คนกลุ่มนี้ไปเชื่อถือว่า การได้แบบ “วาสนา” แบบ “ลาภลอย” เป็นสิ่งที่ดี วิเศษ และควรแก่การใฝ่หา

มีคนจำนวนมาก อยากได้ โดยไม่ต้องทำ อยากรู้โดยไม่ต้องเรียน

หรือตามหลักธรรมว่า “อยากได้ผลลัพธ์โดยไม่ต้องการสร้างเหตุ”

ที่เป็นระดับของความเข้าใจที่ “ผิดพลาด” พอสมควรทีเดียว

อันเนื่องมาจากบางท่านน่าจะมีระบบคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจขั้นตอน และความเชื่อมโยงของการกระทำ และผลที่เกิดขึ้น ที่เป็นกลไกของธรรมชาติของการได้ดังกล่าว

ทำให้คนกลุ่มนี้ไปเชื่อถือว่า การได้แบบ “วาสนา” แบบ “ลาภลอย” เป็นสิ่งที่ดี วิเศษ และควรแก่การใฝ่หา เคารพ
ยกย่อง และทำให้มีความเข้าใจผิดไปถึงการหาทางทำให้เกิดวาสนา ลาภ หรือบารมีดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ตามหลักของ “อิทัปปัจจยตา”
และ “ปฏิจจสมุปบาท”

ที่เป็นเหตุให้คนไปคิดพึ่งพาระบบ “การพนัน” และ “พิธีกรรม” จนเป็น “สิ่งเสพติด” ในระบบชีวิต ลึกเข้าไปๆ แทนการใช้ความรู้และปัญญาในการสร้างเหตุที่ถูกต้องแห่งการได้มาของสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ระดับความเข้าใจผิดนี้ มีหลายขั้น และหลายระดับมาก จนทำให้เกิดความซับซ้อนและสับสน
ที่ยากแก่การแก้ไขได้โดยง่าย บางครั้งถึงกับว่า “ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง” ด้วยความไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานของธรรมชาติ
และเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง มีความสับสนในเป้าหมายหลัก
และเป้าหมายรอง หรือระหว่างเป้าหมายระยะสั้นกับเป้าหมายระยะยาว หรือ
แม้แต่คำว่าระยะสั้นกับระยะยาวก็อาจจะยังสับสนปนเปกันด้วยซ้ำ

 

ทั้งนี้
น่าจะเนื่องมาจากความไม่เข้าใจขั้นตอนของการพัฒนาการของธรรมชาติ
ที่จะเป็นเช่นนั้นเอง ที่ทำให้คนมองเหตุ และผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเชื่อมโยงกันได้ จึงไม่คิดที่จะสร้างเหตุของผลที่ถูกต้องตามหลักของธรรมชาติ
แต่กลับไปพยายามสร้างเหตุที่ผิดหลักของธรรมชาติ ดังกล่าวแล้ว

ผมก็เคยเป็นเช่นนี้มาหลายๆเรื่อง
แต่ผมจะพยายามทำความเข้าใจหาความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆ
จนเกิดความรู้และความเข้าใจ ที่สามารถอธิบายกับตัวเองได้ อธิบายให้ใครฟังก็ได้

ที่คาดว่าน่าจะมาจากความชอบส่วนตัวของผมเอง
ที่ชอบบอกให้คนอื่นรู้ในสิ่งที่ผมคิดว่าดี ควรแก่การน้อมรับมาเป็นวิถีของแต่ละคน

ที่บางท่านอาจจะเรียกว่า “ทานบารมี” ที่สะท้อนว่า เพราะความที่ผมอยากให้ผู้อื่นได้รับแต่สิ่งดีๆ
ทำให้ผมได้รับ “บารมี” นั้นๆ มาเกิดกับตัวผมเอง

แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น
ผมกลับคิดว่า การกระทำของผมเช่นนั้น เป็นเพียง “กลไก”
ที่ทำให้ผมมีความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ปฏิบัติได้ถูกต้อง และตรงไปตรงมามากขึ้น
จึงบังเกิดผลที่ดีมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็คือกระบวนการเรียนของผม
ที่พยายามสร้างเหตุให้เกิดผลตามที่ตั้งใจไว้ อย่างตรงไปตรงมา ตามกฎของธรรมชาติ
เท่านั้นเอง

ที่ผมเชื่อว่า
ยังน่าจะมีคนจำนวนมากไม่คิดแบบที่ผมคิด จึงยังไม่ชอบเรียน ไม่พยายามจะพัฒนาความรู้
ที่จะเป็นการสร้างชีวิตของตัวเองตามกลไกของธรรมชาติ

กลับพยายามบิดเบือนกลไกของธรรมชาติ
หาทางลัด ที่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และส่วนใหญ่จะหลงทางไปในเส้นทางของ “อวิชชา”
ด้วยเหตุของ “มิจฉาทิฐิ”

ทั้งนี้มิเกี่ยวข้องกับระดับการศึกษา(ในระบบ)
และระดับความสามารถในการคิดแต่อย่างใด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น
มีคนจำนวนมากที่มีการศึกษาในระบบที่สูง และเก่งกาจด้านความคิดต่างๆ
ก็ยังใช้ชีวิตที่หลงทางผิดพลาดได้มากมาย เพียงเพราะไม่เข้าใจกฎของ “ไตรลักษณ์” คือ
อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา เพียงแค่นี้ระบบคิดก็จะหลุดไปลงอยู่กับความ “ไร่สาระ”
แล้ว

ผมใช้เวลาคิดเรื่องนี้มายาวนานมาก
ทุกเวลาที่ไปทำนา ผมจะมีเวลาคิดเรื่องแบบนี้มาก และมีเวลาทบทวนตัวเองมาก
เนื่องด้วยความเป็น “ธรรมชาติ” ของระบบนาของผม ที่ผมพยายามทำแบบธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่คนที่ไม่เข้าใจ
จะคิดว่าผมขี้เกียจ และที่ผมทำได้แบบนั้นเพราะผมไม่เดือดร้อน
ที่จะไปพึ่งพาผลผลิตจากระบบนาเพียงอย่างเดียวซึ่งก็มีส่วนถูก แต่เขาอาจจะลืมมองไปว่า ที่ผมทำได้แบบนี้
เพราะผมได้พยายามสร้างเหตุให้เกิด ผมจึงได้รับผลจากเหตุที่ผมสร้างไว้ และที่สำคัญ ผมระลึกถึงกฎของธรรมชาติ
และกฎของไตรลักษณ์ไว้อย่างไม่คลอนแคลน ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่เริ่มอ่านหนังสือธรรมะมาอย่างเข้าใจบ้าง
ไม่เข้าใจบ้าง ก็ค่อยๆปฏิบัติมา เรียนรู้มาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

อะไรที่ผิดพลาดไป
ก็พยายามแก้ไขทันที พยายามที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำขึ้นมาอีก
ที่จะต้องเรียนรู้ถึงความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว ทันเวลา

จึงเป็นที่มาของการเรียนของผมตลอดเวลาของชีวิตที่ผ่านมาครับ
ที่น่าจะแตกต่างจากชีวิตของคนที่ไม่คิดจะเรียน แต่เพียงอยากได้ผลเพียงอย่างเดียว
อย่างแน่นอน

ผมคิดอย่างนี้
และทำมาอย่างนี้ จึงสรุปแบบนี้ครับ