นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทในการประเมินและออกแบบกระบวนการบำบัดฟื้นฟูแก่บุคคลออทิสติก แต่กระบวนการทางกิจกรรมบำบัดที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลนั้นจะขึ้นอยู่กับศาสตร์และศิลป์ของการใช้สื่อทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ 1) การใช้ตัวเองเป็นต้นแบบอย่างมีสติ 2) การวิเคราะห์และการสังเคราะห์กิจกรรม 3) การเลือกและการใช้บริบท 4) การสอนและการศึกษา 5) เทคนิคการร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และ 6) การประเมินติดตามผู้รับบริการแบบพลวัติ อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมบำบัดต้องวางแผนการใช้สื่อต่างๆ ตามกระบวนการการให้เหตุผลทางคลินิก ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างบันทึก18จากประสบการณ์ของนักศึกษากิจกรรมบำบัด หรือ นศ.กบ. รุ่นแรกของม.มหิดล ที่ให้บริการบุคคลออทิสติก (กรณีศึกษาจริง) จำนวน 6 ราย ดังต่อไปนี้:-
กรณีศึกษาที่หนึ่ง
ชื่อผู้รับบริการ เด็กชาย ป. อายุ 5 ขวบ 8 เดือน วันที่เข้ารับบริการ 3 ก.พ. 54
ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ. ณัฏฐกานต์ เพชรทอง วันที่รายงาน 9 มิ.ย.54
1. บริบทของการให้บริการ
ข้อจำกัด หนึ่งสัปดาห์แรกของการฝึก เนื่องจากความไม่คุ้นเคยกับผู้บำบัดทำให้ผู้รับบริการไม่ค่อยยอมทำกิจกรรม แต่หลังจากสัปดาห์นั้น ผู้รับบริการเริ่มคุ้นเคยยอมทำทุกกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บำบัด
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
เนื่องจากผู้รับบริการยังเด็กไม่สามารถสอบถามส่วนนี้ได้จึงสอบถามจากผู้ปกครอง (แม่) ได้ข้อมูลดังนี้
2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัพธ์
จากการพูดคุยกับผู้ปกครอง ผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีขึ้นของผู้รับบริการในแต่ละด้านจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ปกครองมีกำลังใจ และ อดทนรอวันที่ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเองในทุกด้าน
2.2 ความสามารถ และความบกพร่องที่มีอยู่
· พัฒนาการช้า
· สมาธิในการทำกิจกรรมสั้น
· ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
· ความรู้ความเข้าใจ
· ทักษะสังคม
2.3 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว
ผู้ปกครองต้องการให้ผู้รับบริการเข้าใจและทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถไปโรงเรียนและเข้ากับเพื่อนได้
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้
ปัญญาทักษะทางสังคม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัด คือ ความไม่คุ้นเคยและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัดในสัปดาห์แรกของการรับบริการ
3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ
ผู้บำบัดคาดหวังว่าผู้รับบริการสามารถบรรลุตามเป้าประสงค์การบำบัดฟื้นฟูในด้าน สมาธิ การสบตา ลดภาวะแสวงหาข้อต่อคือการแสดงพฤติกรรมที่โลดโผน หรือกระโดดล้มตัวแรงและ การแสวงหาการทรงตัว เช่น กระโดดหมุนศรีษะ ลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเช่น โวยวาย กรี๊ด ผู้บำบัดมีความพึงพอใจในผลของการรับบริการในระยะเวลา 5 สัปดาห์ เพราะ ผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บำบัด และสามารถบรรลุตามเป้าประสงค์ในด้านที่ผู้บำบัดคาดหวังไว้
4. ทัศนคติ และความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
4.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึงประสงค์
การให้โปรแกรมฝึกในคลินิกยังไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้รับบริการมารับบริการแค่สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เพื่อผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีผู้บำบัดจึงแนะนำโปรแกรมการฝึกให้ผู้ปกครองไปฝึกที่บ้านเพื่อประสิทธิภาพของผลการบำบัดฟื้นฟูที่ดีขึ้น
4.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ
· ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ
· ไม่แสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย
· เพิ่มการสบตา และสมาธิในการทำกิจกรรม
· การช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมช่วยเหลือตนเอง
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
การอธิบายเหตุผลของข้อมูลทางคลินิกที่ยังไม่ชัดเจนด้วยการรับรู้ ตัดสินใจ และการกระทำที่เกิดขึ้นจริงระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ
5.1 กรอบอ้างอิงพัฒนาการ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้สมวัย เนื่องจากผู้รับบริการมีพัฒนาการ
ช้ากว่าอายุจริงในด้านความคิดความเข้าใจและการเคลื่อนไหว
5.2 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วย
ตนเอง
5.3 กรอบอ้างอิงชีวกลศาสตร์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทรงตัว การเดิน และกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง
5.4 กรอบอ้างอิงการฝึกหัดเขียน เพื่อเตรียมความพร้อมพื้นฐานด้านการเขียน มีรูปแบบการจับดินสอที่
ถูกต้อง และมีการลากเส้นต่อจุด วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมติฐานทางคลินิก
รวบรวมปัญหาเพื่อตั้งสมมติฐานทางคลินิกโดยการใช้แบบประเมิน สังเกตพฤติกรรม สัมภาษณ์ผู้ปกครอง เพื่อประเมินความสามารถของผู้รับบริการในด้าน การบูรณาการประสาทความรู้สึก ความสามารถในการเคลื่อนไหว ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ ความสามารถด้านทักษะสังคม จากการประเมินสามารถรวบรวมปัญหาที่ชี้นำในการตั้งสมมติฐานได้ดังนี้
· ปัญหาไม่สบตา
· ปัญหาซน อยู่ไม่นิ่ง สมาธิในการทำกิจกรรมสั้น
· ปัญหาแสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย
· ปัญหาการวางแผนการเคลื่อนไหว สหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการทรงตัว
· ปัญหาด้านการเขียน
· ปัญหาการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมแต่งกาย การทำความสะอาดในช่องปาก
และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย
6.2 ค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก และเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิกโดยใช้กรอบอ้างอิง
6.2.1 กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เพื่อให้ผู้รับบริการรับและตอบสนองด้านระบบประสาทความรู้สึกอย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ การแสวงหาการรับรู้ข้อต่อการทรงตัวไม่ดี และมีภาวะอยู่ไม่นิ่ง จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้เพื่อแก้ไขปัญหาโดยให้กิจกรรมที่ลดการแสวงหาการรับรู้ข้อต่อ เพิ่มการทรงตัว และลดภาวะไม่อยู่นิ่ง กิจกรรมกระโดดบนตาข่ายสปริง กิจกรรมนั่งชิงช้าโยนบอลใส่ตะกร้า ฯลฯ
6.2.2 แบบจำลองการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ผู้รับบริการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม และสามารถควบคุมตนเองในการทำกิจกรรมได้จนเสร็จสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ ผู้รับบริการมีพฤติกรรมกรี๊ด ร้องโวยวาย และดิ้นกับพื้นเมื่อไม่อยากทำกิจกรรม/ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้เพื่อแก้ไขปัญหา โดยผู้บำบัดกระตุ้นให้เด็กมองและสนใจกิจกรรม เช่น การจับศรีษะให้มอง การใช้เสียงเคาะ
การตั้งเงื่อนไข หรือ การให้แรงเสริมรางวัล
6.2.3 กรอบอ้างอิงพัฒนาการ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้สมวัย เนื่องจากผู้รับบริการมีพัฒนาการช้ากว่าอายุจริง ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ มีพัฒนาการล่าช้าด้านสหสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว มีการเคลื่อนไหวไม่ราบเรียบขณะเดินบนพื้นต่างระดับ ไม่สามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางได้ จึงใช้กรอบอ้างอิงนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกิจกรรมการวางแผนการเคลื่อนไหว เช่น กระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางหยิบบอลใส่ตะกร้า โยน- รับบอลกับผู้บำบัด ฯลฯ
6.2.4 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของผู้รับบริการที่พบคือ กิจกรรมแต่งกาย การทำความสะอาดในช่องปาก และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย
6.2.5 กรอบการทำงานขอบเขตและกระบวนการ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำกิจกรรมของผู้รับบริการโดยการคำนึงถึงทัศนคติ นิสัย และความสามารถของผู้รับบริการมาใช้ในการวิเคราะห์และการสังเคราะห์กิจกรรม
7. การให้เหตุผลเชิงปฏิบัติ โดยการมองปัญหาตามลำดับความสำคัญในการให้การบำบัดฟื้นฟูโดยการพิจารณาจากการวินิจฉัยโรคและปัญหาทางคลินิกของผู้รับบริการแต่ละคน ซึ่งผู้บำบัดมองว่าผู้รับบริการมีปัญหาที่สำคัญอันดับแรกคือ การสบตาและภาวะอยู่ไม่นิ่ง ที่จะส่งผลต่อการทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป
8. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
8.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (แม่): รับรู้และยอมรับว่าผู้รับบริการเป็นโรคออทิสติก ทราบถึงความบกพร่องด้านต่างๆของผู้รับบริการ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการฝึกและดูแลผู้รับบริการเป็นอย่างดี ผู้ปกครองคิดว่าผู้รับบริการจะช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นหลังเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัด
8.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคตการสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (แม่): ผู้ปกครองต้องการให้ผู้รับบริการเข้าใจและทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง ช่วยเหลือตนเองได้ สามารถไปโรงเรียน เข้ากับเพื่อนได้ และสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง
8.3 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่า และคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
· ให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้บำบัด ผู้รับบริการและผู้ปกครอง
· ให้บริการด้วยความเอาใจใส่ เต็มความสามารถทั้งในการให้การบำบัดบำบัดฟื้นฟูและการให้เหตุผลทางคลินิก
· สอบถามความต้องการของผู้รับบริการหรือผู้ดูแลเพื่อใช้ประกอบเป็นแนวทางในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟู
· การจัดการอารมณ์ และแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในการให้บริการ
· รายงานความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟูที่เป็นจริงให้ผู้ปกครองทราบ
· ยอมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการบำบัดฟื้นฟูของผู้ปกครอง
9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
ประเมินด้านการบูรณาการประสาทความรู้สึกโดยวิธีการให้ผู้ปกครองทำแบบประเมินกระบวนการรับความรู้สึก และผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการพบว่า ผู้รับบริการมีปัญหาการบูรณาการประสาทความรู้สึกคือ แสวงหาการรับรู้ข้อต่อ และการทรงตัว มีภาวะอยู่ไม่นิ่ง และมีสมาธิในการทำกิจกรรมสั้น แก้ไขโดยการให้กิจกรรมที่ส่งเสริมการบูรณาการความรู้สึกที่เหมาะสม การให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ออกแรงเยอะเพื่อลดภาวะอยู่ไม่นิ่ง ให้กิจกรรมที่เพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก กิจกรรมเสียบหมุด
ประเมินสมาธิในการทำกิจกรรมและการควบคุมตนเอง ผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการขณะทำกิจกรรม และสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่าผู้รับบริการมีพฤติกรรมกรี๊ด ร้องโวยวาย ดิ้นกับพื้นเมื่อไม่อยากทำกิจกรรม หรือไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แก้ไขโดยการปรับพฤติกรรมของผู้รับบริการ โดยผู้บำบัดกระตุ้นให้เด็กมองและสนใจกิจกรรม เช่น การจับศรีษะให้มอง ใช้เสียงเคาะ การตั้งเงื่อนไข การให้แรงเสริม ร่วมกับการให้กิจกรรมบูรณาการประสาทความรู้สึก
ประเมินด้านสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการวางแผนการเคลื่อนไหว โดยผู้บำบัดสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการขณะทำกิจกรรม พบว่าผู้รับบริการยังกระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางไม่ได้ซึ่งมีพัฒนาการช้ากว่าวัย และการประเมินจากกิจกรรมโยนรับบอลกับผู้บำบัดพบว่าผู้รับบริการมีปัญหาในการวางแผนการเคลื่อนไหว แก้ไขโดย ให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการวางแผนการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากสาธิตให้ผู้รับบริการดู ลดความช่วยเหลือลง และค่อยๆเพิ่มความยากขึ้นตามความสามารถของผู้รับบริการ เช่น กิจกรรมกระโดดสองขาข้าม กระโดดกางหุบสลับสองขาข้ามสิ่งกีดขวาง หยิบบอลใส่ตะกร้า โยน-รับบอลกับผู้บำบัด
ประเมินด้านทักษะทางด้านสังคมโดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการพบว่าผู้รับบริการมีพฤติกรรมไม่สบตาและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัดในสัปดาห์แรกของการรับบริการเนื่องจากความไม่คุ้นเคย แก้ไขโดยการให้กิจกรรมที่กระตุ้นการมองวัตถุ สี แสง ผู้บำบัดพูดกระตุ้นให้เด็กสบตา เช่น การเรียกชื่อ และปรับสิ่งแวดล้อมรอบข้างให้เหมาะกับการทำกิจกรรมโดยลดสิ่งเร้าที่ส่งผลต่อสมาธิในการทำกิจกรรม เช่น เสียง
ประเมินปัญหาด้านการช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและให้ผู้รับบริการทำให้ดูในสถานการณ์จริง พบว่าผู้รับบริการมีปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันในด้าน การแต่งกาย การทำความสะอาดภายในช่องปาก และการทำความสะอาดหลังขับถ่าย แก้ไขโดยโดยผู้บำบัดวิเคราะห์ขั้นตอนในการทำกิจกรรม แบ่งขั้นตอนในการทำกิจกรรม สาธิตและอธิบายให้เข้าใจ ฝึกในสถานการณ์จริง ประกอบกับการให้โปรแกรมผู้ปกครองไปฝึกที่บ้านให้เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมด้วยตนเองที่บ้าน และพยายามลดระดับความช่วยเหลือลง
ประเมินความสามารถด้านการเขียน จากการให้ผู้รับบริการเขียนให้ดูพบว่าผู้รับบริการ
ยังไม่สามารถลากและวาดรูปทรงพื้นฐาน เช่น วงกลม สามเหลี่ยมได้ แก้ไขโดยให้กิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมพื้นฐานด้านการเขียน เช่น รูปแบบการจับดินสอที่ถูกต้อง การลากเส้นต่อจุด วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม
9.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
ความคาดหวังของผู้ดูแล (แม่)
· ผู้รับบริการสามารถช่วยเหลือตนเองในการทำกิจกรรมช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งผลที่ได้คือผู้รับบริการสามารถใส่เสื้อได้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อก่อนผู้ดูแลต้องช่วยเหลือบ้าง
· ผู้รับบริการมีสมาธิในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น ผลที่ได้คือ ผู้รับบริการมีสมาธิในการทำกิจกรรมได้นานขึ้น เช่น จากกิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก มีสมาธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 นาที เป็น 3 นาที
· ผู้รับบริการสามารถควบคุมตนเอง ไม่แสดงพฤติกรรมร้อง กรี๊ด โวยวาย ผลที่ได้คือสังเกตขณะทำกิจกรรมพบว่า ผู้รับบริการสามารถควบคุมตนเองในการทำกิจกรรมได้ดีขึ้น พบพฤติกรรมกรี๊ด ร้อง โวยวายน้อยลงจากเดิม
· ผู้รับบริการสามารถวางแผนการเคลื่อนไหว และมีสหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างราบเรียบ ผลที่ได้คือ ผู้รับบริการสามารถกระโดด 2 ขา ข้ามสิ่งกีดขวางได้ซึ่งเมื่อก่อนทำไม่ได้ สามารถเดินทรงตัวบนพื้นต่างระดับได้ราบเรียบขึ้น
9.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
ผู้บำบัดประเมินซ้ำโดยวิธีสังเกตพฤติกรรมขณะฝึกและพูดคุยกับผู้ปกครอง
· การสบตา และสมาธิในการทำกิจกรรม หลังการประเมินซ้ำพบว่า
o กิจกรรมร้อยเหรียญใส่เชือก มีสมาธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 นาที เป็น 3 นาที
o การสบตาเมื่อเรียกชื่อ จาก 1 ใน 5 ครั้ง เป็น 3 ใน 5 ครั้ง เมื่อผู้บำบัดเรียกชื่อ
· การควบคุมตนเองในการทำกิจกรรม พบว่า จาก การควบคุมตนเองที่แย่ เป็น พอใช้
· กิจกรรมการช่วยเหลือตนเอง หลังการประเมินซ้ำพบว่า
o การใส่- ถอด เสื้อ จาก ช่วยเหลือเล็กน้อย เป็น ให้คำแนะนำ
o การทำความสะอาดภายในช่องปาก จาก ไม่มีโอกาสได้ทำ เป็น ช่วยเหลือมาก
o การทำความสะอาดหลังการขับถ่าย ยังคงต้องช่วยเหลือปานกลาง
· สหสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หลังการประเมินซ้ำพบว่า สามารถกระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวาง
สามารถกระโดดกาง- หุบ สลับกันข้ามสิ่งกีดขวางได้ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินครั้งแรกที่ผู้รับบริการ
กระโดดสองขาข้ามสิ่งกีดขวางไม่เป็น
9.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
ในการฝึกผู้รับบริการและผู้ดูแลให้ความร่วมมือในการฝึกเป็นอย่างดีและมาฝึกทุกครั้งที่มีนัดฝึก ยกเว้นในสัปดาห์แรก ผู้รับบริการไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการฝึก เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับผู้บำบัด ในสัปดาห์ถัดไปเมื่อผู้รับบริการเริ่มคุ้นเคย สัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัด ผู้รับบริการ และผู้ดูแลเป็นไปด้วยดี ผู้ดูแลเชื่อมั่นในผู้บำบัดและปฏิบัติตามโปรแกรมที่ผู้บำบัดแนะนำไปฝึกที่บ้าน ทำให้มีความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟู จากการสังเกตของผู้บำบัดและการพูดคุยกับผู้ดูแล พบว่าผู้รับบริการรู้จักรอคอย นิ่ง และมีสมาธิในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น สามารถช่วยเหลือตนเองโดยลดความช่วยเหลือของผู้ดูแลลงได้ ในกิจกรรมแต่งกาย และ การทำความสะอาดช่องปาก ซึ่งส่งผลให้ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมในการดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้นแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่ผู้รับบริการจะพึ่งพาผู้ดูแลเกือบทุกกิจกรรม นอกจากนี้ความก้าวหน้าของผลการบำบัดฟื้นฟูยังส่งผลให้ผู้ดูแลลดความวิตกกังวลและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย
กรณีศึกษาที่สอง
ชื่อผู้รับบริการ ด.ช. เอฟ อายุ 5 ปี 4 เดือน วันที่เข้ารับบริการ 5 ก.พ. 54
ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ หทัยชนก เรืองสวัสดิ์ วันที่รายงาน 9 มิ.ย. 54
1. บริบทของการให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริมและจำกัดผลลัพธ์ในการให้บริการ เช่น คุณค่า ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจของผู้รับบริการ ความเชื่อมั่นในสมรรถนะของผู้ให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริมในการให้บริการ คือ ผู้ให้บริการได้ให้คุณค่าของงานให้บริการที่เป็นวิชาชีพของตนเองนั้นมีความหมายและได้ช่วยเหลือผู้อื่น มีความพยายามมุ่งมั่นตั้งใจในการจะให้การบำบัดบำบัดฟื้นฟูเพื่อช่วยให้ผู้รับบริการมีการพัฒนาที่ดีขึ้น และเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงได้เรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์กับผู้รับบริการฝ่ายเด็กออทิสติกเป็นคนแรก
ปัจจัยที่จำกัดผลลัพธ์ในการให้บริการ คือ ขาดความเชื่อมั่นในสมรรถนะของตนเองของผู้ให้บริการ ยังไม่ค่อยกล้าในการเข้าหาผู้รับบริการและผู้ปกครอง และไม่กล้าให้การบำบัดบำบัดฟื้นฟู เนื่องด้วยเป็นครั้งแรกในการลงมือปฏิบัติจริงแบบเดี่ยว
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัพธ์
จากการสังเกตและสัมภาษณ์จากผู้ปกครอง ผู้รับบริการจะมีแม่เป็นแรงจูงใจที่สำคัญเป็นกำลังใจที่ดีและเด็กมีความพยายามในการตั้งใจฝึกทำกิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู มีครอบครัวที่เข้าใจใส่ใจดูแลและให้ความสำคัญในการฝึก
2.2 ความสามารถและความบกพร่องที่มีอยู่
ความสามารถ คือ เข้าใจคำสั่งและทำตามได้ แต่ถ้าหากเป็นกิจกรรมใหม่ๆต้องสอนก่อนจึงเกิดการเรียนรู้และทำได้ ในการทำกิจวัตรประจำบางด้านสามารถทำเองได้ เช่น ทานข้าว, ในการสื่อสารพูดบอกความต้องการได้เป็นคำๆและจะสะกิดบอกแม่
ความบกพร่องที่มีอยู่ คือ ด้านกิจวัตรประจำวันยังได้รับความช่วยเหลือจากแม่แต่ในส่วนของความสามารถข้างบนได้บอกไว้ว่าสามารถทำได้เอง ด้านการสื่อสารยังไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ มีการพูดเลียนเสียงคำสุดท้ายอยู่, ในด้านการเล่นยังเล่นกับเพื่อนไม่เป็น ด้านการรับความรู้สึกที่หลีกหนีของการรับสัมผัส ด้านการทรงตัวยังไม่ดีและการเคลื่อนไหวยังไม่ราบเรียบ ด้านทักษะทางสังคมขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รอคอยไม่ได้ และควบคุมอารมณ์ตนเองยังไม่ได้
2.3 ความเข้าใจต่อการใช้ชีวิต
ผู้รับบริการยังเป็นเด็กวัย 5 ปี 4 เดือน ได้รับการวินิจฉัยเป็นออทิสติก
2.4 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว
จากการสอบถามผู้ปกครอง มีความคาดหวัง ให้ผู้รับบริการสามารถช่วยเหลือตนเองได้และดำเนินชีวิตในสังคมได้
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้
การยึดติดกับแม่ และการทำกิจกรรม เมื่อสิ้นสุดการทำกิจกรรมแล้วยังต้องคอยเตือนให้หยุดทำกิจกรรม
3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ
ผู้รับบริการจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นจากเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ เช่น สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเล่นกับเพื่อนได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง มีการรับความรู้สึกสัมผัสดีขึ้น สามารถรอคอยได้ มีการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและทรงท่าได้ดีขึ้น และสามารถพูดสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้
3.3 ทัศนคติและความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
3.3.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึ่งประสงค์
เนื่องจากผู้รับบริการมีความตั้งใจในการฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะความสามารถด้านต่างๆ และจากการให้บริการของเขตการศึกษาพิเศษเขต 1 ที่มีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงต่อทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ จึงมีความคิดเห็นว่า ควรจะแนะนำวิธีการฝึกให้ผู้ปกครองไปทำที่บ้านได้เอง จะได้เป็นการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง และให้ผู้ปกครองลดความช่วยเหลือลง มีการวางเงื่อนไข สร้างแรงจูงใจ ให้ผลสะท้อนกลับทางบวก
3.3.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ
ผู้รับบริการจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นจากเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ เช่น สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเล่นกับเพื่อนได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้านการแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งกาย การประทินโฉม เข้าห้องน้ำได้เอง มีการรับความรู้สึกสัมผัสดีขึ้นโดยสามารถใช้มือสัมผัสพื้นผิวที่แตกต่างกันได้ ปั้นแป้งโดว์เป็นลูกกลม 20 ลูก ทำภาพปะติดได้ 1 ภาพ สามารถรอคอยได้ 1-2 นาที มีการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและทรงท่าได้ดีขึ้นสามารถเดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้ระยะทาง 2 เมตร ยืนขาเดียวได้นาน 6 วินาที สามารถพูดสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และพูดเป็นประโยคสั้นๆได้และลดการพูดเลียนเสียงคำสุดท้าย
4. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
กรอบอ้างอิงที่ใช้ คือ กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย กรองอ้างอิงชีวกลศาสตร์ แบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และแบบจำลองบุคคล-สิ่งแวดล้อม-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-ความสามารถ
แต่กรอบอ้างอิงที่ยังไม่ได้ใช้ในแผนการบำบัดฟื้นฟูและคิดว่าควรใช้ คือ กรอบอ้างอิงพัฒนาการเนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญที่นักกิจกรรมบำบัดควรทารบว่า เด็กควรมีระดับพัฒนาการความสามารถถึงระดับไหน เมื่อเทียบกับช่วงอายุพัฒนาการของเด็กทั่วไปแล้ว จึงจะสามารถส่งเสริมพัฒนาการความสามารถนั้นให้เป็นไปตามช่วงวัยในแต่ละด้านที่เหมาะสมต่อไปได้
5. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
5.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมติฐานทางคลินิก
ด.ช. เอฟ อายุ 5 ปี 4 เดือน ได้เก็บรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำปัญหา โดยได้จากการได้สังเกต สัมภาษณ์จากผู้ปกครอง และการใช้แบบประเมินพฤติกรรมการประมวลความรู้สึก (Evaluation of Sensory Processing) แบบทดสอบพัฒนาการ (Denver-2) การประเมินขอบเขตองค์ประกอบในการทำกิจกรรม (Occupational Performance Profile) ทำให้ทราบปัญหาเพื่อตั้งเป็นสมมติฐานและใช้กรอบอ้างอิงต่างๆที่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์สมมติฐานที่เป็นปัญหาที่ตั้งไว้ได้ เช่น
การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการหลีกหนีการรับสัมผัส โดยเลือกใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เป็นการให้สิ่งเร้าการรับสัมผัสไปกระตุ้นค่อยๆเพิ่มให้เพื่อได้เรียนรู้ในการปรับระดับการรับความรู้สึกเพื่อแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม มีการฝึกทำซ้ำๆอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างกิจกรรม คือ กิจกรรมการปั้น กิจกรรมการทำภาพปะติด
การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการทรงตัวไม่ค่อยดีในขณะมีการเคลื่อนไหวและขณะทรงท่าอยู่กับที่ โดยเลือกใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เป็นการให้การรับความรู้สึกเพื่อได้เรียนรู้ผ่านการเล่นฝึกทำซ้ำๆ ตัวอย่างกิจกรรม การเคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวาง อาทิ การหยิบบอลผ่านสิ่งกีดขวาง สิ่งกีดขวาง เช่น อุโมงค์ ขั้นบันได ทางเดินทรงตัว กระโดดตาข่ายสปริง กระดานทรงตัว ฯลฯ
การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการมีทักษะสังคมในการมองสบตาขณะสนทนา เล่นกับเพื่อนเป็น (เล่นกับผู้บำบัดได้) รู้กติการอคอยได้ ส่งเสริมการพูด โดยเลือกใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ แบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และแบบจำลองบุคคล-สิ่งแวดล้อม-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-ความสามารถ เป็นการออแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย ความสามารถ ที่มีเพื่อพัฒนาในแต่ละด้านนั้นได้ต่อไป โดยทำร่วมกับผู้บำบัดก่อนให้เรียนรู้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รู้กติการอคอยได้ มีการใช้แรงจูงใจและความสนใจ ให้การกระตุ้นทั้งการพูดและท่าทาง ให้การตอบกลับกับการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและคอยเตือนกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการกระตุ้นการพูดสนทนา การมองสบตาเมื่อมีการสนทนา ตัวอย่างกิจกรรม ทำกิจกรรมผ่านการเล่นตามที่เด็กสนใจ อาทิ กิจกรรมถามตอบจับคู่ภาพบัตรคำ กิจกรรมหยิบบล็อกไม้รูปทรงใส่แม่พิมพ์โดยบอกกติการอคอยได้มีการเตือนและสอนวิธีการเล่นสาธิตให้เข้าใจ เล่นสลับกับผู้บำบัด กระตุ้นถามตอบ ให้มองสบตาเมื่อมีการสนทนา
การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการทำกิจวัตรประจำวัน โดยทราบว่าเด็กไม่มีโอกาสได้ทำเอง และได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครองจนเกิดความเคยชิน โดยเลือกใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ แบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และแบบจำลองบุคคล-สิ่งแวดล้อม-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-ความสามารถ เป็นพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ในแต่ละด้านนั้นด้วยการฝึกให้ทำกิจกรรมได้จริง อาจแบ่งขั้นตอนการทำทีละขั้นตอน อธิบาย สาธิตให้เข้าใจ ที่สำคัญคือ การที่ผู้ปกครองต้องลดระดับการให้ความช่วยเหลือลงจนไม่ให้ความช่วยเหลือ พร้อมการให้โปรแกรมการทำที่บ้านจะได้ฝึกทำอย่างต่อเนื่องจะได้เกิดทักษะการเรียนรู้ สอนเทคนิคให้กับผู้ปกครอง มีการให้แรงจูงใจ คำชม วางเงื่อนไขให้รางวัล ตัวอย่างกิจกรรม การฝึกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง อาทิ การอาบน้ำ การแต่งกาย การแต่งตัว การแปรงฟัน การทำความสะอาดหลังขับถ่าย
5.2 ขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก รวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก
ทราบถึงปัญหาที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ยังได้รับความช่วยจากแม่ในด้านการทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับอายุช่วงวัยแล้วควรเป็นระดับความสามารถที่ทำได้ด้วยตนเองแล้ว จากการสัมภาษณ์จากผู้ปกครองทำให้ทราบว่า ด.ช. F จะไม่ชอบการถูกสัมผัสการกอด และจะถอดเสื้อผ้าที่ชื้นออกทันที จึงเลือกใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก และจากการสังเกตยังขาดทักษะสังคมการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่มองสบตาเมื่อมีการสนทนา มีการพูดสื่อสารล่าช้ากว่าวัย มีการพูดเลียนคำท้ายทวนประโยค มีการเล่นคนเดียว และเล่นกับเพื่อนไม่เป็น จึงเลือกใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ แบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และแบบจำลองบุคคล-สิ่งแวดล้อม-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-ความสามารถ
6. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
6.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
จากผู้ปกครองที่รับรู้ว่าลูกเป็นโรคออทิสติก และยอมรับได้ ครอบครัวเข้าใจมีการเอาใจดูแลเป็นอย่างดี ให้ความสำคัญกับการฝึกกิจกรรมบำบัด และรับรู้ว่าเด็กจะขาดทักษะทางสังคม มีความล่าช้าในด้านการพูด มีการยึดติดกับบางพฤติกรรม เช่น ทานอาหารชนิดเดิม รอคอยไม่ได้ หลีกหนีการรับสัมผัส ไม่ชอบการถูกกอดและจะถอดเสื้อผ้าที่มีความชื้นออกทันที โดยมีการแสดงพฤติกรรมนั้นที่มีอาจมากเกินไปไม่พอดี
6.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
จากผู้ปกครอง อยากให้ลูกสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ด้วยตนเอง
6.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
นักกิจกรรมบำบัดผู้ให้บริการควรมีพื้นฐานความเข้าใจและมีการมองความเป็นมนุษย์ว่า มนุษย์ต้องใช้ชีวิตและมีการเข้าสังคมมีปฏิสัมพันธ์ช่วยเหลือกันพึ่งพาอาศัยกันอยู่รวมกัน มีพื้นฐานความต้องการต่างๆ มีอารมณ์ความรู้สึก และมองถึงบริบทสิ่งแวดล้อมที่อยู่นั้นซึ่งบางคนย่อมแตกต่างกัน เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเรานักกิจกรรมบำบัดควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีเป็นกัลยาณมิตร เพื่อการให้ความร่วมมือในการบำบัดบำบัดฟื้นฟู นักกิจกรรมบำบัดจึงควรมีการแนะนำตัว การแสดงออกของพฤติกรรมที่เหมาะสมน่าเชื่อถือไว้ใจจริงใจ การพูดคุยแสดงความคิดเห็นทัศนคติ เราจะต้องใช้กระบวนทางกิจกรรมบำบัดและการกรอบอ้างอิงต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับบุคคลแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันด้วย อาทิ ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ และการประเมินต่างๆ มาใช้ตรงจุดและแปลความได้เพื่อใช้เป็นเหตุเป็นผลอย่างเหมาะสมต่อไปได้
7. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
7.1 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
นักกิจกรรมบำบัดเองต้องให้ความสำคัญกับตนเองด้วยจึงจะแสดงศักยภาพได้เต็มความสามารถ มีความเชื่อและเห็นคุณค่าของตนเอง มีการเลือกใช้กรอบอ้างอิงต่างๆและกระบวนทางกิจกรรมบำบัดอย่างเหมาะสม ให้คุณค่าและมีคุณธรรมของการให้บริการด้วยความตั้งใจเอาใจใส่ไม่เลือกปฏิบัติ ให้บริการสุดความสามารถ มีการมองถึงประโยชน์ของผู้รับบริการ อาทิ แนะนำสิทธิผู้รับบริการ มีความจริงใจทั้งการแสดงออกของคำพูดและท่าทาง มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีเป็นกัลยาณมิตร มีการพูดคุยแสดงความคิดเห็นแสดงถึงทัศนคติมุมมอง มีการยอมรับฟังความคิดเห็น มีเหตุมีผล มีการวางตัวให้เหมาะสม มีการให้คำแนะนำปรึกษาให้กำลังใจ มีการคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้รับบริการ มีการแจ้งผลการบำบัดบำบัดฟื้นฟูที่เป็นจริงเพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการทั้งที่ดีขึ้นและถดถอย มีการติดตามผลความก้าวหน้า มีความคิดบวกจัดการตนเองควบคุมอารมณ์ได้ รวมถึงเก็บบำบัดฟื้นฟูความลับของผู้รับบริการหรือหากมีความต้องการในการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาต้องได้รับอนุญาตก่อน
8. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
8.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
จากการประเมินในการมีปฏิสัมพันธ์กันและการสังเกต พบว่ามีปัญหา ล่าช้าในการพูดสื่อสารและพูดเลียนเสียงคำท้ายอยู่ จึงมีวิธีการแก้ไขโดยการใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ มีวิธีการในการส่งเสริมทำกิจกรรมการฝึก การใช้ผู้บำบัดเป็นสื่อต้นแบบ ใช้กิจกรรมที่มีแรงจูงใจ และทำให้เด็กมีความสนใจอยากทำกิจกรรมร่วมกัน คือ การใช้บัตรภาพพูดสื่อสาร กระตุ้นให้พูดคำจากภาพที่ออกเสียงสองพยางค์ติดกัน ฯลฯ
จากการแบบประเมินพฤติกรรมการประมวลความรู้สึก และการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง, พบว่า มีปัญหาหลีกหนีการรับสัมผัส ไม่ชอบการถูกกอดและจะถอดเสื้อผ้าที่มีความชื้นออกทันที จึงมีวิธีการแก้ไขโดยการใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในการปรับระดับรับความรู้สึกสัมผัสปรับให้ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่เหมาะสม มีการแนะนำผู้ปกครองให้หาดินน้ำมันเพื่อเป็นการฝึกทำที่บ้านให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยผ่านการทำกิจกรรมการเล่นและการปั้นสัมผัส
จากการการใช้แบบทดสอบพัฒนาการ มีความล่าช้าด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และสังเกตขณะทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกันกับผู้บำบัด พบว่า ปัญหาการทรงตัวในขณะที่มีการเคลื่อนไหวและขณะทรงท่ายังไม่ค่อยดี จึงมีวิธีการแก้ไขโดยการใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึกเป็นการฝึกการเรียนรู้ทำซ้ำๆและเพิ่มความคล่องแคล่ว มีการแนะนำโดยการพาเด็กไปเล่นสนามเด็กเล่นใกล้บ้าน โดยผ่านการทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ
จากการสอบถามผู้ปกครองตามการประเมินขอบเขตองค์ประกอบในการทำกิจกรรมและแบบทดสอบพัฒนาการ พบปัญหาในด้านการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การอาบน้ำ การแต่งกาย การแต่งตัว การแปรงฟัน การทำความสะอาดหลังขับถ่าย จึงมีวิธีการแก้ไขโดยการใช้แบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และแบบจำลองบุคคล-สิ่งแวดล้อม-กิจกรรมการดำเนินชีวิต-ความสามารถ ซึ่งเป็นการมองเด็กออทิสติกแบบองค์รวม ได้แก่ ระดับความสามารถที่เด็กมีอยู่จริง สิ่งแวดล้อมที่บ้านด้วยการสอบถามผู้ปกครองว่า มีอะไรที่เป็นปัจจัยขัดขวางการทำกิจกรรมด้วยตนเอง มีมากน้อยเพียงใด แล้ววิเคราะห์ตัวกิจกรรมที่เด็กต้องฝึกทำของกิจวัตรประจำวันที่บ้าน มีการอธิบาย สาธิตขั้นตอนในการทำทีละขั้นตอน ฝึกทำจริงเป็นประจำสม่ำเสมอ พร้อมการสร้างแรงจูงใจ คำชม หรือการวางเงื่อนไข และเน้นปรับให้ผู้ปกครองลดการให้ความช่วยเหลือด้วย
จากการสังเกตขณะมีปฏิสัมพันธ์ทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้บำบัด พบว่ามีปัญหารอคอยยังไม่ได้ และยังเล่นร่วมกับผู้อื่นไม่เป็น จึงมีวิธีแก้ไขโดยการใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการและแบบจำลองกิจกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อส่งเสริมให้สามารถควบคุมตนเองรอคอยได้ เข้าใจกติกาในการเล่น มีการวางเงื่อนไข มีการเตือนทันทีเมื่อแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา มีการสร้างแรงจูงใจในการทำกิจกรรมร่วมกัน ใช้ผู้บำบัดเป็นสื่อในการบำบัดฟื้นฟูด้วย เป็นกิจกรรมเล่นหยิบบล็อกไม้รูปทรงใส่แม่พิมพ์สลับกันโดยสลับกันเล่น และการทำกิจกรรมตามคำสั่ง
8.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
จากทัศนคติและความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ คือ ผู้รับบริการจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นจากเป้าประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ เช่น สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเล่นกับเพื่อนได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันด้านการแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งกาย การแต่งตัว การเข้าห้องน้ำได้ด้วยตนเอง มีการรับความรู้สึกสัมผัสดีขึ้นโดยสามารถใช้มือสัมผัสพื้นผิวที่แตกต่างกันได้ ปั้นแป้งโดว์เป็นลูกกลม 20 ลูก ทำภาพปะติดได้ 1 ภาพ สามารถรอคอยได้ 1-2 นาที มีการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและทรงท่าได้ดีขึ้นสามารถเดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้ระยะทาง 2 เมตร ยืนขาเดียวได้นาน 6 วินาที สามารถพูดสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ พูดเป็นประโยคสั้นๆได้และลดการพูดเลียนเสียงคำสุดท้าย
8.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
ไม่ได้มีการวัดผลประเมินซ้ำ เนื่องจากมีเวลาจำกัดในการเจอผู้รับบริการเพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เป็นเวลาครั้งละครึ่งชั่วโมง
8.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
ผู้รับบริการมีส่วนร่วมกับการรับบริการดีจากการสังเกตในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้บำบัด ในแต่ละครั้งที่มารับบริการจะมีความตั้งใจดี มีความสนใจดี และให้ความร่วมมือดีในการฝึกทำกิจกรรมบำบัด
กรณีศึกษาที่สาม
ชื่อผู้รับบริการ ด.ญ. เด็ก อายุ 4 ปี วันที่เข้ารับบริการ 3 ก.พ. 54
ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ เมธาวี ทุนประเสริฐ วันที่รายงาน 9 มิ.ย. 2554
1. บริบทของการให้บริการ
1.1 ปัจจัยที่ส่งเสริมและจำกัดผลลัพธ์ในการให้บริการ เช่น คุณค่า ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจของผู้รับบริการ ความเชื่อมั่นในสมรรถนะของผู้ให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริมในการให้บริการคือ ผู้รับบริการได้รับโปรแกรมการฝึกออทิสติกโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ ทั้ง นักแก้ไขการพูด นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด เป็นต้น
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
ผู้รับบริการ มีปัญหาในด้านการบูรณาการรับความรู้สึก ได้แก่ การรับข้อมูลที่บกพร่อง และการมีสัมผัสที่ช้าเกินไป (จากการใช้แบบประเมินกระบวนการรับความรู้สึก และการสังเกตการรับความรู้สึกขณะทำกิจกรรม) ทำให้ผู้รับบริการแสดงพฤติกรรมที่นิ่งเฉย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้า พร้อมทั้งมีภาวะน้ำลายไหล ไม่สามารถพูดได้ และยังไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บำบัดที่ดี (มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่โต้ตอบผู้บำบัด )
ผู้รับบริการอาศัยอยู่กับพ่อแม่ โดยพ่อลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูผู้รับบริการอย่างจริงจัง และแม่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวด้วยรายได้ประมาน 10,000 บาทต่อเดือน ครอบครัวเข้าใจและยอมรับในตัวโรคของผู้รับบริการ และมีความมุ่งมั่นอยากให้ผู้รับบริการสามารถพูดและช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อการใช้ชีวิตในสังคมต่อไปในอนาคต
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
พฤติกรรมของผู้รับบริการ ที่นิ่งเฉยตอบสนองช้า เป็นพฤติกรรมที่ผู้ปกครองยอมรับและอยากให้เป็น แต่ในทางผู้ให้บริการ คิดว่าพฤติกรรมนี้ไม่สามารถยอมรับได้ หากเด็กไม่มีภาวะตื่นตัวในการฝึก เด็กจะไม่ยอมรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเรื่องความเห็นของพฤติกรรมระหว่างผู้ปกครองและผู้บำบัด ต้องมีการชี้แจ้งในเรื่องอาการการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ทราบ
4. ทัศนคติและความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
ผู้รับบริการมีการรับความรู้สึกที่เหมาะสม, มีความตื่นตัวตลอดในการทำกิจกรรม ,มีพฤติกรรมแสวงหาการรับสัมผัสลดลง และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบที่ดีกับผู้บำบัด เช่น ยิ้ม หัวเราะ ดีใจ
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
กรอบอ้างอิงชีวกลศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ และกรอบอ้างอิงประสาทพัฒนาการ เพื่อแก้ปัญหาในภาวะน้ำลายไหล
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
รวบรวมข้อมูลจากแฟ้มประวัติและการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ทำให้นักศึกษากิจกรรมบำบัดได้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับลักษณะอาการของผู้รับบริการ จากนั้นทำการสังเกตดังต่อไปนี้: -
· สังเกตลักษณะโดยทั่วไป,บุคลิกและพฤติกรรมของผู้รับบริการในครั้งแรก
· สังเกตความสัมพันธ์ของผู้รับบริการและผู้ปกครอง
· สังเกตบุคลิกภาพของผู้ปกครองที่มีอิทธิพลต่อผู้รับบริการ
จากการทดสอบต่างๆ ได้แก่ การทำกิจกรรมระบบการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก พบปัญหาพฤติกรรม ปัญหาพื้นฐานทางระบบการบูรณาการรับความรู้สึก ปัญหาการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก ปัญหาการเคลื่อนไหวตา ลิ้น และมือ ปัญหาการรับรู้ ปัญหาการควบคุมตนเอง และปัญหาความสนใจสั้น
ปัญหาพื้นฐานของเด็กออทิสติกที่พบได้โดยทั่วไปจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับระบบการบูรณาการประสาทความรู้สึก ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสมาธิ พฤติกรรม ภาษา และการเคลื่อนไหวต่างๆ เมื่อระบบใดระบบหนึ่งนั้นมีความบกพร่อง จะทำให้ขาดสมาธิ เรียนรู้ได้ช้า ไม่มองตาม และสื่อสารไม่ได้ ซึ่งผู้รับบริการจำเป็นต้องพัฒนาการบูรณาการประสาทความรู้สึกของระบบการรับสัมผัส ระบบการรับรู้ข้อต่อ และระบบการทรงท่า ดังนั้นการแก้ไขคือ ควรให้กิจกรรมที่สามารถปรับระบบการรับความรู้สึกให้ปกติ โดยใช้เทคนิคการให้ข้อมูลการรับความรู้สึกที่เหมาะสมและกิจกรรมนั้นต้องสามารถท้าทายความสามารถของเด็กได้ดีอีกด้วย
7. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
7.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
ผู้ปกครองเข้าใจและยอมรับความบกพร่องของผู้รับบริการ ที่ส่งผลกระทบต่อดารดำเนินชีวิตของผู้รับบริการเอง ทั้งด้านภาษา ,พัฒนาการที่ล่าช้า และพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เหมาะสม ทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติคนอื่นๆได้
7.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
ผู้ปกครองมีความคาดหวังอยากให้ผู้รับบริการพูดได้ และสามารถช่วยเหลือตนเองได้
7.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
การสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการ ผู้บำบัดต้องจัดกิจกรรมการฝึกที่ทำให้ผู้รับบริการสนุก และมีความสุขที่ได้ทำ เพื่อเพิ่มความตื่นตัวและแรงจูงใจให้ผู้รับบริการ และทำให้ผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นในตัวผู้บำบัดว่าอยู่ด้วยแล้วมีความสุข
8. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ คือ
· การให้บริการที่เต็มที่และเต็มความสามารถของผู้บำบัด โดยเห็นความสุขของการทำกิจกรรมของ
ผู้รับบริการเป็นสำคัญและกิจกรรมนั้นต้องท้าทายความสามารถของผู้รับบริการด้วย
· ผู้บำบัดต้องบำบัดฟื้นฟูความลับผู้ป่วยและเคารพสิทธิ์ของผู้ป่วย
· เห็นประโยชน์ของผู้รับบริการและผู้ดูเป็นสำคัญ
· รายงานข้อมูลการบำบัดฟื้นฟูตามความสามารถที่แท้จริงของผู้รับบริการทุกครั้ง หลังได้รับการ
บำบัดฟื้นฟูกับผู้ปกครอง
· มีการควบคุมอารมณ์ในการให้บริการ
· มีการสอบถามรับฟังความรู้สึกของผู้ปกครอง และให้คำปรึกษาอย่างมีเหตุผลและเหมาะสม
8. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
8.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
มีพฤติกรรมการรับความรู้สึกของผู้รับบริการที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกช้าและมีการวินิจฉัยเป็นออทิสติก จึงออกแบบกิจกรรมเพื่อปรับการบูรณาการประสาทความความรู้สึกที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมแสวงหาการรับความรู้สึกรับสัมผัสที่มากเกินไป
จากการสังเกตการทำกิจกรรมดูการมองตามวัตถุ เนื่องจากสังเกตได้จากครั้งแรกที่เจอผู้บำบัด ผู้รับบริการไม่มองหน้า ไม่สบตา จึงแก้ไขโดยการฝึกมองตามวัตถุ โดยผู้บำบัดใช้เทคนิคการชี้นำทางร่างกายและภาษาในกิจกรรมหยิบบอลใส่ตะกร้า เพื่อให้ผู้รับบริการเรียนรู้ที่จะเพ่งเล็งวัตถุเป็นเวลาสั้นๆ
จากการสังเกตการณ์ทำกิจกรรมที่มีหลายๆสิ่งเร้าเพื่อดูความตื่นตัวตลอดการทำกิจกรรม เนื่องจากผู้รับบริการมีท่าทีนิ่งเฉย ไม่สนใจในตอนแรก แก้ไขโดยนำผู้รับบริการเข้าห้องการกระตุ้นความรู้สึกที่หลากหลายเพื่อใช้การรับสัมผัสหลายๆ รูปแบบและมีกระตุ้นระดับความตื่นตัวที่เหมาะสม เช่น มองฟองอากาศที่เคลื่อนไหวในหลอดแก้ว กระตุ้นให้จับเส้นใยนำแสงที่หลากหลาย เป็นต้น
สังเกตจากความตั้งใจในการทำกิจกรรม เนื่องจากผู้รับบริการวอกแวก และเปลี่ยนความสนใจในการทำกิจกรรมได้ง่าย แก้ไขโดยใช้กิจกรรมเพิ่มการกระตุ้นประสาทความรู้สึกให้ผู้รับบริการมีความสนใจและจดจ่อกับวัตถุตรงหน้ามากขึ้น
สังเกตความตึงตัวของกล้ามเนื้อผ่านการทำกิจกรรม เนื่องจากเห็นพฤติกรรมที่ผู้รับบริการชอบพึงผู้ปกครองหรือสิ่งแวดล้อม และไม่มีความมั่นคงในการทรงท่าทาง แก้ไขโดยให้กิจกรรมที่เพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อ เช่น โยกบอล ถือถุงทรายเดินทรงตัวบนแท่นไม้ ฯลฯ
สังเกตการณ์ควบคุมริมฝีปากไม่ให้น้ำลายไหลขณะการฝึก เนื่องจากเด็กมีน้ำเลยยืดตลอดเวลา
แก้ไขโดย นวดกระตุ้นให้ริมฝีปากปิด กิจกรรมเป่าฟองสบู่ กระตุ้นเตือนให้ปิดปากเมื่อน้ำลายไหล
ประเมินจากการทำกิจกรรมหยิบบอลใส่ตะกร้า เนื่องจากสังเกตได้ว่าผู้รับบริการถือวัตถุไม่มั่นคง ตกบ่อยๆ แก้ไขโดยฝึกการนำบอลไปใส่ตะกร้า โดยใช้การชี้นำทางร่างกายและภาษา
8.1 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
ความคาดหวังของผู้บำบัดคือ ผู้รับบริการมีการเปลี่ยนแปลงของระดับความตื่นตัวในการทำกิจกรรมที่ดีขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นผ่านกิจกรรมระบบบูรณาการประสาทความรู้สึก ผลลัพธ์คือ ผู้รับบริการมีระดับการตื่นตัวดี แต่ยังไม่คงที่ เมื่อได้รับการกระตุ้นผ่านกิจกรรมและเข้าห้องการรับความรู้สึกที่หลากหลาย จากเดิมที่ระดับความตื่นตัวในการทำกิจกรรมที่ต่ำคือ มีท่าทีนิ่งเฉย ไม่ตื่นตัว
8.2 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
ยังไม่ประสบความสำเร็จในการให้การบำบัดฟื้นฟู เนื่องจากอาการของผู้รับบริการนั้นไม่คงที่ เช่น
· ระดับการตื่นตัวของผู้รับบริการจะแปรตามสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบุคคล
· ให้กิจกรรมที่กระตุ้นระบบการทรงท่าไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้รับบริการมีระบบความรู้สึกที่ไวต่อการทรงท่า ทำให้มีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ หลังได้รับการฝึก
8.3 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
ผู้รับบริการไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม เนื่องจากผู้รับบริการยังไม่มีความไว้วางใจและเชื่อใจในตัวผู้บำบัด อีกทั้งยังไม่รู้สึกสนุกกับกิจกรรมที่ผู้บำบัดจัดให้
ขอบคุณ case ในการเรียนรู้และยังเป็นการ recall ด้วยนะครับ พี่ดร.ป๊อบ....ครับ..
กรณีศึกษาที่สี่
ชื่อผู้รับบริการ ด.ช. ทหาร รักชาติ (นามสมมติ) อายุ 4 ปี วันที่เข้ารับบริการ 21 ก.พ. 54
ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ. ปานิศรา วาริสสอน วันที่รายงาน 3 มิ.ย. 54
1. บริบทของการให้บริการ
1.1 ปัจจัยที่ส่งเสริมต่อผลลัพธ์ในการให้บริการ
ผู้ดูแลผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นว่าหลังจากที่ผู้รับบริการได้รับบริการทางกิจกรรมบำบัดแล้ว จะมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้และสื่อสารกับผู้อื่นได้โดยใช้คำพูด
1.2 ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดต่อผลลัพธ์ในการให้บริการ
ผู้รับบริการไม่มีความตั้งใจในการทำกิจกรรม หันเหความสนใจได้ง่าย และเอาแต่ใจตนเอง
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัพธ์
จากการสอบถามจากผู้ดูแล แรงจูงใจ และความปรารถนาของผู้รับบริการ คือการเล่นของเล่น
2.2 ความสามารถและความบกพร่องที่มีอยู่
ปัจจุบันผู้รับบริการได้เข้ารับศึกษาในระดับอนุบาล สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการแต่งตัว (ใส่-ถอดเสื้อได้ด้วยตนเอง) ผู้รับบริการมีความบกพร่องในการสื่อสารและการเข้าสังคม จากการสอบถามจากผู้ดูแล ผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่นไม่เหมาะสม และไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยคำพูด
2.3 ความเข้าใจต่อการใช้ชีวิต ไม่สามารถสังเกตได้
2.4 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว
จากการสอบถามจากผู้ดูแล ผู้ดูแลมีความคาดหวังที่จะให้ผู้รับบริการมีทักษะสังคมที่ดีขึ้น สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้โดยใช้คำพูดแทนการส่งเสียงไม่เป็นภาษาหรือการใช้ภาษาท่าทาง และคาดหวังที่จะให้ผู้รับบริการสามารถดูแลตนเองได้ขณะอยู่ที่โรงเรียน
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้
ผู้ให้บริการเชื่อว่าไม่มีอุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมของผู้รับบริการที่ยอมรับได้
3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ
ผู้ให้บริการคาดหวังให้ผู้รับบริการสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและช่วยเหลือตนเองได้ขณะอยู่ที่โรงเรียน และผู้รับบริการไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ขณะอยู่ที่โรงเรียนหรืออยู่ที่บ้าน
4. ทัศนคติและความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
4.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึ่งประสงค์
ผู้รับบริการให้ความร่วมมือในการบำบัดฟื้นฟูดี แต่มักถูกหันเหความสนใจได้ง่าย ผู้ให้บริการให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลในการพัฒนาทักษะที่บกพร่องของผู้รับบริการขณะที่อยู่ที่บ้าน
4.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ
ผู้ให้บริการคาดหวังว่า ในอนาคตผู้รับบริการจะสามารถประกอบกิจกรรมการดูแลตนเองได้เหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งขณะอยู่ที่บ้านและที่โรงเรียน สามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับคนในสังคมได้โดยไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ มีสมาธิในการเรียนและทำกิจกรรมไดเสร็จสิ้นโดยไม่ถูกหันเหความสนใจ
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
ใช้กรอบอ้างอิงพัฒนาการ เนื่องจากผู้รับบริการมีประวัติการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้พัฒนาการในบางด้านล่าช้า ผู้ให้บริการจึงต้องการกระตุ้นพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามช่วงวัย และมีพัฒนาการที่เหมาะสมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม พฤติกรรม สติปัญญา การช่วยเหลือตนเอง และการสื่อสาร
ใช้ทฤษฎีการเขียน เนื่องด้วยปัจจุบันผู้รับบริการกำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาล จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในทักษะด้านการเขียนก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป ทั้งยังเป็นการกระตุ้นในทักษะด้านการสื่อสาร ความคิด และความรู้สึก
ใช้ทฤษฎีการปรับพฤติกรรม เนื่องจากผู้รับบริการมีการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ทิ้งตัว ขว้างปาสิ่งของ ทุบตีผู้อื่น หันเหความสนใจได้ง่าย ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่ทำอยู่ ผู้ให้รับบริการจึงต้องปรับพฤติกรรมเหล่านี้และกระตุ้นพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยการวางเงื่อนไขและให้แรงเสริมทั้งทางบวกและทางลบตามความเหมาะสมและการแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้รับบริการ
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมติฐานทางคลินิก
ผู้ให้บริการทำการประเมินการบูรณาการประสาทรับความรู้สึกโดยใช้แบบประเมินกระบวนการรับความรู้สึก ที่ให้ผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน และใช้แบบประเมินรายการที่บกพร่อง เพื่อประเมินปัญหาด้านการบูรณาการประสาทความรู้สึกของผู้รับบริการ ว่าต้องการแสวงหาการรับความรู้สึกใดเป็นพิเศษ หรือต้องการที่จะหลีกหนีจากการรับความรู้สึกใดด้านใด
จากการประเมินการบูรณาการประสาทรับความรู้สึกของผู้รับบริการพบว่า ผู้รับบริการมีการแสวงหาการรับความรู้สึกด้านการสัมผัส การบำบัดฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย และการรับความรู้สึกผ่านกล้ามเนื้อ และข้อต่อ และพบภาวะไม่อยู่นิ่ง ผู้ให้บริการจึงให้การบำบัดโดยใช้แนวทางการฟื้นฟูจากกรอบอ้างอิงการบูรการประสาทรับความรับรู้สึก เพื่อเพิ่มทักษะการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก และลดภาวะการไม่อยู่นิ่ง โดยใช้วิธีการให้กิจกรรมเพื่อเป็นการสลายพลังงาน และให้การกระตุ้นการรับความรู้สึกของผู้รับบริการอย่างเพียงพอ ยกตัวอย่างกิจกรรม ด้านการสัมผัส ได้แก่ เล่นในอ่างบอล ห่อตัวด้วยผ้าห่ม เดินเท้าเปล่าบนพื้นที่มีพื้นผิวสัมผัสต่างกัน ด้านการบำบัดฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย ได้แก่ กระโดดบนตาข่ายสปริง นั่งไกวชิงช้า ด้านการรับความรู้สึกผ่านทางกล้ามเนื้อและข้อต่อ ได้แก่ ลอดอุโมงค์ นั่งเด้งกระโดดบนบอลลูกใหญ่ เป็นต้น
จากแฟ้มประวัติ พบว่าผู้รับบริการมีประวัติการคลอดก่อนกำหนด และจากการสัมภาษณ์และการสังเกต พบว่าผู้รับบริการมีพัฒนาการด้านการสื่อสารโดยใช้การพูด และพัฒนาการด้านการรับรู้และความเข้าใจล่าช้า ผู้ให้บริการให้การบำบัดโดยอ้างอิงจากกรอบอ้างอิงการฟื้นฟูจิตวิทยาสังคม ให้การกระตุ้นในการพัฒนาทักษาที่ล่าช้าจากการเข้าสังคม ให้เผชิญกับปัญหาเพื่อรู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองเพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกความภาคภูมิใจในตนเองเมื่อทำสำเร็จ และผู้ให้บริการให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลในการปรับพฤติกรรมเพื่อกระตุ้นทักษะการสื่อสาร เพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการ พูดคุยและสบตากันให้มากขึ้น และให้บุคคลในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกับผู้รับบริการ
6.2 ขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก รวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก
ค้นหาจากคำสำคัญ: Autism และ Sensory processing
เลือกกระบวนการการแก้ไขปัญหาทางคลินิกจากงานวิจัย คือ การปรับพฤติกรรมโดยได้รับการกระตุ้นจากเพื่อนหรือบุคคลชิดใกล้ ให้เซ็นซอรี่ ไดเอ็ดอย่างเหมาะสมแก่ประสาทการรับความรู้สึกนั้นๆ
7. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
7.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
จากการประเมินโดยการสัมภาษณ์ผู้ดูแลของผู้รับบริการ พบว่าผู้รับบริการไม่เข้าใจว่าความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับตนคืออะไร มีอาการ มีสาเหตุจากอะไร และไม่ทราบว่าตนเองมีความเจ็บป่วย มีความบกพร่องทางด้านใดและส่งผลกระต่อการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างไร แต่ผู้ดูแลเข้าใจ และทราบถึงความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นต่อผู้รับบริการ และตระหนักถึงความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่บกพร่องไป และส่งผลกระทบต่อด้านการดูแลตนเอง การเรียน การเล่น และทักษะสังคม ทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ช่วงสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่ทำได้นาน และขาดทักษะสังคมเนื่องจากผู้รับบริการไม่สื่อสารกับผู้อื่นโดยใช้คำพูด
7.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
จากการสัมภาษณ์จากผู้ดูแล ผู้ดูแลคาดหวังในอนาคตว่าผู้รับบริการจะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีทักษะการเรียน การเล่นที่สมวัย ไม่ขว้างปาสิ่งของ ไม่ซน มีสมาธิจดจ่อต่อกิจกรรมที่ทำอยู่ได้จนเสร็จสิ้นตามเงื่อนไขของผู้ดูแลและผู้รับบริการ หวังว่าให้ผู้รับบริการมีทักษะสังคมและการสื่อสารที่ดี สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้การพูด และผลกระทบจากพยาธิสภาพที่อาจเหลืออยู่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการ
7.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
ผู้ให้บริการเคารพในสิทธิ และความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แสดงความรังเกียจ และเห็นความต้องการของผู้บริการเป็นสำคัญ ผู้ให้บริการความเข้าใจและตระหนักถึงความเจ็บป่วยของผู้รับบริการ ไม่ใช้ความรุนแรงหรือความไม่เป็นมิตรในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับบริการ และผู้ให้บริการคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีความสำคัญต่อผู้รับบริการที่บกพร่องไป และฟื้นฟูหรือสร้างทักษะใหม่ เตรียมความพร้อมให้กับผู้รับบริการในการกลับไปดำรงชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีความสุข
8. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
8.1 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
ผู้ให้บริการให้เกียรติ เปิดโอกาสให้ผู้ดูแลของผู้รับบริการแสดงความคิดเห็นต่อผลการบำบัดฟื้นฟู และรับฟังอย่างตั้งใจ ให้การบำบัดอย่างเต็มความสามารถ คิดถึงประโยชน์ในการให้การบำบัดฟื้นฟูผู้รับบริการเป็นสำคัญ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ไม่ให้การบำบัดแบบผักชีโรยหน้าโดยที่ผู้รับบริการไม่ได้ประโยชน์อะไร ใช้ความอ่อนโยนและแสดงความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการและผู้ดูแล ให้ผู้รับบริการและผู้ดูแลรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ให้บริการที่อยากจะช่วยเหลือ
9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
จากการประเมินพบปัญหาของผู้รับบริการคือ การไม่อยู่นิ่ง หันเหความสนใจได้ง่าย ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ทำได้จนสำเร็จ มีทักษะทางสังคมไม่เหมาะสม พัฒนาการไม่เป็นไปตามช่วงวัย ผู้ให้บริการจึงให้กิจกรรมที่ลดการไม่อยู่นิ่ง จนสามารถทำกิจกรรมได้จนสำเร็จ และเพิ่มทักษะทางสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
ผลของการให้บริการยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ให้บริการ เนื่องจากผู้รับบริการมารับบริการทางกิจกรรมบำบัดไม่ต่อเนื่อง และทางครอบครัวของผู้รับบริการมักจะตามใจ และไม่ฝึกให้เวลาอยู่ที่บ้าน เมื่อผู้รับบริการไม่ต้องการที่จะฝึก ก็จะไม่บังคับ และปล่อยให้เล่นตามสบาย
9.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
ไม่ได้มีการประเมินซ้ำ เพราะวันที่ฝึกการปฏิบัติงานวันสุดท้าย ผู้รับบริการไม่มารับบริการตามที่ได้นัดหมายไว้ แต่จากประเมินโดยการสังเกตก่อนหน้านั้นพบว่าด้านการสื่อสาร ผู้รับบริการสามารถส่งเสียงได้แต่ไม่เป็นภาษา ไม่มีความหมาย และมีช่วงความสนใจที่นานขึ้นแต่ยังไม่สมวัย ผลของการบำบัดฟื้นฟู ผู้ให้บริการถือว่ายังไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ผู้ให้บริการคิดว่า ทางครอบครัวของผู้รับบริการควรปรับการเลี้ยงดู ไม่ควรตามใจจนเกินไป เพราะผู้รับบริการใช้ชีวิตอยู่กับทางครอบครัวมากกว่าอยู่กับผู้ให้บริการ จึงต้องการความร่วมมือจากทางครอบครัวให้ฝึกและกระตุ้นพัฒนาการให้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้เห็นผลลัพธ์ของการบำบัดฟื้นฟู
9.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
ผู้ให้บริการเน้นการกระตุ้นพัฒนาการ เพิ่มทักษะการบูรณาการประสาทความรู้สึก ลดการไม่อยู่นิ่ง เพิ่มทักษะการเข้าสังคม และใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ โดยผู้รับบริการให้ความร่วมมือดี แต่ผู้ให้บริการคิดว่าด้วยวัย และความเจ็บป่วยของผู้รับบริการจึงยังทำให้ไม่สามารถประยุกต์ทักษะที่ผู้ให้บริการฝึกให้ไปใช้ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีศึกษาที่ห้า
ชื่อผู้รับบริการ ด.ช. ว. อายุ 4 ปี 5 เดือน วันที่เข้ารับบริการ 22 เม.ย.54
ชื่อผู้ให้บริการ นศ.กบ. เบญจรัตน์ แก้วมุกดา วันที่รายงาน 30 พ.ค. 54
1. บริบทของการให้บริการ
· ผู้รับบริการมีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่งและไม่เข้าใจคำสั่งที่มากกว่า 2 ขั้นตอนจำเป็นต้องจับผู้ป่วยทำกิจกรรม
· ผู้รับบริการมีการต่อต้านการทำกิจกรรมการฝึกจะใช้การปรับพฤติกรรมร่วมกับการหันเหความสนใจ
· เนื่องจากการฝึกแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 30 นาที จึงสามารถฝึกได้เพียงครั้งละ 3 กิจกรรม
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
· เน้นด้านการเล่น เนื่องจากยังไม่สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทด้านการเรียนได้สมบูรณ์
· การไปศูนย์เด็กเล็กเป็นการเพิ่มโอกาสการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
2.1 ความคาดหวังของผู้รับบริการ
· สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ เช่น ใส่เสื้อติดกระดุมด้านหน้าได้ สามารถแปรงฟัน
ได้โดยได้รับการช่วยเหลือเล็กน้อย สามารถกดน้ำทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้
· สามารถจับดินสอแบบสมวัยได้
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
· ผู้รับบริการยังไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เอง เนื่องจากขาดโอกาสที่จะทำ
· การที่ผู้รับบริการมีพฤติกรรมต่อต้านการทำกิจกรรมเนื่องจากครอบครัวให้การเลี้ยงดูแบบตามใจ
· ผู้รับบริการมีช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นหากมาบบริการอย่างต่อเนื่องอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
4. ทัศนคติและความคาดหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
· ผู้รับบริการยังให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมน้อย เนื่องจากการฝึกไม่ต่อเนื่องขาดไป 2 อาทิตย์
เพราะป่วย
· ผู้รับบริการสามารถทำกิจวัตรประจำวันในทุกด้านได้จากการได้รับการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย
· ครอบครัวมีส่วนร่วมในการบำบัดฟื้นฟูเพิ่มขึ้นโดยการทำโปรแกรมฝึกที่บ้าน
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เน้นการให้กิจกรรมเกี่ยวกับการรับความรู้สึกร่วมกับการสอนให้เด็กเรียนรู้ รับรู้สิ่งเร้าความรู้สึกต่างๆ ผ่านทางกิจกรรมการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสม จะช่วยเร่งเร้า สร้างเสริมการทำงานของสมอง ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้พฤติกรรมและกิจกรรมและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม เน้นการสนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการบำบัดฟื้นฟู โดยเน้นการบำบัดฟื้นฟูให้ผู้ปกครองนำเทคนิคหรือวิธีการที่ใช้ในคลีนิกไปทำต่อที่บ้านเพื่อจะได้มีการบำบัดฟื้นฟูที่ต่อเนื่องและเป็นการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเด็ก
กรอบอ้างอิงพฤติกรรม ใช้การปรับพฤติกรรมเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น พฤติกรรมการต่อต้านการทำกิจกรรม
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมติฐานทางคลินิก
การค้นหาปัญหาทางคลินิกของผู้รับบริการในขั้นแรก จะเป็นการเก็บข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้รับบริการ และสอบถามจากอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก ซึ่งจะดูและสอบถามถึงการวินิจฉัยของแพทย์ อาการแรกเริ่ม และพฤติกรรมของผู้รับบริการ เป็นต้น จากนั้นจึงเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการโดยตรง ซึ่งจะใช้การประเมินร่วมกับการสังเกตขณะทำกิจกรรม และสอบถามข้อมูลจากผู้ปกครองของผู้รับบริการ ถึงพฤติกรรมของผู้รับบริการขณะอยู่ที่บ้าน รวมทั้งความสามารถด้านการทำกิจวัตรประจำวันขณะอยู่ที่บ้าน หรือศูนย์ฝึกเด็กเล็ก จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ไปรวบรวม และคิดวิเคราะห์สังเคราะห์กิจกรรมที่เหมาะสมที่จะนำไปประเมินเพิ่มเติมและให้กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสมกับพัฒนาการ และความสามารถของผู้รับบริการ
6.2 ขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก รวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก
เมื่อได้ข้อมูลมา จะนำมาวิเคราะห์หาปัญหาของผู้รับบริการร่วมกับการปรึกษาอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกงานทางคลินิก โดยดูความต้องการและความสำคัญของปัญหา จากนั้นนำปัญหาเหล่านั้นมากำหนดเป้าประสงค์และให้กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ภายใต้กรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดและกรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทาง และสนับสนุนการให้เหตุผลทางคลินิกเพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์ในการรับบริการมากที่สุด ซึ่งปัญหาของผู้รับบริการคือ
ด้านกิจวัตรประจำวัน
1. ไม่สามารถเสริมแต่งตนเองได้ด้วยตนเอง (ความช่วยเหลือมากที่สุด)
2. ไม่สามารถแปรงฟันได้เอง (ความช่วยเหลือมากที่สุด)
3. ไม่สามารถอาบน้ำได้เอง (ความช่วยเหลือมากที่สุด)
4. ไม่สามารถทำความสะอาดหลังการขับถ่ายได้ (ความพึ่งพึงผู้อื่น)
5. ไม่สามารถถอดและใส่เสื้อผ้าได้เองแต่ให้ความร่วมมือในการใส่คือ ยกมือช่วยในการใส่และถอด
เสื้อผ้า (ความช่วยเหลือน้อยที่สุด)
ด้านการรับความรู้สึก
1. พบการกระตุ้นตนเองโดยการนำมือมาตีที่บริเวณใบหน้าคล้ายลักษณะการสะบัดมือ
2. ชอบเล่นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ม้าโยก กระดานทรงตัว กลิ้งบอล
ด้านกระบวนการรับรู้
1. ไม่สามารถรับรู้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
2. ไม่สามารถแยกแยะซ้ายขวาได้
3. ไม่สามารถรับรู้และแยกแยะรูปทรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลมได้
ด้านการเคลื่อนไหว
การจับดินสอเป็นแบบหงายมือและใช้อุ้งมือ ซึ่งไม่ใช่การจับดินสอที่เหมาะสมกับวัย
ด้านความคิดความเข้าใจ
1. ระดับการตื่นตัวสูง
2. ช่วงความสนใจสั้น
3. ไม่สามารถเริ่มต้นในการทำกิจกรรมได้
4. ไม่สามารถทำกิจกรรมที่มีหลายขั้นตอนได้
5. ไม่สามารถจัดกลุ่มสี รูปทรงได้ สังเกตจากไม่สามารถจัดโดนัทใส่ในหลักสีได้ ไม่สามารถแยกบล็อก
รูปทรงได้ และไม่สามารถแยกแยะรูปสัตว์ได้
6. ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สังเกตจากกิจกรรมใส่บล็อกลงกล่อง เมื่อใส่ไม่ถูก ไม่ยอมเปลี่ยนช่องใหม่
ด้านการจัดการตนเอง
ไม่สามารถควบคุมตนเองในการทำกิจกรรมได้ เมื่อเป็นกิจกรรมที่ไม่สนใจจะแสดงพฤติกรรมต่อต้านไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม โดยการทิ้งตัวลงนอน
ดังนั้นนักศึกษากิจกรรมบำบัดจึงใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำกิจวัตรประจำวัน และการประเมินระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน จะใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองของผู้รับบริการร่วมกับการประเมินโดยให้ผู้รับบริการทำกิจวัตรประจำวันให้ดู ซึ่งผู้รับบริการสามารถทำกิจวัตรประวันได้ด้วยตนเองเพียงด้านเดียว คือ การรับประทานอาหาร
ใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพความคิดความเข้าใจเพื่อประเมินด้านกระบวนการรับความรู้สึกและระดับของความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการ โดยประเมินจากการทำกิจกรรม โดยเป็นกิจกรรมตามพัฒนาการของผู้รับบริการ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และเมื่อทำการประเมินเสร็จ จะรวบรวมปัญหาเพื่อนำมาตั้งเป้าประสงค์การบำบัดฟื้นฟู
ใช้กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก เนื่องจากผู้รับบริการเป็น ออทิสติก ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับระบบรับความรู้สึกและการประสมประสานการรับความรู้สึก โดยใช้กรอบอ้างอิงนี้เพื่อประเมินและให้การบำบัดฟื้นฟู โดยจะทำการประเมินกระบวนการรับความรู้สึกร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และทำการวางแผนการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งจะเน้นในด้านการรับรู้เกี่ยวกับตำแหน่งของข้อต่อ และการทรงตัวเนื่องจากผู้รับบริการแสดงพฤติกรรมแสวงหาทั้งสองระบบ
7. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
7.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
ผู้ปกครองของผู้รับริการ มีความเข้าใจในปัญหาของผู้รับบริการ และมีความเข้าใจในการให้บริการของนักกิจกรรมบำบัด รวมทั้งให้ความร่วมมือในการนำผู้รับริการมารับริการตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
7.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
ผู้ปกครองของผู้รับบริการให้ความสำคัญเกี่ยวกับผู้รับบริการในด้านภาพลักษณ์ของผู้รับริการในอนาคตในด้านการดูแลตนเอง และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้รับริการกับบุคคลอื่นในสังคม จึงมีการส่งผู้รับบริการไปศูนย์ฝึกเด็กเล็ก เพื่อเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
7.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
ในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการ จะมองผู้รับบริการก็เป็นบุคคลหนึ่งที่มีคุณค่า และมีความสามารถในตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ไม่มองว่าผู้รับบริการเป็นผู้ป่วย จะมีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความไว้ใจ เชื่อใจ ที่สำคัญต้องรับฟังความรู้สึกนึกคิดของผู้รับบริการและผู้ปกครองของผู้รับบริการ ไม่ตัดสินจากภายนอกหรือจากคำพูดของผู้ปกครองของผู้รับริการ แต่จะตัดสินจากการนำบริบทแวดล้อมและสิ่งที่ได้จากปากผู้รับบริการ ร่วมกับการประเมิน มาประมวลผลร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุป
8. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
8.1 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
· ให้คุณค่าในความสนใจของผู้รับบริการ คือการจัดกิจกรรมตามความสนใจและความสามารถของ
ผู้รับบริการ
· รับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองของผู้รับบริการ
· ให้แรงเสริมเพื่อกระตุ้นผู้รับบริการให้ทำกิจกรรม
· บอกวัตถุประสงค์ให้ผู้ปกครองของผู้รับบริการทราบทุกครั้งหลังการให้บริการ
· บำบัดฟื้นฟูสัมพันธภาพตามบทบาทอย่างเหมาะสมกับผู้ปกครองและผู้รับบริการ
· จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการทำกิจกรรม
· ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละราย
· ให้บริการอย่างเต็มใจ และเต็มความสามารถ
9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
ผู้รับบริการพบปัญหาด้านต่อไปนี้ คือ
ด้านกิจวัตรประจำวัน
ไม่สามารถแต่งตัวด้วยตนเอง
กรณีศึกษาที่หก
ชื่อผู้รับบริการ ด.ญ.ดี อายุ 3 ปี 11เดือน วันที่เข้ารับบริการ 14 ม.ค. 52
ชื่อผู้ให้บริการ.นศ.กบ. ทิพวรรณ ไทยวนต์ วันที่รายงาน 26 ก.ค. 54
1. บริบทของการให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริมและจำกัดผลลัพธ์ในการให้บริการ เช่น คุณค่า ความเชื่อมั่น และความภาคภูมิใจของผู้รับบริการ ความเชื่อมั่นของสมรรถนะของผู้ให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริม ได้แก่ การให้แรงเสริมทางบวกเพื่อเพิ่มความมั่นใจในผู้รับบริการ ให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดในการให้บริการ ได้แก่ โอกาสในการได้เข้าร่วมกิจกรรมภายในชุมชนหรือกลุ่มเพื่อนและข้อจำกัดด้านเวลาของผู้รับบริการในการเข้ารับการฝึกทางกิจกรรมบำบัด
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัทธ์
จากการสอบถามผู้ปกครองร่วมกับการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการที่แสดงออกภายในห้องฝึก ทำให้ทราบถึงความต้องการของผู้รับบริการ คือการที่ได้เข้าไปร่วมเล่นกับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากตนเองไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนในกลุ่มได้ จึงทำได้แต่มองดูอยู่ห่างๆและผู้ปกครองให้ข้อมูลมาว่าผู้รับบริการต้องการเข้าสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน แต่ต้องรอให้เพื่อนมาชักชวน
2.1 ความสามารถและความบกพร่องที่มีอยู่
ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากผู้รับบริการยังมีพัฒนาการด้านการสื่อสารที่ล่าช้า จึงทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้เป็นประโยคตามวัยให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจได้
2.2 ความเข้าใจต่อชีวิต
ผู้ปกครองเข้าใจสาเหตุและปัญหาของผู้รับบริการ และสนับสนุนให้ผู้รับบริการเข้ารับการฟื้นฟูเกี่ยวกับด้านการเข้าสังคมและทักษะต่างๆ ให้พัฒนาเป็นไปตามวัย ประกอบกับการนำคำแนะนำต่างๆที่ผู้บำบัดได้ให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
2.4 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว
ผู้ปกครองมีความสนใจในการดูแลและเอาใจใส่กับผู้รับบริการ เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการสื่อสารและการเข้าสังคม และต้องการให้ผู้รับบริการมีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้
สำหรับกรณีศึกษานี้ มีปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ซึ่งได้แก่ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน จึงมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน แต่เนื่องด้วยอาจจะต้องใช้เวลานาน แต่พัฒนาการของผู้รับบริการสามารถพัฒนาขึ้นได้ จากการหมั่นฝึกและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ดูแลด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ
ในแผนการบำบัดฟื้นฟูนี้ ได้คาดหวังว่าสามารถส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการเรียนรู้และการปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยสังเกตจากการแสดงอารมณ์ สีหน้าท่าทางและพฤติกรรมที่ผู้รับบริการแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด และอาจจะใช้คำถามปลายปิดง่ายๆ (ใช่/ไม่ใช่) เกี่ยวกับการรับรู้ความรู้สึก อารมณ์ของผู้รับบริการ
4. ทัศนคติและความความหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
4.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึงประสงค์
การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนที่บ้านให้กับผู้ปกครอง (Home program) ในการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม เป็นวิธีการของนักกิจกรรมบำบัดในการช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจและสาเหตุที่มาเกี่ยวกับโรคของผู้รับบริการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการได้อย่างถูกต้อง สามารถนำกลับไปปรับประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการที่บ้านได้
4.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ
จากการบำบัดฟื้นฟูฟื้นฟูผู้รับบริการผ่านการฝึกโดยการใช้คำหรือรูปแบบการใช้คำต่างๆเพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำกิจกรรมในการฝึกนี้ เช่น การฝึกโดยวิธีการเรียงลำดับคำในประโยค ผู้รับบริการสามารถเรียงลำดับคำและรูปภาพได้อย่างถูกต้อง และสามารถพูดประโยค1-2 ประโยคได้อย่างถูกต้อง จึงนำวิธีการฝึกนี้ให้กับผู้ปกครองนำไปปรับใช้กับผู้รับบริการที่บ้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารได้ต่อไป
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
จากการนำกรอบอ้างอิงความคิดความเข้าใจ มาเป็นแนวทางในการบำบัดฟื้นฟูความสามารถในด้านความจำ สมาธิ และทักษะที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการใช้รูปแบบคำต่างๆเพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสม โดยผู้บำบัดใช้เทคนิคสื่อการสอนและการเรียนรู้กับการใช้ผู้บำบัดเป็นต้นแบบ
กรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องซึ่งค้นพบในงานวิจัยอื่นๆ คือ กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก ซึ่งได้ชี้แนะแนวทางและเทคนิควิธีการในการช่วยกระตุ้นระดับการรับความรู้สึก เนื่องด้วยปัญหาจากผู้รับบริการมีระดับการตอบสนองสิ่งเร้าที่น้อยกว่าปกติ จึงต้องได้รับการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว เพื่อสามารถทำกิจกรรมให้เกิดการพัฒนาและการเรียนรู้ตามวัยได้อย่างเหมาะสม
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมุติฐานทางคลินิก
ข้อมูลของผู้รับบริการส่วนใหญ่ได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและผู้ดูแลที่ใกล้ชิด และจากการตรวจสอบประวัติในเวชระเบียนของทางโรงพยาบาล ผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่ามีความบกพร่องทางพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย ไม่สบตา มีปัญหาทางพฤติกรรมด้านการเข้าสังคมและการสื่อสาร (Pervasive Developmental Disorder, PDD)
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม เริ่มจากการประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการร่วมกับการสอบถามผู้ปกครอง ทำให้ทราบถึงปัญหาและข้อบกพร่องของผู้รับบริการ คือ ผู้รับบริการขาดความมั่นใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนและมีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสู่สังคมและการสื่อสาร นักกิจกรรมบำบัดจึงให้การบำบัดฟื้นฟูโดยวิธีการดังต่อไปนี้
· การปรับพฤติกรรม เช่น ให้เข้าร่วมเล่นกับเพื่อนทั้งในห้องฝึกและในโรงเรียน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
ในตนเองและทักษะการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับวัย
· การจัดกิจกรรมกลุ่มในห้องฝึกและการให้คำปรึกษากับผู้ปกครองในการดูแลและฝึกทักษะด้าน
สังคม เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการความเครียดและการเข้าสู่สังคมของผู้รับบริการ
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพความคิดความเข้าใจ ซึ่งประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมร่วมกับการทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการ เช่น การต่อบล็อกตามแบบ การเขียนเลข 1-5 และอ่านประโยคง่ายๆ เป็นต้น จากผลการทดสอบพบว่าผู้รับบริการมีความบกพร่องด้านสมาธิและความสามารถด้านการเรียงลำดับคำหรือประโยค จึงให้โปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูดังต่อไปนี้
· เพิ่มทักษะด้านความรู้และความเข้าใจ โดยการฝึกทักษะการเรียงลำดับคำและตัวเลข เช่น การ
เรียงบัตรภาพเหตุการณ์ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ซึ่งร่วมกับการให้โปรแกรมการฝึกนี้กับ
ผู้ปกครองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง
· การเพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมและกระตุ้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสมให้กับ
ผู้รับบริการ โดยให้เงื่อนไขในการปรับพฤติกรรม หรือการกระตุ้นระดับความตื่นตัวให้สามารถทำ
กิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เช่น การกระโดด 2 ขาข้ามสิ่งกีดขวาง เป็นต้น
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงกระบวนการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก ซึ่งประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมในห้องฝึกร่วมกับการสอบถามผู้ปกครองและใช้แบบประเมินพฤติกรรมการบูรณาการประสาทความรู้สึก ซึ่งให้ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้กรอกระดับความสามารถของผู้รับบริการ ผลจากการประเมินดังกล่าวพบปัญหา ได้แก่ ระดับความตื่นตัวและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่ำ หันเหความสนใจง่าย นักกิจกรรมบำบัดจึงให้โปรแกรมการบำบัดฟื้นฟู เช่น ให้กิจกรรมกระตุ้นระดับความตื่นตัว กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่น
6.2 ขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก รวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก
จากข้อมูลที่ได้และการตั้งสมมุติฐานเบื้องต้น ได้พบปัญหาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการ ได้ตั้งเป้าประสงค์และวางแผนการบำบัดฟื้นฟู โดยผ่านกรอบอ้างอิงดังต่อไปนี้
6.2.1 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม
ปัญหาที่พบ ได้แก่ ขาดความมั่นใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนและมีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสู่สังคมและการสื่อสาร
เป้าประสงค์ของการบำบัดฟื้นฟู คือ สามารถแบ่งสิ่งของ(ของเล่น) ให้กับเพื่อนในกลุ่มได้ รับรู้และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ กิจกรรมกลุ่ม แสดงบทบาทสมมุติ เกมกลุ่มวาดภาพระบายสี เป็นต้น
6.2.2 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางความคิดความเข้าใจ
ปัญหาที่พบ ได้แก่ มีความบกพร่องด้านสมาธิและความสามารถด้านการเรียงลำดับคำหรือประโยค
เป้าประสงค์การบำบัดฟื้นฟู คือ มีความจดจ่อต่อกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมกับวัย สามารถทำตามคำสั่งที่มีคำบุพบท (หน้า-หลัง-บน-ใต้) และสามารถสื่อสารเป็นประโยคง่ายๆได้อย่างถูกต้อง
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ ใช้บัตรรูปภาพหรือบัตรคำกระตุ้นให้ผู้รับบริการเกิดการสื่อสารเป็นประโยค ให้ทำกิจกรรมที่สนใจแล้วค่อยๆปรับหรือลดสิ่งเร้าภายนอกให้สามารถคงความสนใจได้และฝึกทำตามคำสั่งง่ายๆโดยให้คำสั่งมีคำบุพบทร่วมด้วย เป็นต้น
6.2.3 กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก
ปัญหาที่พบ ได้แก่ มีระดับความตื่นตัวและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่ำ หันเหความสนใจง่าย
เป้าประสงค์ของการบำบัดฟื้นฟู คือ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสมหรือมีระดับความตื่นตัวในการทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกับการเล่น ซึ่งอาจจะใช้สื่อต่างๆช่วยกระตุ้นทางเสียง สีหรือการสัมผัส เป็นต้น
7. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
7.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
ผู้ปกครองและผู้รับบริการให้ความสนใจในการฝึกและให้ความร่วมมือในการฝึกเป็นอย่างดี จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทำให้ทราบว่าอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้รับบริการมีความบกพร่องด้านภาษาและการสื่อสารไม่เป็นไปตามวัย มาจากการเลี้ยงดูและการเอาใจใส่ที่บ้านของผู้ดูแลที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์หรือขาดการวางเงื่อนไขเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างผู้ดูแลและผู้รับบริการ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ปกครองต้องพาเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องร่วมกับการนำโปรแกรมการฝึกไปประยุกต์ใช้กับผู้รับบริการที่บ้านอย่างเหมาะสม
7.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการในห้องฝึก ผู้ปกครองต้องการที่จะพัฒนาและกระตุ้นพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัยและสามารถเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้ปกครองจะคอยให้กำลังใจและพยายามพาผู้รับบริการมารับการบำบัดบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้รับบริการได้รับแรงจูงใจในการเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูและพัฒนาการด้านพฤติกรรมของตนเองอยู่เสมอ และมีความต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมและอยู่ร่วมกับกลุ่มเพื่อนได้
7.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
ผู้รับบริการสามารถเข้ากับบุคคลที่คุ้นเคยได้ค่อนข้างดี เช่น ผู้ใกล้ชิด ญาติพี่น้อง หรือผู้บำบัดคุ้นเคย ในบางครั้งยังต้องคอยกระตุ้นในเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการอยู่บางเวลา แต่ผู้ปกครองให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลของผู้รับบริการเป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถรับรู้ถึงปัญหาและพัฒนาการของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง
8. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
8.1 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
ผู้บำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดได้ให้บริการกับผู้รับบริการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ และพยายามดูแลพร้อมกับให้คำปรึกษากับผู้ปกครองมาโดยตลอด รวมถึงการตั้งเป้าประสงค์และวางแผนการบำบัดฟื้นฟูร่วมกับผู้ปกครอง การปฏิบัติตนตามหลักของวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ทำให้ผู้รับบริการและผู้ปกครองเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดที่แตกต่างไปจากคุณครูหรือวิชาชีพอื่นๆ และการให้สิทธิเสมอภาคต่อผู้รับบริการอื่นๆ แนะนำแนวทางการปฏิบัติเพื่อช่วยลดข้อจำกัดของผู้รับบริการในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต
9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
ในส่วนของการรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมุติฐานทางคลินิกและขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิกรวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก ซึ่งปัญหาที่พบและวิธีการแก้ไข ที่ได้ให้การบำบัดฟื้นฟูไป ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้รับบริการในระยะแรกคือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้รับบริการและผู้ปกครองกับผู้บำบัด แต่ความบกพร่องในด้านพัฒนาการด้านการสื่อสารหรือการใช้ภาษาต้องใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาเพื่อให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน
9.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
พัฒนาการของผู้รับบริการยังต้องมีความก้าวหน้าต่อไปตามวัยและความสามารถของผู้รับบริการ โดยเฉพาะในด้านการเข้าสังคมและการสื่อสาร ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและหมั่นฝึกหรือปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมอยู่สม่ำเสมอ ร่วมกับการสร้างแรงจูงใจให้ความเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการ หาโอกาสให้ผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
หลังจากให้การบำบัดฟื้นฟูไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำการประเมินซ้ำ จึงทำให้ไม่สามารถรู้ถึงความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน เนื่องด้วยระยะเวลาในการเข้ามารับบริการของผู้รับบริการไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มักเว้นช่วงรับการบำบัดฟื้นฟู 1-2 สัปดาห์ ซึ่งช่วงเวลาของการฝึกมีแค่ชั่วโมงครึ่งต่อหนึ่งครั้งที่เข้ามารับการฝึกกับทางกิจกรรมบำบัด ความสำเร็จที่ได้จากการสังเกตช่วงที่ทำการฝึกคือการมีปฏิสัมพันธ์และความไว้ใจระหว่างผู้บำบัดกับผู้รับบริการเป็นไปได้ดี
9.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
การให้ความร่วมมือในการฝึกและมีความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆของผู้รับบริการเป็นไปได้ค่อนข้างดี อาจจะต้องคอยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้หรือแก้ไขข้อบกพร่องในด้านต่างๆของผู้รับบริการ และสอนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตให้กับผู้รับบริการ เช่น การเข้าร่วมกลุ่ม การเล่นเป็นทีมหรือการทำกิจกรรมในโรงเรียน ส่วนในเรื่องการสื่อสาร การใช้ภาษา ควรลดภาวะที่พูดทวนคำและการเรียงลำดับคำเพื่อนำไปสู่การใช้รูปประโยคได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
ขอบคุณมากค่ะDr. Pop...กรณีศึกษาทั้งหก case มีประโยชน์มากๆทั้งต่อผู้ปกครอง ครู และผู้ที่สนใจนะคะ...
น้องครับ มีหลายกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากๆเลยครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับความคิืดเห็นที่ดีมากจากคุณลูกหมูเต้นระบำ พี่ดร.พจนา และพี่ดร.ขจิต
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจจากทุกๆท่าน
ขอบคุณมากครับคุณ Oraphan
กรณีศึกษาที่บอกทั้งเหตุและกระบวนการรวมถึงผลการดำเนินการ
ทั้ง 6 เครส ช่วยให้ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปได้ง่าย สามารถนำไปทดลองใช้ในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียนสอนพิเศษ หรือแม้แต่ชุมชนวัดที่เราจะมีโฮกาสพบเจอโดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเขาถึงบริการได้
ขอบคุณมากๆสำหรับความรู้ที่แบ่งปัน
ยังมีเครสใหม่ที่ผ่าตัดสมองอันมีเหตุมาจากอุบัติเหตุที่อยากช่วย เพราะผู้ป่วยเป็นจิตอาสา เป็นอสม.ด้วย ขณะนี้ผู้ป่วยขยับร่างกายได้บ้างแล้วเช่นมือ สามารถกระดิกนิ้วได้เล็กน้อย การจับแขนยกขึ้นยกลงยังต้องใช้การเสริมแรงจากผู้อื่นช่วยพยุง แต่สังเกตเห็นผู้ป่วยมีความพยายาม การกายภาพพร้อมเสียงเพลงได้แต่คิดไว้ ยังไม่มีโอกาสลงมือปฏิบัติ ที่คิดจะใช้เสียงเพลงเพราะยามปกติผู้ป่วยชอบและมีความสุขกับเสียงเพลงมาก คาดว่าเสียงเพลงจะยังมีอิทธิพลต่อจิตใจผู้ป่วย วันนี้ผู้ป่วยได้รับอนุญาตจากแพทย์ที่รักษาให้กลับไปพักที่บ้าน และให้ญาติช่วยดูแลด้านกายภาพ ผู้ป่วยสามารถยิ้มได้เล็กน้อย สามารถสื่อความรู้สึกทางสายตา และอาการขยับกายได้แต่ยังพูดไม่ได้ ขอคำแนะนำเรื่องการกายภาพ สำหรับเครสนี้นะคะ หากต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ป่วยเพิ่มจะรีบส่งไปให้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณมากครับคุณครูต้อย
ยินดีให้นำความรู้ไปใช้และเผยแพร่ต่้อเสมอ สำหรับเคสที่แนะนำมา ดูมีความตั้งใจมาก เนื่องจากเป็นการฝึกสมองให้สั่งการเคลื่อนไหวร่างกาย ในการกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดเบื้องต้น คือ การช่วยร่างกายทุกส่วนทุกวัน คงต้องช่วยพยุงเริ่มจากกางหัวไหล่ เหยียดหัวไหล่เอื้อมแขนไปข้างหน้าลำตัว เหยียดศอก กระดกข้อมือ ให้นิ้วมือหยิบจับสิ่งของ จากนั้นงอข้อมือลงให้นิ้วมือแบออกพร้อมนำสิ่งของใส่ตะกร้า พร้อมงอศอกและนำแขนและไหล่แนบลำตัว ทำแบบนี้ก่อนฝึกกิจวัตรประจำวัน เช่น หยิบช้อนทานข้าว หยิบแปรงสีฟัน จะใช้มือข้างที่ดีช่วยก็ได้ ใส่ถอดเสื้อผ้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามควรพาเคสนี้มาพบนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดด้วย จะได้ตรวจประเมินและให้โปรแกรมเฉพาะเจาะจงกว่านี้ ที่สำคัญเวลาให้ตั้งใจฝึกใช้มือ ไม่ควรเปิดเพลง เพราะต้องให้สมองจดจ่อและมีสมาธิเืพื่อเรียนรู้การเคลื่อนไหว แต่ถ้าจะฟังก็ใช้เสียงเพลงธรรมชาติจะช่วยลดเกร็งได้ในท่านอนพักนะครับผม และที่สำคัญต้องฝึกการใช้ตาและมือให้สัมพันธ์กัน ต้องประเมินว่ามีปัญหาการกลืนลำบากและการใช้อวัยวะออกเสียงอย่างไร จะได้ฝึกพูดกับนักสื่อความหมาย หรือฝึกทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันกับนักกิจกรรมบำบัดด้วย