แง่มุมที่พูดถึง "ความรัก เท่ากับ ความยึดติด" ที่กระทำโดยพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็มีการพูดถึงไว้ดังนี้


วจนะของพระพุทธเจ้าที่ทรงทิ้งไว้ให้เรานั้น
รวมถึงคำสอนซึ่งฟังดูแปลก หากพิจารณาจากมุมมองสมัยใหม่
คือคำสอนว่า "เช่นนี้แล้ว ท่านย่อมไม่พึงรักผู้ใด"
"ความรัก" ที่ว่านี้ ไม่ใช่ความรักที่ผมหมายถึง แต่เป็น "ความยึดติด"
เป็นความรักยึดติดที่ครอบครองและบีบบังคับที่คุณมีต่อคนใกล้ชิด
คนที่คุณอิงแอบแนบชิดราวกับถูกทากาวดักนก

ยกตัวอย่างเช่น ความยึดติดของพ่อแม่ที่มีต่อลูก

มีพ่อแม่หลายคนซึ่งมีลูกคนเดียว
ไม่สามารถปล่อยวางความผูกพันยึดติดของตนที่มีต่อลูก
มันคือความรักที่ติดหนึบเหมือนกาวดักนก และก่อให้เกิดความทุกข์
ลูกไม่สามารถหลุดรอดจากมัน
ลูกต้องทนทุกข์ แต่พ่อแม่ก็ทุกข์ด้วย
เรื่องทำนองเดียวกันนี้เกิดกับคู่สามีภรรยาเช่นกัน
ความรักแบบนี้ คือ "ความรักที่ผูกมัด"

ไม่ใช่ "ความรักที่มีแต่ให้" อย่างที่ผมสอน
แต่เป็น "ความรักที่ผูกมัด"


ความรักของคนทั่วไปจะเป็นแบบผูกมัดโดยธรรมชาติและสัญชาตญาณ
เวลาที่คุณรัก ความรักของคุณจึงเป็นพันธนาการ

คนเป็นแม่จะรักลูกมาก ยากที่ลูกจะดิ้นรนหลุดจากอ้อมกอดของแม่
ในทางกลับกัน ลูกจะต่อต้านและพยายามเป็นอิสระ
ช่วงเวลาของการขบถจึงเกิดขึ้นอย่างหนีไม่พ้น
หากลูกสามารถปลดตัวเองจากความรักผูกมัดของพ่อแม่ได้
เขาจะเติบโตเป็นสมาชิกผู้ใหญ่เต็มตัวของสังคม
จากนั้นเขาหรือเธอย่อมสามารถแต่งงาน
มีครอบครัวของตัวเอง และมีชีวิตเป็นอิสระจากพ่อแม่
หากลูกไ่ม่สามารถหลุดจากมัน เขาหรือเธออาจยังคงเป็นโสด
และอยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่ไปจนอายุ ๓๐ กว่า

ไม่เฉพาะแต่กรณีของแม่กับลูกชายเท่านั้น
ลูกสาวคนเดียวที่พ่อแม่รักมากก็อาจรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการ
ด้วยความรักที่ผูกมัดเหนียวแน่นของพ่อแม่
และไม่สามารถหนีพ้นจากชายคาบ้าน

เป็นเรื่องยากที่จะรับมือกับความรักโดยใช้ทางสายกลาง
ความรักโดยตัวมันเองแล้วไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่อย่างใดเลย
แต่ีความรักที่มากเกินไปสามารถก่อให้เกิดความทุกข์
เพราะความลุ่มหลงเกินขนาด


วันหนึ่งลูกก็ต้องเป็นอิสระจากพ่อแม่

หลายครั้งในชีวิตที่ลูกแยกจากพ่อแม่ บางครั้งลูกก็ตายก่อนพ่อแม่
หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดขึ้นในชีวิต
จะอย่างไรก็ตาม "นั่นคือชีวิต"

หากคุณให้กำเนิดเด็กทารกคนหนึ่งบนโลกนี้
คุณย่อมหวังจะใช้ชีวิตร่วมกับลูกของคุณตลอดไป
แต่วันหนึ่งลูกจะเป็นอิสระจากคุณ เมื่อเขาผ่านช่วงเวลาขบถของเราหรือเธอ
คุณจะต้องยอมรับสิ่งนี้

ลูกต้องขบถและเป็นอิสระจากพ่อแม่
เป็นเรื่องที่ผิดหากพ่อแ่ม่พยายามจะยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้น
นี่คือชีวิต
นี่คือสัจธรรม เป็นกฎเกณฑ์ที่ถูกวางไ้ว้แล้ว
หากคิดอย่างนี้ คุณก็จะไม่ต้องทุกข์หรือเศร้าเสียใจ

เวลารับมือกับความสัมพันธ์ของมนุษย์
สิ่งสำคัญคือ เราต้องอย่าขยายความทุกข์หรือความเศร้า
โดยการกดปุ่มที่เขียนว่า "ความรัก"


................................................................................................................................................................................


หากความรักที่่พ่อแม่มีต่อลูกมันมากเกินไป
ตัวลูกเองจะไ่ม่สามารถเติบโตในสังคมด้วยความแข็งแกร่ง

แต่จะอ่อนแออยู่ตลอดเวลา ขาดภูมิคุ้มกันชีวิต
พ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดชีวิต

หากเมื่อถึงวันนั้น ลูกจะอยู่ได้อย่างไร

หรือ

พ่อแม่หลายคนชอบบงการชีวิตลูก
เพราะคิดว่าสิ่งที่ให้ลูกคือสิ่งที่ดีที่สุด
แต่กลับไม่เคยถามลูกเลยสักว่า

"ลูกต้องการสิ่งนี้ไหม"

พ่อแม่คิดว่าดี สุข
แต่ลูกกับกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
อยู่กับความทุกข์ทรมานอยู่ทุกวัน ๆ

หากพูดปฎิเสธไปก็กลัวสังคมจะตราหน้าว่า
เป็นคนอกตัญญูต่อบุพการีไปอีก


หากรักลูกจริง ถามเขาก่อนดีไหมว่า
เขาอยากได้สิ่งนี้ เขามีความสุขกับสิ่งนี้ไหม

อย่าทำบาปกับลูกเลยครับ

"ความรัก" จะกลายเป็น "ตราบาป" ไป


ลองคิด

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...



...............................................................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ...


ริวโฮ โอคาวา (ฉันชนก โอสถานนท์ แปล).  ตกหลุกรักให้เป็น.  กรุงเทพฯ : แฮปปี้ไซเอนซ์, ๒๕๕๖.