วิชา ความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจ (910746)

"Coaching"

เรื่องที่ 1: เวลาที่รู้สึกตกต่ำ แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดีขึ้น

                เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณช่วงเรียน ม.ปลาย โดยปกติแล้ว ตัวดิฉันจะเป็นเด็กผู้หญิงอ้วนๆแล้วสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตัวดิฉันคือ ขาใหญ่ ดิฉันไม่ถึงกับสวย ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร นิสัยจะเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากพบปะผู้คน ไม่ค่อยอยากไปไหน เหตุเพราะคิดเสมอว่า ตัวเองไม่สวย ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ส่วนใหญ่ คนสวยๆ หน้าตาดีๆเค้าก็จะไปด้วยกัน ทำงานกลุ่มเดียวกัน มันก็เลยทำให้เวลาเปิดเทอมทีไร ฉันจะไม่มีเพื่อนจองที่นั่งให้ และฉันก็ไม่รู้เลยว่าในเทอมนั้นๆฉันจะได้นั่งเรียนกับใคร ณ ตอนนั้น ดิฉันรู้สึกเหมือนสังคมเพื่อนไม่ยอมรับดิฉัน และทำให้ดิฉันรู้สึกไม่ดีอย่างมาก รวมถึงในสมัย ม.ปลาย ก็มีการแอบชอบรุ่นพี่บ้าง แต่ถูกปฏิเสธเพราะตัวดิฉันเองอ้วน T_T

                แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยน และส่งผลให้ดิฉันเป็นฉันจนถึงทุกวันนี้คือ วันนึง แม่ ได้พูดคุยกับดิฉัน แม่บอกว่า แต่ก่อนแม่ก็อ้วน แม่ก็ขาใหญ่ แต่ทำไมเราต้องเอาจุดด้อยเรา มาทำให้เรายิ่งด้อยกว่าเดิมละลูก ดูวัยรุ่น ที่กรุงเทพสิ เค้าอ้วน แต่เค้าแต่งตัวน่ารักๆ เค้ามั่นใจหน้าตาเค้าก็มีความสุขดีนะ แต่ถ้าลูกคิดว่า เพราะว่าลูกอ้วน แล้วทำให้ไม่มีเพื่อน เราก็ขยันในเรื่องอื่นสิ ตั้งใจเรียน ขยันทำงาน เดี่ยวเพื่อน ก็จะเข้ามาหาเราเอง บทสนทนาที่แม่ได้คุยกับดิฉันในวันนั้น ทำให้ดิฉันเปลี่ยน

                ดิฉัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลองเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่  พยายามมั่นใจกับสิ่งที่ทำมากยิ่งขึ้น ขยัน และตั้งใจเรียน ถึงแม้จะเรียนไม่เก่ง แต่การที่เราขยัน ผลที่ได้ คือตามที่แม่บอกจริงๆ เพื่อนเริ่มเข้ามาหาดิฉันมากขึ้น ดิฉันเริ่มมีเพื่อน เริ่มมีสังคม และเรื่องนึงที่สอนดิฉันในเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ กลุ่มเพื่อน เราสามารถเลือกคบได้ และเราควรเลือกกลุ่มเพื่อน ที่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นเรา  นั้นคือเพื่อนแท้ และจริงใจ

เรื่องที่ 2: เหตุการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้น

                เหตุการณ์ดังกล่าวก็คงจะเป็นเหตุการณ์ในสถานที่ทำงานในปัจจุบัน โดยปกติแล้ว น่าจะเป็นกันในสังคมไทยในปัจจุบัน นั้นคือ เรื่องความอาวุโส ด้วยตัวดิฉัน ก็เป็นพนักงานระดับปฏิบัติการคนนึง  ด้วยอายุงานก็ถือว่าน้อยกว่าพี่ๆที่ทำงานมาก่อนหน้านั้น  ด้วยนิสัยที่ว่า ปฎิเสธคนในเรื่องงานไม่เป็นและ เป็นคนที่ชอบรับงานไว้คนเดียว ทำให้เกิดเหตุการณ์ การแบบรับงานที่มากเกินไป จนกระทั่งวันนึง เครียดในเรื่องงานมาก จนกระทั้งร้องไห้ออกมา มีกลุ่มพี่ทำงาน คนนึงได้นั่งฟังดิฉันปรับทุกข์ แกเลยบอกว่า พี่ก็เข้าใจในเมย์นะ แต่การที่เราแบกรับงานไว้คนเดียวมากเกินไป การไม่ปฏิเสธ เลย ผู้ใหญ่เค้าก็คิดว่าเราทำงานได้ เค้าเลยมอบงานให้เรื่อยๆ เพราะเค้าเห็นว่าเราทำได้ ถามถึงว่าดีไหม ก็ดี เพราะเรามีความสามารถ แต่เราได้อะไรจากสิ่งนั้น นอกจาก เครียดกว่าเดิม ในบางครั้ง งานบางงานเราก็ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง ไม่ใช่ว่ารับให้เค้าทุกอย่าง และงานที่เราทำอยู่ ถ้าเราคิดว่า เราทำดีที่สุดแล้ว นั้นก็พอ เพราะพี่ก็คิดว่า สิ่งที่เมย์ทำ มันก็ดีกว่าบางคนที่พูดจาต่อหัวหน้า บอกว่าตัวเองงานเยอะ แต่ที่จริงแล้วทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ทำได้เท่าที่ทำ และทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถของเรา และที่สำคัญ อย่าเครียด

 

                การปรับทุกข์ดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับตัวใหม่ พยายามไม่เครียดเรื่องงานมากเกินไป ทำงานเท่าที่ทำได้ เพราะคิดเสมอว่า ถึงเราเครียดไป หรือป่วยจากกงาน บริษัทก็แค่หาคนใหม่มาทำงานทดแทนตำแหน่งเราก็เท่านั้น” แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่ทำงานนะค่ะ ก็ยังคงทำงาน และรับผิดชอบในสิ่งที่ทางบริษัทมอบหมายมาเช่นเดิม เพียงแค่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ก็เท่านั้น เพราะดิฉันคิดว่า หากดิฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ได้ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และสภาพจิตใจของฉันก็จะดีขึ้นตาม