นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในการประเมินและออกแบบกระบวนการบำบัดฟื้นฟูแก่บุคคลออทิสติก แต่กระบวนการทางกิจกรรมบำบัดที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนั้นจะขึ้นอยู่กับศาสตร์และศิลป์ของการใช้สื่อทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ 1) การใช้ตัวเองเป็นต้นแบบอย่างมีสติ 2) การวิเคราะห์และการสังเคราะห์กิจกรรม 3) การเลือกและการใช้บริบท 4) การสอนและการศึกษา 5) เทคนิคการร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และ 6) การประเมินติดตามผู้รับบริการแบบพลวัติ อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมบำบัดต้องวางแผนการใช้สื่อต่างๆ ตามกระบวนการการให้เหตุผลทางคลินิก ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างบันทึก18จากประสบการณ์ของนักศึกษากิจกรรมบำบัด หรือ นศ.กบ. รุ่นแรกของม.มหิดล ที่ให้บริการบุคคลออทิสติก (กรณีศึกษาจริง) จำนวน 6 ราย ดังต่อไปนี้:-

กรณีศึกษาที่หนึ่ง

ชื่อผู้รับบริการ เด็กชาย ป. อายุ 5 ขวบ 8 เดือน วันที่เข้ารับบริการ 3 ก.พ. 54

ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ. ณัฏฐกานต์ เพชรทอง วันที่รายงาน 9 มิ.ย.54

1. บริบทของการให้บริการ

ข้อจำกัด หนึ่งสัปดาห์แรกของการฝึก เนื่องจากความไม่คุ้นเคยกับผู้บำบัดทำให้ผู้รับบริการไม่ค่อยยอมทำกิจกรรม แต่หลังจากสัปดาห์นั้น ผู้รับบริการเริ่มคุ้นเคยยอมทำทุกกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บำบัด

2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ

    เนื่องจากผู้รับบริการยังเด็กไม่สามารถสอบถามส่วนนี้ได้จึงสอบถามจากผู้ปกครอง (แม่) ได้ข้อมูลดังนี้

2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัพธ์

    จากการพูดคุยกับผู้ปกครอง ผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีขึ้นของผู้รับบริการในแต่ละด้านจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ปกครองมีกำลังใจ และ อดทนรอวันที่ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเองในทุกด้าน

2.2 ความสามารถ และความบกพร่องที่มีอยู่

·  พัฒนาการช้า

·  สมาธิในการทำกิจกรรมสั้น

·  ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง

·  ความรู้ความเข้าใจ

·  ทักษะสังคม

2.3 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว

    ผู้ปกครองต้องการให้ผู้รับบริการเข้าใจและทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง ช่วยเหลือตนเองได้  สามารถไปโรงเรียนและเข้ากับเพื่อนได้

3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ

3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้

ปัญญาทักษะทางสังคม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัด คือ ความไม่คุ้นเคยและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัดในสัปดาห์แรกของการรับบริการ

3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ

    ผู้บำบัดคาดหวังว่าผู้รับบริการสามารถบรรลุตามเป้าประสงค์การบำบัดฟื้นฟูในด้าน สมาธิ การสบตา ลดภาวะแสวงหาข้อต่อคือการแสดงพฤติกรรมที่โลดโผน หรือกระโดดล้มตัวแรงและ การแสวงหาการทรงตัว เช่น กระโดดหมุนศรีษะ ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเช่น โวยวาย กรี๊ด  ผู้บำบัดมีความพึงพอใจในผลของการรับบริการในระยะเวลา 5 สัปดาห์ เพราะ ผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บำบัด และสามารถบรรลุตามเป้าประสงค์ในด้านที่ผู้บำบัดคาดหวังไว้

4. ทัศนคติ และความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ

4.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึงประสงค์

    การให้โปรแกรมฝึกในคลินิกยังไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้รับบริการมารับบริการแค่สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เพื่อผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีผู้บำบัดจึงแนะนำโปรแกรมการฝึกให้ผู้ปกครองไปฝึกที่บ้านเพื่อประสิทธิภาพของผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีขึ้น

4.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ

·  ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ

·  ไม่แสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย

·  เพิ่มการสบตา และสมาธิในการทำกิจกรรม

·  การช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมช่วยเหลือตนเอง

5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ

การอธิบายเหตุผลของข้อมูลทางคลินิกที่ยังไม่ชัดเจนด้วยการรับรู้ ตัดสินใจ และการกระทำที่เกิดขึ้นจริงระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ

5.1  กรอบอ้างอิงพัฒนาการ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้สมวัย เนื่องจากผู้รับบริการมีพัฒนาการ

ช้ากว่าอายุจริงในด้านความคิดความเข้าใจและการเคลื่อนไหว

5.2  กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วย

ตนเอง

5.3 กรอบอ้างอิงชีวกลศาสตร์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทรงตัว การเดิน และกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง

5.4  กรอบอ้างอิงการฝึกหัดเขียน เพื่อเตรียมความพร้อมพื้นฐานด้านการเขียน มีรูปแบบการจับดินสอที่

ถูกต้อง และมีการลากเส้นต่อจุด วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม

6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์

6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมติฐานทางคลินิก

รวบรวมปัญหาเพื่อตั้งสมมติฐานทางคลินิกโดยการใช้แบบประเมิน สังเกตพฤติกรรม สัมภาษณ์ผู้ปกครอง เพื่อประเมินความสามารถของผู้รับบริการในด้าน การบูรณาการประสาทความรู้สึก ความสามารถในการเคลื่อนไหว  ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ ความสามารถด้านทักษะสังคม จากการประเมินสามารถรวบรวมปัญหาที่ชี้นำในการตั้งสมมติฐานได้ดังนี้

·  ปัญหาไม่สบตา 

·  ปัญหาซน อยู่ไม่นิ่ง  สมาธิในการทำกิจกรรมสั้น

·  ปัญหาแสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย

·  ปัญหาการวางแผนการเคลื่อนไหว สหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการทรงตัว

·  ปัญหาด้านการเขียน

·  ปัญหาการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมแต่งกาย การทำความสะอาดในช่องปาก

  และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย

6.2 ค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก และเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิกโดยใช้กรอบอ้างอิง

6.2.1 กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เพื่อให้ผู้รับบริการรับและตอบสนองด้านระบบประสาทความรู้สึกอย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ การแสวงหาการรับรู้ข้อต่อการทรงตัวไม่ดี และมีภาวะอยู่ไม่นิ่ง จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้เพื่อแก้ไขปัญหาโดยให้กิจกรรมที่ลดการแสวงหาการรับรู้ข้อต่อ เพิ่มการทรงตัว และลดภาวะไม่อยู่นิ่ง กิจกรรมกระโดดบนตาข่ายสปริง กิจกรรมนั่งชิงช้าโยนบอลใส่ตะกร้า ฯลฯ

6.2.2 แบบจำลองการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ผู้รับบริการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม และสามารถควบคุมตนเองในการทำกิจกรรมได้จนเสร็จสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ ผู้รับบริการมีพฤติกรรมกรี๊ด ร้องโวยวาย และดิ้นกับพื้นเมื่อไม่อยากทำกิจกรรม/ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้เพื่อแก้ไขปัญหา โดยผู้บำบัดกระตุ้นให้เด็กมองและสนใจกิจกรรม เช่น การจับศรีษะให้มอง การใช้เสียงเคาะ

การตั้งเงื่อนไข หรือ การให้แรงเสริมรางวัล

6.2.3 กรอบอ้างอิงพัฒนาการ  เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้สมวัย เนื่องจากผู้รับบริการมีพัฒนาการช้ากว่าอายุจริง ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ มีพัฒนาการล่าช้าด้านสหสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว มีการเคลื่อนไหวไม่ราบเรียบขณะเดินบนพื้นต่างระดับ ไม่สามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางได้ จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกิจกรรมการวางแผนการเคลื่อนไหว เช่น กระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางหยิบบอลใส่ตะกร้า  โยน- รับบอลกับผู้บำบัด ฯลฯ

6.2.4 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ กิจกรรมแต่งกาย การทำความสะอาดในช่องปาก และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย

6.2.5 กรอบการทำงานขอบเขตและกระบวนการ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการโดยการคำนึงถึงทัศนคติ นิสัย และความสามารถของผู้รับบริการมาใช้ในการวิเคราะห์และการสังเคราะห์กิจกรรม

7. การให้เหตุผลเชิงปฏิบัติ โดยการมองปัญหาตามลำดับความสำคัญในการให้การบำบัดฟื้นฟูโดยการพิจารณาจากการวินิจฉัยโรคและปัญหาทางคลินิกของผู้รับบริการแต่ละคน ซึ่งผู้บำบัดมองว่าผู้รับบริการมีปัญหาที่สำคัญอันดับแรกคือ การสบตาและภาวะอยู่ไม่นิ่ง ที่จะส่งผลต่อการทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป

8. การให้เหตุผลเชิงแปลความ

8.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์

    จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (แม่):  รับรู้และยอมรับว่าผู้รับบริการเป็นโรคออทิสติก ทราบถึงความบกพร่องด้านต่างๆของผู้รับบริการ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการฝึกและดูแลผู้รับบริการเป็นอย่างดี ผู้ปกครองคิดว่าผู้รับบริการจะช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นหลังเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัด

8.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคตการสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ

จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (แม่): ผู้ปกครองต้องการให้ผู้รับบริการเข้าใจและทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถไปโรงเรียน เข้ากับเพื่อนได้ และสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง

8.3 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่า และคุณธรรมต่อผู้รับบริการ

·  ให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้บำบัด ผู้รับบริการและผู้ปกครอง

·  ให้บริการด้วยความเอาใจใส่ เต็มความสามารถทั้งในการให้การบำบัดบำบัดฟื้นฟูและการให้เหตุผลทางคลินิก

·  สอบถามความต้องการของผู้รับบริการหรือผู้ดูแลเพื่อใช้ประกอบเป็นแนวทางในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟู

·  การจัดการอารมณ์ และแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในการให้บริการ

·  รายงานความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟูที่เป็นจริงให้ผู้ปกครองทราบ

·  ยอมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการบำบัดฟื้นฟูของผู้ปกครอง

9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข

9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข

    ประเมินด้านการบูรณาการประสาทความรู้สึกโดยวิธีการให้ผู้ปกครองทำแบบประเมินกระบวนการรับความรู้สึก และผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการพบว่า ผู้รับบริการมีปัญหาการบูรณาการประสาทความรู้สึกคือ แสวงหาการรับรู้ข้อต่อ และการทรงตัว มีภาวะอยู่ไม่นิ่ง และมีสมาธิในการทำกิจกรรมสั้น แก้ไขโดยการให้กิจกรรมที่ส่งเสริมการบูรณาการความรู้สึกที่เหมาะสม การให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ออกแรงเยอะเพื่อลดภาวะอยู่ไม่นิ่ง ให้กิจกรรมที่เพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก กิจกรรมเสียบหมุด

  ประเมินสมาธิในการทำกิจกรรมและการควบคุมตนเอง ผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการขณะทำกิจกรรม และสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่าผู้รับบริการมีพฤติกรรมกรี๊ด  ร้องโวยวาย ดิ้นกับพื้นเมื่อไม่อยากทำกิจกรรม หรือไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แก้ไขโดยการปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ โดยผู้บำบัดกระตุ้นให้เด็กมองและสนใจกิจกรรม เช่น การจับศรีษะให้มอง ใช้เสียงเคาะ การตั้งเงื่อนไข การให้แรงเสริม ร่วมกับการให้กิจกรรมบูรณาการประสาทความรู้สึก

  ประเมินด้านสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการวางแผนการเคลื่อนไหว โดยผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการขณะทำกิจกรรม พบว่าผู้รับบริการยังกระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางไม่ได้ซึ่งมีพัฒนาการช้ากว่าวัย และการประเมินจากกิจกรรมโยนรับบอลกับผู้บำบัดพบว่าผู้รับบริการมีปัญหาในการวางแผนการเคลื่อนไหว แก้ไขโดย ให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการวางแผนการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากสาธิตให้ผู้รับบริการดู ลดความช่วยเหลือลง และค่อยๆเพิ่มความยากขึ้นตามความสามารถของผู้รับบริการ เช่น กิจกรรมกระโดดสองขาข้าม กระโดดกางหุบสลับสองขาข้ามสิ่งกีดขวาง หยิบบอลใส่ตะกร้า  โยน-รับบอลกับผู้บำบัด

   ประเมินด้านทักษะทางด้านสังคมโดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการพบว่าผู้รับบริการมีพฤติกรรมไม่สบตาและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัดในสัปดาห์แรกของการรับบริการเนื่องจากความไม่คุ้นเคย แก้ไขโดยการให้กิจกรรมที่กระตุ้นการมองวัตถุ สี แสง  ผู้บำบัดพูดกระตุ้นให้เด็กสบตา เช่น การเรียกชื่อ และปรับสิ่งแวดล้อมรอบข้างให้เหมาะกับการทำกิจกรรมโดยลดสิ่งเร้าที่ส่งผลต่อสมาธิในการทำกิจกรรม เช่น เสียง 

  ประเมินปัญหาด้านการช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและให้ผู้รับบริการทำให้ดูในสถานการณ์จริง พบว่าผู้รับบริการมีปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันในด้าน การแต่งกาย การทำความสะอาดภายในช่องปาก และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย แก้ไขโดยโดยผู้บำบัดวิเคราะห์ขั้นตอนในการทำกิจกรรม แบ่งขั้นตอนในการทำกิจกรรม  สาธิตและอธิบายให้เข้าใจ ฝึกในสถานการณ์จริง ประกอบกับการให้โปรแกรมผู้ปกครองไปฝึกที่บ้านให้เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมด้วยตนเองที่บ้าน และพยายามลดระดับความช่วยเหลือลง

    ประเมินความสามารถด้านการเขียน จากการให้ผู้รับบริการเขียนให้ดูพบว่าผู้รับบริการ

ยังไม่สามารถลากและวาดรูปทรงพื้นฐาน เช่น วงกลม สามเหลี่ยมได้  แก้ไขโดยให้กิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมพื้นฐานด้านการเขียน เช่น รูปแบบการจับดินสอที่ถูกต้อง การลากเส้นต่อจุด วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม

9.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน

ความคาดหวังของผู้ดูแล (แม่)

·  ผู้รับบริการสามารถช่วยเหลือตนเองในการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งผลที่ได้คือผู้รับบริการสามารถใส่เสื้อได้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อก่อนผู้ดูแลต้องช่วยเหลือบ้าง

·  ผู้รับบริการมีสมาธิในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น ผลที่ได้คือ ผู้รับบริการมีสมาธิในการทำกิจกรรมได้นานขึ้น เช่น จากกิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก มีสมาธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 นาที เป็น 3 นาที

·  ผู้รับบริการสามารถควบคุมตนเอง ไม่แสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย ผลที่ได้คือสังเกตขณะทำกิจกรรมพบว่า ผู้รับบริการสามารถควบคุมตนเองในการทำกิจกรรมได้ดีขึ้น พบพฤติกรรมกรี๊ด ร้อง โวยวายน้อยลงจากเดิม

·  ผู้รับบริการสามารถวางแผนการเคลื่อนไหว และมีสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างราบเรียบ ผลที่ได้คือ ผู้รับบริการสามารถกระโดด 2 ขา ข้ามสิ่งกีดขวางได้ซึ่งเมื่อก่อนทำไม่ได้ สามารถเดินทรงตัวบนพื้นต่างระดับได้ราบเรียบขึ้น

9.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ

    ผู้บำบัดประเมินซ้ำโดยวิธีสังเกตพฤติกรรมขณะฝึกและพูดคุยกับผู้ปกครอง

·  การสบตา และสมาธิในการทำกิจกรรม หลังการประเมินซ้ำพบว่า

o  กิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก มีสมาธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 นาที เป็น 3 นาที

o  การสบตาเมื่อเรียกชื่อ จาก 1 ใน 5 ครั้ง  เป็น 3 ใน 5 ครั้ง เมื่อผู้บำบัดเรียกชื่อ

·  การควบคุมตนเองในการทำกิจกรรม พบว่า จาก การควบคุมตนเองที่แย่ เป็น พอใช้

·  กิจกรรมการช่วยเหลือตนเอง หลังการประเมินซ้ำพบว่า

o  การใส่- ถอด เสื้อ จาก ช่วยเหลือเล็กน้อย เป็น ให้คำแนะนำ

o  การทำความสะอาดภายในช่องปาก จาก ไม่มีโอกาสได้ทำ เป็น ช่วยเหลือมาก

o  การทำความสะอาดหลังการขับถ่าย  ยังคงต้องช่วยเหลือปานกลาง

·  สหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หลังการประเมินซ้ำพบว่า สามารถกระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวาง

  สามารถกระโดดกาง- หุบ สลับกันข้ามสิ่งกีดขวางได้ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินครั้งแรกที่ผู้รับบริการ

  กระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางไม่เป็น

9.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม

ในการฝึกผู้รับบริการและผู้ดูแลให้ความร่วมมือในการฝึกเป็นอย่างดีและมาฝึกทุกครั้งที่มีนัดฝึก ยกเว้นในสัปดาห์แรก ผู้รับบริการไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการฝึก เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับผู้บำบัด ในสัปดาห์ถัดไปเมื่อผู้รับบริการเริ่มคุ้นเคย สัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัด ผู้รับบริการ และผู้ดูแลเป็นไปด้วยดี ผู้ดูแลเชื่อมั่นในผู้บำบัดและปฏิบัติตามโปรแกรมที่ผู้บำบัดแนะนำไปฝึกที่บ้าน ทำให้มีความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟู    จากการสังเกตของผู้บำบัดและการพูดคุยกับผู้ดูแล พบว่าผู้รับบริการรู้จักรอคอย นิ่ง และมีสมาธิในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น สามารถช่วยเหลือตนเองโดยลดความช่วยเหลือของผู้ดูแลลงได้ ในกิจกรรมแต่งกาย และ การทำความสะอาดช่องปาก ซึ่งส่งผลให้ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้นแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่ผู้รับบริการจะพึ่งพาผู้ดูแลเกือบทุกกิจกรรม นอกจากนี้ความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟูยังส่งผลให้ผู้ดูแลลดความวิตกกังวลและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย