้ทำให้หนูคิดได้และเริ่มทำใจได้ ซึ่งก่อนหน้านี้หนูจะพูดกับหมาว่า “อย่าทิ้งเจ๊ไปนะ อยู่กับเจ๊ก่อน” แต่หลังจากที่อาบอก หนูก็บอกกับหมาว่า “ถ้าอยากไปก็ไป ถ้าเหนื่อยก็ไป แต่ขอให้ไปอย่างสงบ และแต่ไม่ต้องเป็นห่วงทุกๆคนที่บ้าน”
ตอน นี้หมาตัวนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเราก็ดูแลกันไปให้ดีและถึงที่สุด แต่สภาพจิตใจตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ถ้าแม้ว่าเวลาที่มันจะตายจริงๆยังไงเราก็ต้องเศร้าอยู่แล้ว แต่คิดว่าทำใจได้ระดับนึงแล้วค่ะ
จุดเปลี่ยน คำพูดของอาที่บอกว่า “เค้าเกิดมาเพื่อใช้กรรม ชาตินี้เค้าไม่ได้ทำกรรมเพิ่ม มีแต่สร้างความสุขให้คนในครอบครัว ถ้าเค้าตายไปเค้าจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา” หนูไม่รู้หรอกค่ะว่าเค้าจะได้เกิดเป็นเทวดารึเปล่า แต่ก็เชื่อว่าเค้าจะได้ไปเกิดให้ภพภูมิที่ดีกว่านี้แน่นอนค่ะ ต้องขอขอบคุณคุณอาด้วยที่ช่วยดึงหนูจากความเศร้าและจิตใจที่ยึดติด ตอนนี้หมายังมีชีวิตอยู่ แต่คุณอาไปบวชเป็นแม่ชีแล้วค่ะ
2. เรื่องที่ 2 “ตอนที่ใครสักคนทำให้เราเก่งในเรื่องงานขึ้น”
เนื่อง จากว่าตอนนี้หนูต้องมาดูแลกิจการที่บ้าน ซึ่งรับช่วงต่อจากคุณพ่อ เพราะคุณพ่อก็จะเริ่มวางมือแล้ว แต่เนื่องจากเราเป็นผู้หญิง และเป็นเด็กใหม่ที่ต้องมาทำงาน สั่งโน่นสั่งนี่คนที่อายุมากกว่า โดยเฉพาะพนักงานช่างที่เป็นผู้ชาย หนูจึงไม่ค่อยกล้าสั่งงานหรืออะไรเท่าไหร่นัก เวลาสั่งงานก็จะพูดเบาๆ นิ่มๆ ทำให้พนักงานช่างผู้ชายไม่ค่อยเกรงกลัว บางครั้งก็ไม่ทำตามที่เราบอก จนบางครั้งเวลาจะสั่งงานเราก็จะสั่งผ่านหัวหน้าช่าง ชื่อพี่ดำแทน จนมาวันนึงพี่ดำบอกว่า “น้องก็สั่งเลย ถ้าเค้าไม่ทำตามก็ไปสั่งเค้า ไปจี้เค้า ไม่ต้องเกรงใจ จริงอยู่เราเป็นผู้หญิงและอายุน้อยกว่า แต่เค้าเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของ เค้ากินเงินเดือนเราอยู่ ถ้าไม่กล้าสั่งกล้าบอกตอนนี้จะบอกตอนไหน เดี๋ยวนานไปเค้าก็จะไม่เกรงมันจำละบาก” และนอกจากนี้เวลาที่เราสั่งงานผ่านพี่ดำ พี่ดำก็จะไม่สั่งต่อให้ บอกให้เราไปสั่งเองเลย แต่ต้องขอขอบคุณพี่ดำมากๆ เพราะทุกวันนี้พนักงานทุกคนก็เชื่อฟังเราไม่ต่างจากพ่อ ทำให้เราทำงานได้เต็มที่ และบริหารงานที่บ้านได้สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก นอกจากนี้ พนักงานขายก็เชื่อมั่นและไว้วางใจ ตอนนี้คุมงานแทนพ่อได้เกือบ 80%แล้วค่ะ
จุดเปลี่ยน คำพูดของพี่ดำที่บอกว่า “เราเป็นเจ้าของบริษัท ถ้าไม่กล้าสั่งตอนนี้ และจะเริ่มตอนไหน ถ้าไม่เริ่ม ต่อไปเค้าก็จะไม่เกรงเรา และเราก็จะไม่มีอิทธิพลกับเค้าเลย”
Coaching วิชา Creativity
"Coaching คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน"
คนที่สามารถทำให้เรา เปลี่ยนทัศนะคติ เปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดีขึ้น จำได้ขึ้นใจเลย พี่คนนั้นชื่อ พี่ธีระ วนาเฉลิม พี่เขารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานผังเมือง จังหวัดขอนแก่น ตอนนั้นข้าพเจ้าได้เรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้เข้าไปฝึกงานที่สำนักงานผังเมืองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ และข้าพเจ้าได้เข้าฝึกงาน ในด้านงานธุรการ เอกสาร หนังสือ บันทึก รับ - ส่ง ภายนอก ภายใน พี่ธีระ คนนี้จะเป็นคนที่ เข้มงวด ในด้านเอกสาร ตัวหนังสือ การพิมพ์หนังสือราชการ กั้นหน้า กั้นหลัง ระยะห่าง โดยแต่ก่อนจะเป็นเครื่องพิมพ์ดีด การปัดแคร่ จะสอน (โดยมีสีหน้าที่ดุ) ต้องตรงตามระเบียบ ผิด 1 ตัว ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด การเรียงเอกสาร ชั้นวางเอกสาร ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย การเรียงต้องเรียงตามตัวอักษร ตอนนั้นสุดแสนจะทน เกลียดขี้หน้า คล้ายๆว่า เป็นผู้ชายอะไรว่ะ ทำไมพูดบ่อย สอนอะไรหนักหนา กูรำคาญ ถึงขนาดว่าไม่อยากไปฝึกงานเลย และชอบทำให้เราเสียหน้า ร้องไห้บ่อยมาก กับคำพูดของพี่ธีระ และคำพูดของแก ที่ไม่เคยลืมเลยคำพูดที่ว่า ที่พี่ว่าเธอ ไม่ได้ว่าพี่เกลียดชังเธอ แต่พี่อยากให้เธอได้จดจำ และจะได้ใช้ในภายภาคหน้า และมันก็เป็นความจริง เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบ ข้าพเจ้าสอบบรรจุราชการ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ โดยข้อสอบส่วนมากจะเป็นระบบงานสารบรรณ เกี่ยวกับหนังสือราชการ ข้าพเจ้าทำได้เกือบหมด ซึ่งข้อสอบตรงตามที่แก เคยสั่งสอน เคยดุ ด่า เคยจ้ำจี้ จ้ำไช้ เคยบ่น เคยว่าเราให้อับอาย เพื่อให้เราได้จดจำ จนทุกวันนี้ ข้าพเจ้า ไม่เคยลืมพระคุณของแกเลย และเสียใจในการกระทำของตัวเอง ที่เคยได้ว่าแก ตอนที่โดนดุด่า ตอนนี้พี่แก คงจะเกษียณแล้ว และก็ได้จดจำสิ่งที่แกเคยว่าเราในอดีตมาสั่งสอน บุตร ของเราต่อไป ขอบคุณ พี่ธีระ วนาเฉลิม คะ
Coaching วิชา Creativity
แต่ก่อนผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย หงุดหงิดง่าย ชอบทะเลาะกับผู้อื่นเป็นประจำ ตามประสาเด็กวัยรุ่น และมีเรื่อง ถึงกับขึ้นโรง ขึ้นศาล มาวันหนึ่ง พ่อพูดเรื่องนิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องนี้ทำให้ผมเลิกพฤติกรรมที่เลวร้ายลงได้ และสามารถ เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ มาฟังกันครับว่าพ่อเล่าเรื่องอะไรเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย หงุดหงิดง่ายชอบทะเลาะกับผู้อื่นเป็นประจำ พ่อเลยนำตะปูมาให้กำหนึ่ง พร้อมกับบอกว่าเมื่อใดที่เจ้าหงุดหงิดเจ้าจงไปตอกตะปูที่รั้วบ้านหนึ่งตัว วันแรกเด็กน้อยคนนี้ก็ตอกตะปูไปสามสิบกว่าตัว วันต่อๆมาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆเพราะเริ่มจะคิดได้ว่า การควบคุมอารมณ์โกรธนั้นง่ายกว่าการไปตอกประตูตั้งเยอะจนกระทั่งเด็กคนนั้นสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้จนเลิกตอกตะปูได้แล้ว จึงไปหาพ่อบอกว่า พ่อครับผมสามารถระงับความโกรธได้เด็ดขาดแล้ว พ่อจึงบอกให้เจ้าพิสูจน์ซิ เจ้าอาจจะขี้เกียจตอกตะปูก็ได้ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เจ้ารู้สึกว่า เจ้าระงับความโกรธได้จริง เจ้าก็ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่ง ผ่านไปไม่นาน รั้วบ้านนั้นก็ถูกเด็กน้อยถอนตะปูไปจนหมดสิ้น เด็กน้อยจึงดีใจวิ่งไปหาพ่อบอกว่า ตัวเองสามารถแก้ไขนิสัยอารมณ์หงุดหงิดง่ายได้เด็ดขาดจริงๆ แล้วแล้วพ่อก็พาเด็กน้อยมาที่รั้วบ้าน พร้อมกับบอกว่า "เจ้าเห็นไหม ถึงแม้เจ้าจะสามารถถอนตะปูได้หมดแล้ว แต่มันก็ยังเหลือร่องรอยตะปูที่เจ้าได้ตอกไว้ ก็เปรียบเสมือนกับจิตใจคนเรานั่นเอง ถึงแม้เจ้าจะได้แก้ไขในการกระทำของเจ้าแล้ว แต่มันก็ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างติดค้างในใจ ในสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไป ต่อไปเจ้าจงคิดให้ดีๆ ในสิ่งที่เจ้าจะทำต่อไป เจ้าจะได้ไม่เสียใจภายหลัง สร้างมิตรเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ แต่มีศัตรูเพียงคนเดียวก็มากเกินไปแล้ว" ครับ จริงอย่างที่ท่านว่าจริง ปัจจุบัน ผมมีลูกน้อง ประมาณ 20 คน อยู่กันแบบพี่น้อง ไม่ใช้อารมณ์ มีเหตุผล คุยกัน และรักใคร่กันดีครับ ขอบพระคุณพ่อ ที่แนะนำ ชี้แนวทางที่ดีๆ ให้กับลูกชายคนนี้
วิชา ความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ (910746)
"Coaching"
เรื่องที่ 1: เวลาที่รู้สึกตกต่ำ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดีขึ้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณช่วงเรียน ม.ปลาย โดยปกติแล้ว ตัวดิฉันจะเป็นเด็กผู้หญิงอ้วนๆแล้วสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวดิฉันคือ “ขาใหญ่” ดิฉันไม่ถึงกับสวย ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร นิสัยจะเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากพบปะผู้คน ไม่ค่อยอยากไปไหน เหตุเพราะคิดเสมอว่า ตัวเองไม่สวย ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ส่วนใหญ่ คนสวยๆ หน้าตาดีๆเค้าก็จะไปด้วยกัน ทำงานกลุ่มเดียวกัน มันก็เลยทำให้เวลาเปิดเทอมทีไร ฉันจะไม่มีเพื่อนจองที่นั่งให้ และฉันก็ไม่รู้เลยว่าในเทอมนั้นๆฉันจะได้นั่งเรียนกับใคร ณ ตอนนั้น ดิฉันรู้สึกเหมือนสังคมเพื่อนไม่ยอมรับดิฉัน และทำให้ดิฉันรู้สึกไม่ดีอย่างมาก รวมถึงในสมัย ม.ปลาย ก็มีการแอบชอบรุ่นพี่บ้าง แต่ถูกปฏิเสธเพราะตัวดิฉันเองอ้วน T_T
แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยน และส่งผลให้ดิฉันเป็นฉันจนถึงทุกวันนี้คือ วันนึง “แม่” ได้พูดคุยกับดิฉัน แม่บอกว่า “แต่ก่อนแม่ก็อ้วน แม่ก็ขาใหญ่ แต่ทำไมเราต้องเอาจุดด้อยเรา มาทำให้เรายิ่งด้อยกว่าเดิมละลูก “ดูวัยรุ่น ที่กรุงเทพสิ เค้าอ้วน แต่เค้าแต่งตัวน่ารักๆ เค้ามั่นใจ” หน้าตาเค้าก็มีความสุขดีนะ แต่ถ้าลูกคิดว่า เพราะว่าลูกอ้วน แล้วทำให้ไม่มีเพื่อน เราก็ขยันในเรื่องอื่นสิ ตั้งใจเรียน ขยันทำงาน เดี่ยวเพื่อน ก็จะเข้ามาหาเราเอง” บทสนทนาที่แม่ได้คุยกับดิฉันในวันนั้น ทำให้ดิฉันเปลี่ยน
ดิฉัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลองเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ พยายามมั่นใจกับสิ่งที่ทำมากยิ่งขึ้น ขยัน และตั้งใจเรียน ถึงแม้จะเรียนไม่เก่ง แต่การที่เราขยัน ผลที่ได้ คือตามที่แม่บอกจริงๆ เพื่อนเริ่มเข้ามาหาดิฉันมากขึ้น ดิฉันเริ่มมีเพื่อน เริ่มมีสังคม และเรื่องนึงที่สอนดิฉันในเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ กลุ่มเพื่อน เราสามารถเลือกคบได้ และเราควรเลือกกลุ่มเพื่อน ที่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นเรา นั้นคือเพื่อนแท้ และจริงใจ
เรื่องที่ 2: เหตุการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวก็คงจะเป็นเหตุการณ์ในสถานที่ทำงานในปัจจุบัน โดยปกติแล้ว น่าจะเป็นกันในสังคมไทยในปัจจุบัน นั้นคือ เรื่องความอาวุโส ด้วยตัวดิฉัน ก็เป็นพนักงานระดับปฏิบัติการคนนึง ด้วยอายุงานก็ถือว่าน้อยกว่าพี่ๆที่ทำงานมาก่อนหน้านั้น ด้วยนิสัยที่ว่า ปฎิเสธคนในเรื่องงานไม่เป็นและ เป็นคนที่ชอบรับงานไว้คนเดียว ทำให้เกิดเหตุการณ์ การแบบรับงานที่มากเกินไป จนกระทั่งวันนึง เครียดในเรื่องงานมาก จนกระทั้งร้องไห้ออกมา มีกลุ่มพี่ทำงาน คนนึงได้นั่งฟังดิฉันปรับทุกข์ แกเลยบอกว่า พี่ก็เข้าใจในเมย์นะ แต่การที่เราแบกรับงานไว้คนเดียวมากเกินไป การไม่ปฏิเสธ เลย ผู้ใหญ่เค้าก็คิดว่าเราทำงานได้ เค้าเลยมอบงานให้เรื่อยๆ เพราะเค้าเห็นว่าเราทำได้ ถามถึงว่าดีไหม ก็ดี เพราะเรามีความสามารถ แต่เราได้อะไรจากสิ่งนั้น นอกจาก เครียดกว่าเดิม “ในบางครั้ง งานบางงานเราก็ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง ไม่ใช่ว่ารับให้เค้าทุกอย่าง และงานที่เราทำอยู่ ถ้าเราคิดว่า เราทำดีที่สุดแล้ว นั้นก็พอ เพราะพี่ก็คิดว่า สิ่งที่เมย์ทำ มันก็ดีกว่าบางคนที่พูดจาต่อหัวหน้า บอกว่าตัวเองงานเยอะ แต่ที่จริงแล้วทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ทำได้เท่าที่ทำ และทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถของเรา และที่สำคัญ อย่าเครียด”
การปรับทุกข์ดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับตัวใหม่ พยายามไม่เครียดเรื่องงานมากเกินไป ทำงานเท่าที่ทำได้ เพราะคิดเสมอว่า “ถึงเราเครียดไป หรือป่วยจากกงาน บริษัทก็แค่หาคนใหม่มาทำงานทดแทนตำแหน่งเราก็เท่านั้น” แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่ทำงานนะค่ะ ก็ยังคงทำงาน และรับผิดชอบในสิ่งที่ทางบริษัทมอบหมายมาเช่นเดิม เพียงแค่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ก็เท่านั้น เพราะดิฉันคิดว่า หากดิฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ได้ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และสภาพจิตใจของฉันก็จะดีขึ้นตาม
คนที่ไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ แต่อยากทำเปิดร้านอินเตอร์
เมื่อห้าปีที่แล้วหลังจากเรียนจบปริญญาตรี ผมได้รับเงินทุนจากคุณแม่มาทำธุรกิจเล็กๆ นั้นก็คือ การเปิดร้านอินเตอร์เน็ตในหมู่บ้าน โดยที่สั่งซื้อคอมพิวเตอร์มาจำนวนหลายเครื่องจากช่างคอมที่รู้จัก ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้มาเป็นระยะเวลานาน หลังจากติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จสิ้นจนพร้อมในการให้บริการลูกค้า เปิดร้านมาได้ระยะหนึ่งคอมพิวเตอร์เริ่มมีปัญหาจุกจิก เช่น หน้าจอดับ ไวรัส อุปกรณ์บางส่วนไหม้ และข้อมูลสูญหาย เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่างๆ นาๆ เหล่านี้ทำให้ผมต้องเรียกช่างมาแก้ไขปัญหาตลอด และทำให้ผมต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง และชิ้นส่วนที่ซื้อเปลี่ยนแต่ละครั้งก็แพงกว่าท้องตลาด ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้เราเสียค่าใช้จ่ายบ่อยๆ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ จนกระทั่งผมได้พบอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ท่านชื่อเล่นว่า อาจารย์นุ ท่านแนะนำผมว่า ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร เราเป็นเจ้าของธุรกิจสำคัญที่สุดเราจะต้องทำมันให้เป็นอย่างท่องแท้ เพราะถ้าวันหนึ่งลูกน้องไม่อยู่ ธุรกิจเราก็ยังสามารถอยู่ได้ ท่านแนะนำผมว่าให้ซื้อหนังสือเกี่ยวกับส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ การติดตั้งและการแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์มาศึกษา และท่านยังแนะนำผมอีกว่า หาเวลาไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมจะได้เข้าใจมากขึ้นที่วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี เพราะที่นั้นเขาเปิดสอนคอร์สสอนระยะสั้นเกี่ยวกับการเป็นช่างคอมพิวเตอร์ ผมทำตามที่ท่านแนะนำอย่างตั้งอกตั้งใจ และจากนั้นมาผมก็ไม่ได้เรียกใช้ช่างคอมพิวเตอร์อีกต่อไป และการสั่งซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของผม ผมก็ไม่สั่งซื้อกับช่างอีกต่อไปเช่นกัน แต่สั่งซื้อชิ้นส่วนต่างๆ ของคอมพิวเตอร์กับร้าน Advice มาประกอบเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมลดค่าใช้จ่ายในร้านลงได้มาก และทำให้ผลประกอบการของธุรกิจที่ทำอยู่มีกำไรมากขึ้น
น.ส. กรกนก นรมาตย์ Y#14
รหัส 555740016-7
Coaching
เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวดิฉันอยู่ชั้นประถม มีอยู่วันหนึ่งดิฉันได้ไปที่ร้านขายอุปกรณ์การเรียนหลัง จากเดินวนเวียนหาของอยู่นาน ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น นั่นคือ ดิฉันนั้นเดินผ่านชั้นวางสีโปสเตอร์ ทันใดนั้นเอง สีโปสเตอร์หล่นลงมาและแตกเต็มพื้น เมื่อเห็นดังนั้นด้วยความตกใจดิฉันจึงรีบวิ่งออกจากร้าน แต่ในระหว่างทางดิฉันก็คิดมาโดยตลอดว่าดิฉันทำถูกแล้วหรือที่วิ่งหนีปัญหาและวิ่งหนีความจริง เมื่อกลับไปถึงบ้านดิฉันก้อเดินวนไปวนมาอยู่หน้าบ้าน ทันใดนั้นเองคุณป้าที่อยู่ข้างบ้านดิฉันมาพบเข้าจึงถามด้วยความห่วงใยว่าเป็นอะไร ทำไมจึงเดินไปเดินมา พอฉันเห็นคุณป้าแล้วจึงเข้าไปกอดทันที เพราะตอนนั้นฉันกลัวเหลือเกินป้าจึงบอกให้ค่อยๆเล่าให้ฟังว่าเป็นอะไร ป้าจึงสอนว่าหนีอะไรก็หนีได้แต่อย่าหนีความจริง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แก้ไขไม่ได้ ทำให้ดิฉันกล้าเล่าให้ป้าฟัง ป้าจึงบอกว่าเรื่องแค่นี้มันเล็กมาก แต่ยังดีที่หนูยังเห็นมันเป็นเรื่องใหญ่ ป้าดีใจที่หนูไม่มองข้ามสิ่งที่ตัวเองกระทำ ป้าสอนไว้ว่าในเมื่อเราทำผิด เราจึงต้องรับผิด มิใช่จะรับแต่ชอบอย่างเดียว เกิดเป็นคนต้องเป็นคนมีความรับผิดชอบ หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นดิฉันจึงได้ไปสารภาพความจริงกับทางร้าน แทนทีจะได้ด่ากลับเปลี่ยนเป็นคำชมที่กล้ายอมรับ นับจากวันนั้นมาจุดเล็กๆนี้เองทำให้กลายเป็นนิสัยติดตัวดิฉันมาโดยตลอด คือ ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ทำถูกก็ต้องรับชอบ คนเราเกิดมาต้องมีความรับผิดชอบและรู้จักกล่าวคำขอโทษเมื่อทำผิด เพราะการขอโทษมีแต่ได้ ไม่มีคำว่าเสีย
ไอลดา ศรีประเสริฐ 555740102-4 sec 11
Coachinng
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสมัยเรียนมหาลัย หนูได้มีโอกาสไปโครงการเวิร์คแอนทราเวลกับเพื่อน เหมือนเด็กมหาลัยทั่วไป แต่ปัญหาคือหนูไม่เคยเข้าสังคมอื่นมาก่อนเลยเพราะเรียนโรงเรียนเดิมและกลุ่มเพื่อนเดิมๆมาตลอดตั้งแต่ประถมจนถึงมหาลัย จึงทำให้หนูไม่เคยมีเพื่อนหรือเข้าสังคมอื่นเลย หนูติดเพื่อนมากจนกระทั่งไปทำงาน เจ้านายบอกว่าจะต้องจับแยกให้มีคนไทย 1 คนเท่านั้นในทีม จึงทำให้หนูกลัวมาก ภาษาก็ไม่ได้แถมมีพวกแมกซิกันที่ไม่พูดภาษาอังกฤษอีกด้วย เมื่อทำงานเพื่อนฝรั่งในวัยเดียวกันกับหนู ก็สนิทกันหมด ดูเหมือนหนูเป็นส่วนเกิน หนูจึงพยายามทำงานคนเดียว เมื่อมีงานที่ต้องทำร่วมกับคนอื่นหนูก็จะขอทำคนเดียว มีหลายครั้งที่พวกเค้าพยายามเข้ามาคุยกับหนู แต่หนูก็รู้สึกอึดอัดและอยากรีบจบบทสนทนาเพราะกลัวฟังไม่รู้เรื่อง อาทิตย์แรกหนูรู้สึกหดหู่มากและไม่อยากไปทำงานเลย จนกระทั่งวันหยุดของหนูมีพี่คนไทยคนหนึ่งผ่านมาเห็นหนูอยู่คนเดียวตอนอาหารเช้าจึงเข้ามาพูดคุย หนูเล่าปัญหาให้พี่เค้าฟัง พอฟังเสร็จพี่เค้าก็หัวเราะบอกว่า ตอนแรกที่มาอยู่พี่เค้าก็เป็นคล้ายๆหนู (พี่เค้ามาอยู่ 1 ปี) ฟังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจวัฒนธรรม โดนฝรั่งล้อเอา แต่พี่เค้าก็คิดได้ว่าถ้าหาฝรั่งมาเป็นพวกได้ก็จะไม่โดนล้อและถ้าพูดเก่งก็จะสามารถตอบโต้ได้ เมื่อหนีไม่ได้ก็ต้องสู้ ไม่งั้นเวลา 3 เดือนของหนูก็จะเหมือนอยู่ในนรก หนูเลยคิดได้และรู้สึกตัวเองว่างี่เง่า เรื่องทั้งหมดก็เพราะตัวเองแท้ๆ พี่เค้าเลยชวนหนู้ไปเดินเล่นดาวทาวน์กับพี่และเพื่อนต่างชาติ และแนะนำให้รู้จักกัน พี่เค้าช่วยหนูให้ได้พูดกับเพื่อนฝรั่งและหนูก็มีเพื่อนต่างชาติเพิ่ม จากนั้นอีก 1 อาทิตย์ ทักษะหนูก็พัฒนาขึ้นมามากอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นหนูรู้สึกว่าอยากไปทำงานทุกวันเลย
นส.ทิพย์วิภา วงศ์นิจศีล 555740165-0 Ex 19 sec 4
Coaching
“ตอนที่ใครสักคน มาเตือนสติแล้วทำให้เราเห็นสิ่งที่ควรจะเป็น ทำในสิ่งที่ควรจะทำ มองเห็นอนาคตมากขึ้น”
ตอนปริญญาตรีข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบแล้ว ก็หลง แสง สี เสียง ที่กรุงเทพ ไม่ยอมกลับบ้าน แม้ว่าจะสัญญากับทางบ้านไว้แล้วว่า จะขอทำงานหาประสบการณ์ที่กรุงเทพก่อน 1 ปี แล้วจะกลับมาช่วยกิจการที่บ้าน แต่เมื่อครบ 1ปี ข้าพเจ้าไม่ยอมกลับ เหตุผลเพราะติดความสบาย มีเงินเดือนที่ถือว่าค่อนข้างดี ไม่ขัดสน มีวันหยุด ได้ไปเที่ยวเล่น shoppingกับเพื่อน ถ้ากลับมาที่ขอนแก่น กลัวจะเบื่อ เพราะขอนแก่นไม่มีอะไร เป็นเมืองเงียบๆ ไม่มีสีสันเหมือนกรุงเทพ หาเหตุผลอ้างในการเลื่อนจะกลับมาทำงานที่บ้าน จนมีอยู่วันหนึ่ง คุณพ่อของข้าพเจ้าถามขึ้นมา ขณะที่เราทานข้าวกันอยู่ คุณพ่อถามว่า ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ทำงานเรียบร้อยดีไหม สบายดีหรือเปล่า เงินทองพอใช้ไหม ข้าพเจ้าก็ตอบกลับไปว่า สบายดี งานสบายมีวันหยุด เงินทองพอใช้มีเงินเหลือเก็บ แล้วคุณพ่อก็ถามต่อว่า แล้วในอนาคตอีก 5 ปีจากนี้ ข้าพเจ้าวางแผนชีวิตไว้ว่าอย่างไง เท่านั้นแหละข้าพเจ้าอึ้งไปชั่วขณะ คือข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงอนาคตข้างหน้าเรยว่าต่อจากนี้ 10ปี 20ปี จะเป็นอย่างไร รู้สึกว่าตัวเองอยู่ไปวันๆ ทำงานกลับบ้านๆ รอวันที่เงินเดือนออก…พอโดนถามแบบนี้ ก็เริ่มคิดได้ว่า นั่นสิ อีก5ปีชั้นจะเป็นยังไง ชั้นจะเป็นลูกจ้างไปตลอดเหรอ ทั้งๆที่ทางบ้านมีกิจการที่ดีให้เรากลับไปดูแล เราไม่ได้เริ่มต้นจาก0เหมือนคนอื่นๆ ทำไมเราต้องทิ้งโอกาสนี้เพราะความสบายเพียงเล็กน้อยที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกอย่างครอบครัวเราก็อยู่ที่ขอนแก่น พ่อแม่เริ่มอายุมากแล้ว ใครจะดูแลท่าน แล้วไหนจะกิจการ งานที่บ้านอีก ถ้าเราไม่กลับไปฝึก ไปเรียนรู้งานตอนนี้ แล้วเราจะไปทำตอนไหน ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆเพื่ออะไร เป้าหมายในชีวิตแค่5ปียังไม่มีเลย เมื่อคิดได้ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจกลับมาช่วยกิจการที่บ้าน และได้มาเรียน MBAคู่ไปด้วย ตามคำแนะนำของคุณพ่อ เพื่อต้องการนำความรู้บริหารที่ได้ไปต่อยอด และรู้จักสังคมในขอนแก่นมากขึ้น ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ต้องขอบคุณคุณพ่อมากที่ช่วยเตือนสติ ให้รู้จักวางแผนชีวิตในอนาคตว่าตนเองต้องการอะไร มีเป้าหมายในชีวิตแบบไหน แล้วจะไปให้ถึงเป้าได้อย่างไร
นางสิรินทรา ใจฉลาด 555740093-9 MBA Young 14 Sec.11
ทุกครั้งที่เรามีปัญหา ย่อมต้องการความช่วยเหลือเสมอ และทุกครั้งเรามักจะนึกถึงคนที่เรารักก่อนใคร หวังว่าเค้าจะช่วยเราได้ มันเหมือนเป็นนิสัยของเรา เมื่อเราทุกข์เราก็ร้องขอความช่วยเหลือจากพ่อทุกที แต่พ่อจะตอบกลับทุกครั้งด้วยคำว่า "ลูกทำเองได้ พ่อเชื่อในตัวลูก" ทุกครั้ง เราจะหันกลับมาแก้ไขเรื่องทุกข์นั้นด้วยตัวเราเองเสมอ จนทุกวันนี้เวลาคิดอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะนึกถึงคำพ่อบอกคำนี้ ทำให้เราผ่านปัญหาหลายๆ ครั้งมาได้ ประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง เช่น
เมื่อเราทำงานเป็นพยาบาลปฏิบัติธรรมดาของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งผู้บริหารเชิญเราเข้าทีมกลยุทธของโรงพยาบาล โดยที่เรามองตัวเองว่าคงทำไม่ได้ ไม่เคยมีความรู้ด้านบริหาร ไม่มีความรู้ด้านกลยุทธ จึงขอคำแนะนำจากพ่อ พ่อบอกเหมือนทุกครั้ง "ลูกทำได้ เชื่อในตัวลูก" แค่นั้นที่ทำให้เรารู้สึกสู้ อ่านหนังสือ ถามผู้บริหารในสิ่งที่เราไม่รู้ ขยันสุดๆ จนประสบความสำเร็จ ได้รับคำชมจากผู้บริหาร แค่นั้นที่ทำให้รู้สึกภูมิใจและมีความสุขค่ะ
นายสุปรีย์ ศาสตรพันธุ์ 555740013-3
sec.12 Y#14
"Coaching"
เรื่องที่ 1: เวลาที่รู้สึกตกต่ำ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดีขึ้น
ตั้งแต่เด็กจนโต เรื่องเรียนสำหรับผมนั้น ผมตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าเรียนคืออะไร ผมรู้แค่ว่า ขอแค่ตัวเองไม่เกเร( เข้าเรียน ไม่โดดเรียน )ก็พอแล้ว แต่การที่ผมเข้าเรียนนั้นไม่ใช่การตั้งใจเรียน คือบางทีเข้าไปก็หลับ คุยกับเพื่อนบ้าง ทำการบ้านวิชาอื่นบ้าง เป็นแบบนี้ประจำ เรื่องเกรด ก็ขอแค่ไม่ติด 0 ไม่ติด ร ก็พอใจแล้ว จะ2.เท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆจนเรียนถึงระดับปริญญาตรี ก็คิดแบบเดียวๆกัน เกรดรวมก็2.5 ก็ถือว่าโอเคแล้ว ต่อไป ขอแค่ไม่ต่ำกว่า C ทุกวิชาเลยก็เอา ไอ้เรื่องไปลุ้น A ลุ้นเกรดสวยๆงี้ ไม่เคยมีอยู่ในความคิด จนมาช่วงนึงผมได้รู้จักๆคนนึง แล้วเขาได้พูดกับผมว่า เรียนแค่เนี่ย เกรดได้แค่เนี่ย จบมาจะทำไรกิน ใครเขาจะจ้าง ณ ตอนนั้นเอง แทนที่ผมจะโกรธที่มีคนมาพูดจาอะไรแบบนี้ด้วย แต่ผมดันรู้สึกว่า เอ้อ..! มันจริงว่ะ เรามันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ผมนั่งมองย้อนไปในอดีตแล้วก็คิดทบทวน ว่าทำไมตัวเองเป็นแบบนั้น และจะต้องไม่เป็นแบนั้นให้ได้ในอนาคต จากนั้นผมก็ตั้งใจเรียนมากๆ เรียกว่าทำอะไรที่ตรงกันข้าวกับเมื่อก่อนมากๆ ตั้งใจเรียนทุกคาบ นั่งหน้าห้องทุกคาบ ขยันทำการบ้านด้วยตัวเอง ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ จนจากหวังแค่C กลายเป็นว่า มีเกรดA ทุกๆเทอมที่เรียน เทอมละ2ตัวบ้าง3ตัวบ้าง จนเทอมสุดท้าย A ทุกวิชาที่ลงเรียน
เรื่องที่ 2: เหตุการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้น
ตอนสมัยผมเรียนมัธยม ก็เป็นเด็กคนนึงที่สนใจเรื่องกีฬาฟุตบอลมากๆ ผมไม่เคยฝึก ไม่เคยอบรมอะไรที่ไหนมาก่อน เล่นไปเองตามประสาเด็กๆ ส่วนมากจะเล่นตอนพักเที่ยง โดยจะเล่นกับเพื่อนๆในห้องเดียวกัน จัดทีมเล่นกันสนุกเฮฮาไป และเล่นในตอนเย็น หลังจากที่โรงเรียนเลิกแล้ว ผมก็จะรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดเผื่อที่จะได้มาเล่นฟุตบอล ช่วงเย็นนั้นจะเป็นช่วงที่หลายๆคนที่อาจจะอยู่โรงเรียนเดียวกัน ต่างโรงเรียนกัน หรือจบไปแล้วบ้าง ก็มาเล่นกัน เราก็อาศัยว่าเล่นกับหลายๆคน บางคนก็เก่งมากๆ ก็ได้เรียนรู้จากเขาบ้าง ทำให้มีการพัฒนาการเล่นขึ้นบ้าง แล้วพอช่วงนึง ประมาณม.ปลาย พวกผมก็เตะเล่นกับเพื่อนตามปกติ แต่ก็มีอีกกลุ่มมาเล่นด้วย โดยบอกว่ามาแข่งขัน ใครชนะได้กินน้ำฟรี โดยผู้แพ้เป็นคนเลี้ยง จีงได้จัดทีมกัน เตะกับกลุ่มนั้น และก็จะมีมาแบบนี้เรื่อยๆ จนวันนึง ผมเองก็กำลังแข่งกับทีมนึงอยู่ ก็เรื่อยๆทั่วไป แต่วันนั้นเอง มีครูสอนพละ ที่เป็นคนควบคุมทีมโรงเรียน เดินผ่านมาพอดี เขาเห็นว่า ทำไมมีคนเชียร์เยอะจัง จึงหยุดดู แล้วดันชื่นชอบในผลงานผมที่เล่นอยู่ ครูจึงเรียกผมติดทีมโรงเรียน แล้วก็เรียนเก็บตัวซ้อม สอนเทคนิคต่างๆให้กับผม แก้ไขข้อผิดพลาดให้กับผม แนะนำด้านต่างๆ จึงทำให้ผมพัฒนาขึ้นไปอีก จนติดทีมฟุตซอลจังหวัด
น.ส.อารีรัตน์ ไชยศิลา
555740316-5 Ex#19 Sec.3
"Coaching"
จากการได้พูดคุยกับคุณลุง คุณลุงเคยพูดประโยคหนึ่งว่า “ชีวิตคนก็เหมือนต้นไม้ ถ้าปลูกในกระถาง มันก็ไม่มีวันโตเต็มที่ เหมือนปลูกต้นไม้ลงดิน” ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้าทำงานเป็นลูกจ้าง จะทำนานแค่ไหน ก็เป็นได้แค่ลูกจ้าง ไม่มีทางเจริญเติบโตไปมากกว่านี้ นายจ้างอยากให้ทำอะไร อยากให้ออกตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าเราทำธุรกิจของตัวเอง อย่างน้อยๆ เราก็ยังมีโอกาสเติบโต เพราะเราเป็นนายตัวเอง เหมือนกับปลูกต้นไม้ลงดิน ยิ่งรดน้ำ พรวนดิน มันยิ่งต้นใหญ่ และแข็งแรง แผ่กิ่งก้านสาขา ออกดอก ออกผล ไปชั่วลูกชั่วหลาน ไม่เหมือนปลูกต้นไม้ในกระถาง แม้รากของต้นไม้จะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่เกินกว่าขนาดกระถางได้ นายจ้างอยากจะโยนกระถางทิ้งตอนไหนก็ได้ แต่เนื่องจากตัวข้าพเจ้า Purpose ในชีวิตที่ผิด.. และได้นำอิสรภาพด้านความสามารถของตัวเอง ด้านความรู้ไปใช้แบบอยู่ไปวันๆ ที่สุดก็สูญเสียอิสรภาพไปในที่สุด..
ในมุมมองของข้าพเจ้าการค้น Purpose เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นอะไรที่ยากพอควร ก็เพราะตอนทำงานแรกๆ เราทำไปแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีการวางแผนอนาคต ไม่คิดทำธุรกิจ แต่พอได้คุยกับคุณลุง เลยเกิดจุดหมายดีๆในชีวิตคือ ต้องการเผยแพร่เรื่องดีๆ พบกับความหมายของชีวิตจริงๆ
นางสาวนิธิดา พระยาลอ 555740049-2 MBA Young#14 Sec.11
Coaching
สมัย ป. ตรี อยากใช้ชีวิตอยู่หอในมหาวิทยาลัย ไม่อยากอยู่บ้าน รู้สึกว่าโตแล้ว อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ เที่ยวเกือบทุกวัน ผลก็คือตื่นไปเรียนก็สาย หรือก็ไม่เข้าเรียนเลย ในขณะที่เพื่อนสนิทดิฉัน แตกต่างกับฉันมาก เธอตั้งใจเรียน เรียนเก่งมาก และยังเป็นคนที่คอยโทรตามให้ไปเรียนทุกเช้า คอยเก็บชีทไว้ให้ ดิฉันก็ไปบ้างไม่ไปบ้างตามอารมณ์ ซึ่งส่วนตัวก็รู้สึกผิดกับเพื่อนมาตลอด แต่ก็ได้พยายามอ่านหนังสืออย่างหนักก่อนสอบทุกครั้ง เพื่อให้สอบผ่าน เพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังในตัวเรา ที่เขาคอยช่วยเหลือเรามาตลอด ผลการเรียนที่ออกมาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ยิ่งทำให้คิดไปว่า ไม่ต้องเข้าเรียนหรอก แค่อ่านหนังสือสอบก็พอ แต่ก็เริ่มรู้สึกไม่ดีว่าทำไมเราไม่ไปนั่งเรียนเป็นเพื่อนเพื่อน จะใช้ชีวิตไปวันๆเรียนพอผ่านๆแบบนี้คงไม่ดีแน่ๆ ครั้งหนึ่งเลยได้มีโอกาสคุยกับเพื่อน ว่าทำไมต้องตั้งใจเรียนมากขนาดนี้ ทั้งๆที่บ้านก็ฐานะก็ดี มีพร้อมทุกอย่างแล้ว เพื่อนดิฉันได้พูดมาประโยคหนึ่งว่า " ไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่าเกิดมา จะทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด"
จากคำพูดของเพื่อน ทำให้ดิฉันมองย้อนดูตัวเอง ถ้าเราทำอะไรด้วยความตั้งใจ เราคงจะไม่มานั่งเสียใจทีหลัง อีกทั้งเรื่องวินัยมันเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในอนาคต แต่ก่อนเกรดออกมาได้ B+ ก็มานั่งเสียใจทีหลัง ว่าถ้าขยันเข้าเรียนก็น่าจะได้ A ไปแล้ว จากคำพูดเพื่อนวันนั้นทำให้ดิฉันพลิกผันตัวเอง โดยในช่วงนั้นเป็นช่วงฝึกงาน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เข้างาน 8 โมงเช้า ไม่มีคำว่า สาย ลา ขาด เลย มันทำให้เรารู้สึกได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ งานที่ได้รับมอบหมาย เสร็จก่อนเวลาที่กำหนดเป็นเดือนๆ ทำให้มีเวลาเหลือแล้วได้ฝึกทักษะในการทำงานใหม่ๆ ถึงไม่ได้เงินเดือนเป็นการตอบแทน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้ ทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่ทิ้งชีวิตล่องลอยออกไปได้ พอมาเรียน ป.โท ที่ MBA ดิฉันจึงเอาแรงความตั้งใจที่ไม่เคยใช้ใน ป.ตรี มาชดใช้ใน ป.โท ผลลัพธฺ์ทุกอย่างดีขึ้น ถึงเกรดบางวิชาจะไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ แต่ก็ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง เพราะเราได้ทำเต็มที่แล้ว ถือว่าล้มไม่เจ็บเท่าตอน ป.ตรี ตอนนี้จะทำอะไรก็จะคิด และตั้งใจทำให้ดีที่สุด มองชีวิตเพื่อนแล้วย้อนดูตัวค่ะ เพื่อนเป็นกระจกเงาที่ดี
นางสาวลัลตรา กิจพิทยาฤทธิ์
555740071-9 Y#14 Sec.12
เมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนไม่น้อย ที่มาของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะตัวของหนูเองที่รับฟังโดยไร้การคิดให้รอบคอบทำให้สติแตก ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่คิดว่าการทำตามคำบอกของคนที่คุยด้วยนั้นคือการแก้ไขที่ดีที่สุดในเวลานั้นจึงได้ทำตามไปจนสิ้นสุดการสนทนา และเมื่อสุดท้ายรู้ว่าสิ่งที่ได้ลงมือทำไปนั้นทำให้ต้องเสียเงินจำนวนนั้นไปก็ยิ่งทำะไรไม่ถูกและโทษตัวเอง เพื่อนๆจึงได้พาเข้าไปติดต่อธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ก็พบว่าสุดท้ายแล้วไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้เลยยิ่งทำให้โทษตัวเองและรู้สึกผิดมากขึ้น จนครอบครัวได้พูดกับหนูว่า เงินทองเป็นของนอกจากไม่มีใครว่าอะไรหนูแต่ต่อไปหนูต้องมีสติและค่อยๆคิดให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจทำะไร หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านมาทำให้หนูจากที่เป็นคนใจร้อน ทำอะไรคิดไม่มากมายก็กลายเป็นใจเย็นขึ้นและคิดอะไรให้รอบคอบมาขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ
สมัยเรียนปริญญาตรีในช่วงปี 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายต้องทำโปรเจคจบร่วมกับคู่โปรเจคและหัวข้อที่เลือกทำเป็นหัวข้อเกี่ยวกับารผลิตไบโอแก๊สจากการย่อยส่วนประกอบของรำข้าว แต่สาขาที่เรียนคือเคมี ทำให้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับไบโอลึกมากนัก ในช่วงแรกของการหาข้อมูลทำให้เกิดปัญหาและหาข้อมูลกันอย่างสะเปะสะปะเนื่องจากไม่รู้ว่าควรใช้จุลินทรีย์ แบคทีเรียหรือเชื้อรา จึงทำให้โปรเจคไม่คืบหน้า จนเพื่อนได้แนะนำให้รู้จักกับรุ่นพี่ที่กำลังเรียนปริญญาโทไบโอทำให้มีโอกาสได้พูดคุยและเล่าถึงปัญหาให้รุ่นพี่ฟัง พี่เขาจึงได้แนะนำและทำให้ขอบเขตในการหาข้อมูลแคบลงจนในที่สุดก็สามารถหาสิ่งที่ใช้ย่อยส่วนประกอบของรำข้าวได้ หลังจากที่หาข้อมูลได้แล้วต้องเลี้ยงเชื้อ เขี่ยเชื้อ ทำอาหารวุ้นเพื่อเลี้ยงเชื้อฯ รุ่นพี่ก็ช่วยสอนทำให้ได้เรียนรู้และลงมือทำในสิ่งแปลกใหม่จนโปรเจคในส่วนที่เกี่วข้องกับไบโอผ่านพ้นมาได้ด้วยดี
นายจักรพนธ์ หล่อวิริยากุล
555740022-2 Y#14 Sec12
วิชา ความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ (910746)
"Coaching"
1. คนที่สามารถทำให้เรา เปลี่ยนทัศนะคติ เปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดีขึ้น
ก่อนหน้านี้ก็เป็นแบบนักศึกษาปกติทั่วไป เรียน เที่ยว เล่นเกม จีบสาวไปวันๆ แต่มาวันหนึ่งได้มีน้องแนะนำให้รู้จักกับหนังสือ Rich Dad พ่อรวยสอนลูก ทำให้เพิ่งเคยได้ยินคำว่า อิสรภาพทางการเงิน เป็นครั้งแรก และได้รับมุมมองสำคัญๆ หลายๆอย่างในการดำเนินชีวิต เช่น พ่อรวย สอนว่า ต่อให้โลกนี้มีงานเป็นแสน เป็นงาน แต่ก็แบ่งได้เป็น Active Income กับ Passive Income ซึ่งมันทำให้เราสนใจศึกษาวิธีที่จะเดินทางสู่เส้นทางของ Passive Income อย่างจริงจัง ทำให้เราต้องปรับตัวเองมากขึ้น โดยต้องอ่านหนังสือมากขึ้น หรือลดเที่ยวลง
2. คนที่ให้เราเก่งใน skill บางอย่างมากขึ้น
ตอนเรียน ป.ตรี เราได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ CP โชคชัย และต้อง Present นำเสนอการแก้ปัญหาให้กับโรงงานด้วย ซึ่งการนำเสนอนั้น ต้องนำเสนอด้วย PowerPoint ต่อหน้า MVP และผู้จัดการแผนกต่างๆ เช่น แผนกรับไก่ แผนกไก่ชิ้นส่วน แผนกควบคุมคุณภาพ แผนกคลัง แผนกแปรรูป โดยตอนแรกรู้สึกกดดันมาก และกลัวมาก เพราะเราต้องนำเสนอให้ระดับหัวหน้าแผนก และรวมถึง MVP ฟัง มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจะต้องโดนว่า โดนด่า แน่ๆยิ่งทำให้กลัวเข้าไปใหญ่ แต่พอถึงการนำเสนอครั้งแรก ด้วยความกลัวทำให้พูดผิด พูดถูก แต่ หัวหน้าแผนกและ MVP ไม่ได้ด่า ว่า เลย กลับสอนด้วยความเอ็นดูว่า ฝึกไว้เพราะในอนาคตต้องเจอบรรยากาศที่กดดันมากกว่านี้แน่นอน และได้ถามเพื่อชี้นำในจุดต่างๆ ที่เรานำเสนอแต่ยังไม่ชัดเจน พอมันทำให้เราคิดได้ว่า มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แล้วยังสอนเราด้วยความเอ็นดู ในการนำเสนอรอบต่อไปมันก็ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น และสามารถนำเสนอได้ราบรื่น ไม่ติดขัด ทำให้มีความมั่นใจในการนำเสนอมากขึ้น จนทำให้เราไม่กลัวการพูดนำเสนอปัญหาพิเศษที่ต้องทำตอนจบ ป.ตรี และสามารถนำเสนอออกมาได้น่าประทับใจมาก