กรณีศึกษาที่หก
ชื่อผู้รับบริการ ด.ญ.ดี อายุ 3 ปี 11เดือน วันที่เข้ารับบริการ 14 ม.ค. 52
ชื่อผู้ให้บริการ.นศ.กบ. ทิพวรรณ ไทยวนต์ วันที่รายงาน 26 ก.ค. 54
1. บริบทของการให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริมและจำกัดผลลัพธ์ในการให้บริการ เช่น คุณค่า ความเชื่อมั่น และความภาคภูมิใจของผู้รับบริการ ความเชื่อมั่นของสมรรถนะของผู้ให้บริการ
ปัจจัยที่ส่งเสริม ได้แก่ การให้แรงเสริมทางบวกเพื่อเพิ่มความมั่นใจในผู้รับบริการ ให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดในการให้บริการ ได้แก่ โอกาสในการได้เข้าร่วมกิจกรรมภายในชุมชนหรือกลุ่มเพื่อนและข้อจำกัดด้านเวลาของผู้รับบริการในการเข้ารับการฝึกทางกิจกรรมบำบัด
2. บริบทของชีวิตผู้รับบริการ
2.1 แรงจูงใจ ความปรารถนา และความอดทนต่อผลลัทธ์
จากการสอบถามผู้ปกครองร่วมกับการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการที่แสดงออกภายในห้องฝึก ทำให้ทราบถึงความต้องการของผู้รับบริการ คือการที่ได้เข้าไปร่วมเล่นกับกลุ่มเพื่อน เนื่องจากตนเองไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนในกลุ่มได้ จึงทำได้แต่มองดูอยู่ห่างๆและผู้ปกครองให้ข้อมูลมาว่าผู้รับบริการต้องการเข้าสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน แต่ต้องรอให้เพื่อนมาชักชวน
2.1 ความสามารถและความบกพร่องที่มีอยู่
ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากผู้รับบริการยังมีพัฒนาการด้านการสื่อสารที่ล่าช้า จึงทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้เป็นประโยคตามวัยให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจได้
2.2 ความเข้าใจต่อชีวิต
ผู้ปกครองเข้าใจสาเหตุและปัญหาของผู้รับบริการ และสนับสนุนให้ผู้รับบริการเข้ารับการฟื้นฟูเกี่ยวกับด้านการเข้าสังคมและทักษะต่างๆ ให้พัฒนาเป็นไปตามวัย ประกอบกับการนำคำแนะนำต่างๆที่ผู้บำบัดได้ให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
2.4 ความคาดหวังในการใช้ชีวิตระยะยาว
ผู้ปกครองมีความสนใจในการดูแลและเอาใจใส่กับผู้รับบริการ เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการสื่อสารและการเข้าสังคม และต้องการให้ผู้รับบริการมีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย
3. ความเชื่อส่วนบุคคลของผู้ให้บริการ
3.1 อุปสรรคในการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้
สำหรับกรณีศึกษานี้ มีปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ซึ่งได้แก่ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน จึงมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน แต่เนื่องด้วยอาจจะต้องใช้เวลานาน แต่พัฒนาการของผู้รับบริการสามารถพัฒนาขึ้นได้ จากการหมั่นฝึกและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ดูแลด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
3.2 ความคาดหวังและความพึงพอใจ
ในแผนการบำบัดฟื้นฟูนี้ ได้คาดหวังว่าสามารถส่งเสริมพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และพัฒนาการด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมการเรียนรู้และการปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยสังเกตจากการแสดงอารมณ์ สีหน้าท่าทางและพฤติกรรมที่ผู้รับบริการแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด และอาจจะใช้คำถามปลายปิดง่ายๆ (ใช่/ไม่ใช่) เกี่ยวกับการรับรู้ความรู้สึก อารมณ์ของผู้รับบริการ
4. ทัศนคติและความความหวังเชิงพฤติกรรมของผู้ให้บริการ
4.1 ความคิดเห็นต่อกระบวนการให้บริการที่พึงประสงค์
การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนที่บ้านให้กับผู้ปกครอง (Home program) ในการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม เป็นวิธีการของนักกิจกรรมบำบัดในการช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจและสาเหตุที่มาเกี่ยวกับโรคของผู้รับบริการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการได้อย่างถูกต้อง สามารถนำกลับไปปรับประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการที่บ้านได้
4.2 ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการให้บริการ
จากการบำบัดฟื้นฟูฟื้นฟูผู้รับบริการผ่านการฝึกโดยการใช้คำหรือรูปแบบการใช้คำต่างๆเพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างการทำกิจกรรมในการฝึกนี้ เช่น การฝึกโดยวิธีการเรียงลำดับคำในประโยค ผู้รับบริการสามารถเรียงลำดับคำและรูปภาพได้อย่างถูกต้อง และสามารถพูดประโยค1-2 ประโยคได้อย่างถูกต้อง จึงนำวิธีการฝึกนี้ให้กับผู้ปกครองนำไปปรับใช้กับผู้รับบริการที่บ้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารได้ต่อไป
5. กรอบอ้างอิงของผู้ให้บริการ
จากการนำกรอบอ้างอิงความคิดความเข้าใจ มาเป็นแนวทางในการบำบัดฟื้นฟูความสามารถในด้านความจำ สมาธิ และทักษะที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการใช้รูปแบบคำต่างๆเพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสม โดยผู้บำบัดใช้เทคนิคสื่อการสอนและการเรียนรู้กับการใช้ผู้บำบัดเป็นต้นแบบ
กรอบอ้างอิงที่เกี่ยวข้องซึ่งค้นพบในงานวิจัยอื่นๆ คือ กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทความรู้สึก ซึ่งได้ชี้แนะแนวทางและเทคนิควิธีการในการช่วยกระตุ้นระดับการรับความรู้สึก เนื่องด้วยปัญหาจากผู้รับบริการมีระดับการตอบสนองสิ่งเร้าที่น้อยกว่าปกติ จึงต้องได้รับการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว เพื่อสามารถทำกิจกรรมให้เกิดการพัฒนาและการเรียนรู้ตามวัยได้อย่างเหมาะสม
6. การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์
6.1 การรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมุติฐานทางคลินิก
ข้อมูลของผู้รับบริการส่วนใหญ่ได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและผู้ดูแลที่ใกล้ชิด และจากการตรวจสอบประวัติในเวชระเบียนของทางโรงพยาบาล ผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่ามีความบกพร่องทางพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย ไม่สบตา มีปัญหาทางพฤติกรรมด้านการเข้าสังคมและการสื่อสาร (Pervasive Developmental Disorder, PDD)
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม เริ่มจากการประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการร่วมกับการสอบถามผู้ปกครอง ทำให้ทราบถึงปัญหาและข้อบกพร่องของผู้รับบริการ คือ ผู้รับบริการขาดความมั่นใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนและมีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสู่สังคมและการสื่อสาร นักกิจกรรมบำบัดจึงให้การบำบัดฟื้นฟูโดยวิธีการดังต่อไปนี้
· การปรับพฤติกรรม เช่น ให้เข้าร่วมเล่นกับเพื่อนทั้งในห้องฝึกและในโรงเรียน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ
ในตนเองและทักษะการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับวัย
· การจัดกิจกรรมกลุ่มในห้องฝึกและการให้คำปรึกษากับผู้ปกครองในการดูแลและฝึกทักษะด้าน
สังคม เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการความเครียดและการเข้าสู่สังคมของผู้รับบริการ
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพความคิดความเข้าใจ ซึ่งประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมร่วมกับการทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้รับบริการ เช่น การต่อบล็อกตามแบบ การเขียนเลข 1-5 และอ่านประโยคง่ายๆ เป็นต้น จากผลการทดสอบพบว่าผู้รับบริการมีความบกพร่องด้านสมาธิและความสามารถด้านการเรียงลำดับคำหรือประโยค จึงให้โปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูดังต่อไปนี้
· เพิ่มทักษะด้านความรู้และความเข้าใจ โดยการฝึกทักษะการเรียงลำดับคำและตัวเลข เช่น การ
เรียงบัตรภาพเหตุการณ์ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ซึ่งร่วมกับการให้โปรแกรมการฝึกนี้กับ
ผู้ปกครองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง
· การเพิ่มสมาธิในการทำกิจกรรมและกระตุ้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสมให้กับ
ผู้รับบริการ โดยให้เงื่อนไขในการปรับพฤติกรรม หรือการกระตุ้นระดับความตื่นตัวให้สามารถทำ
กิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เช่น การกระโดด 2 ขาข้ามสิ่งกีดขวาง เป็นต้น
จากสมมติฐานในการวางแผนการบำบัดฟื้นฟูโดยใช้กรอบอ้างอิงกระบวนการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก ซึ่งประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมในห้องฝึกร่วมกับการสอบถามผู้ปกครองและใช้แบบประเมินพฤติกรรมการบูรณาการประสาทความรู้สึก ซึ่งให้ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้กรอกระดับความสามารถของผู้รับบริการ ผลจากการประเมินดังกล่าวพบปัญหา ได้แก่ ระดับความตื่นตัวและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่ำ หันเหความสนใจง่าย นักกิจกรรมบำบัดจึงให้โปรแกรมการบำบัดฟื้นฟู เช่น ให้กิจกรรมกระตุ้นระดับความตื่นตัว กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่น
6.2 ขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิก รวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก
จากข้อมูลที่ได้และการตั้งสมมุติฐานเบื้องต้น ได้พบปัญหาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการ ได้ตั้งเป้าประสงค์และวางแผนการบำบัดฟื้นฟู โดยผ่านกรอบอ้างอิงดังต่อไปนี้
6.2.1 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม
ปัญหาที่พบ ได้แก่ ขาดความมั่นใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนและมีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสู่สังคมและการสื่อสาร
เป้าประสงค์ของการบำบัดฟื้นฟู คือ สามารถแบ่งสิ่งของ(ของเล่น) ให้กับเพื่อนในกลุ่มได้ รับรู้และแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ กิจกรรมกลุ่ม แสดงบทบาทสมมุติ เกมกลุ่มวาดภาพระบายสี เป็นต้น
6.2.2 กรอบอ้างอิงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางความคิดความเข้าใจ
ปัญหาที่พบ ได้แก่ มีความบกพร่องด้านสมาธิและความสามารถด้านการเรียงลำดับคำหรือประโยค
เป้าประสงค์การบำบัดฟื้นฟู คือ มีความจดจ่อต่อกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมกับวัย สามารถทำตามคำสั่งที่มีคำบุพบท (หน้า-หลัง-บน-ใต้) และสามารถสื่อสารเป็นประโยคง่ายๆได้อย่างถูกต้อง
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ ใช้บัตรรูปภาพหรือบัตรคำกระตุ้นให้ผู้รับบริการเกิดการสื่อสารเป็นประโยค ให้ทำกิจกรรมที่สนใจแล้วค่อยๆปรับหรือลดสิ่งเร้าภายนอกให้สามารถคงความสนใจได้และฝึกทำตามคำสั่งง่ายๆโดยให้คำสั่งมีคำบุพบทร่วมด้วย เป็นต้น
6.2.3 กรอบอ้างอิงการบูรณาการประสาทรับความรู้สึก
ปัญหาที่พบ ได้แก่ มีระดับความตื่นตัวและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่ำ หันเหความสนใจง่าย
เป้าประสงค์ของการบำบัดฟื้นฟู คือ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสมหรือมีระดับความตื่นตัวในการทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ
กิจกรรมการบำบัดฟื้นฟู ได้แก่ กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกับการเล่น ซึ่งอาจจะใช้สื่อต่างๆช่วยกระตุ้นทางเสียง สีหรือการสัมผัส เป็นต้น
7. การให้เหตุผลเชิงแปลความ
7.1 ความเข้าใจของผู้รับบริการต่อความเจ็บป่วย ความบกพร่อง และผลลัพธ์
ผู้ปกครองและผู้รับบริการให้ความสนใจในการฝึกและให้ความร่วมมือในการฝึกเป็นอย่างดี จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทำให้ทราบว่าอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้รับบริการมีความบกพร่องด้านภาษาและการสื่อสารไม่เป็นไปตามวัย มาจากการเลี้ยงดูและการเอาใจใส่ที่บ้านของผู้ดูแลที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์หรือขาดการวางเงื่อนไขเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างผู้ดูแลและผู้รับบริการ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ปกครองต้องพาเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องร่วมกับการนำโปรแกรมการฝึกไปประยุกต์ใช้กับผู้รับบริการที่บ้านอย่างเหมาะสม
7.2 ความคาดหวังของผู้รับบริการต่อภาพลักษณ์การใช้ชีวิตในอนาคต
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและการสังเกตพฤติกรรมของผู้รับบริการในห้องฝึก ผู้ปกครองต้องการที่จะพัฒนาและกระตุ้นพัฒนาการของผู้รับบริการให้เป็นไปตามวัยและสามารถเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้ปกครองจะคอยให้กำลังใจและพยายามพาผู้รับบริการมารับการบำบัดบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้รับบริการได้รับแรงจูงใจในการเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูและพัฒนาการด้านพฤติกรรมของตนเองอยู่เสมอ และมีความต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมและอยู่ร่วมกับกลุ่มเพื่อนได้
7.3 การสร้างสัมพันธภาพโดยมองความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ
ผู้รับบริการสามารถเข้ากับบุคคลที่คุ้นเคยได้ค่อนข้างดี เช่น ผู้ใกล้ชิด ญาติพี่น้อง หรือผู้บำบัดคุ้นเคย ในบางครั้งยังต้องคอยกระตุ้นในเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการอยู่บางเวลา แต่ผู้ปกครองให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลของผู้รับบริการเป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถรับรู้ถึงปัญหาและพัฒนาการของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง
8. การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม
8.1 ประเด็นสำคัญของการให้บริการที่มีคุณค่าและคุณธรรมต่อผู้รับบริการ
ผู้บำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดได้ให้บริการกับผู้รับบริการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ และพยายามดูแลพร้อมกับให้คำปรึกษากับผู้ปกครองมาโดยตลอด รวมถึงการตั้งเป้าประสงค์และวางแผนการบำบัดฟื้นฟูร่วมกับผู้ปกครอง การปฏิบัติตนตามหลักของวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ทำให้ผู้รับบริการและผู้ปกครองเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดที่แตกต่างไปจากคุณครูหรือวิชาชีพอื่นๆ และการให้สิทธิเสมอภาคต่อผู้รับบริการอื่นๆ แนะนำแนวทางการปฏิบัติเพื่อช่วยลดข้อจำกัดของผู้รับบริการในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต
9. การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไข
9.1 การแปลผลการประเมินปัญหาและวิธีการแก้ไข
ในส่วนของการรวบรวมข้อมูลที่ชี้นำเพื่อตั้งและพิสูจน์สมมุติฐานทางคลินิกและขั้นตอนการค้นหาคำจำกัดความของปัญหาทางคลินิกรวมทั้งการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาทางคลินิก ซึ่งปัญหาที่พบและวิธีการแก้ไข ที่ได้ให้การบำบัดฟื้นฟูไป ทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้รับบริการในระยะแรกคือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้รับบริการและผู้ปกครองกับผู้บำบัด แต่ความบกพร่องในด้านพัฒนาการด้านการสื่อสารหรือการใช้ภาษาต้องใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาเพื่อให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน
9.2 ความคาดหวังของผู้ให้บริการต่อการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จากการกระทำในปัจจุบัน
พัฒนาการของผู้รับบริการยังต้องมีความก้าวหน้าต่อไปตามวัยและความสามารถของผู้รับบริการ โดยเฉพาะในด้านการเข้าสังคมและการสื่อสาร ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและหมั่นฝึกหรือปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมอยู่สม่ำเสมอ ร่วมกับการสร้างแรงจูงใจให้ความเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการ หาโอกาสให้ผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.3 ความสำเร็จหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังการประเมินซ้ำ
หลังจากให้การบำบัดฟื้นฟูไปแล้ว แต่ไม่ได้ทำการประเมินซ้ำ จึงทำให้ไม่สามารถรู้ถึงความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน เนื่องด้วยระยะเวลาในการเข้ามารับบริการของผู้รับบริการไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มักเว้นช่วงรับการบำบัดฟื้นฟู 1-2 สัปดาห์ ซึ่งช่วงเวลาของการฝึกมีแค่ชั่วโมงครึ่งต่อหนึ่งครั้งที่เข้ามารับการฝึกกับทางกิจกรรมบำบัด ความสำเร็จที่ได้จากการสังเกตช่วงที่ทำการฝึกคือการมีปฏิสัมพันธ์และความไว้ใจระหว่างผู้บำบัดกับผู้รับบริการเป็นไปได้ดี
9.4 การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการโดยผู้ให้บริการเน้นการพัฒนาความสามารถของชีวิตบุคคลแบบองค์รวม
การให้ความร่วมมือในการฝึกและมีความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆของผู้รับบริการเป็นไปได้ค่อนข้างดี อาจจะต้องคอยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้หรือแก้ไขข้อบกพร่องในด้านต่างๆของผู้รับบริการ และสอนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตให้กับผู้รับบริการ เช่น การเข้าร่วมกลุ่ม การเล่นเป็นทีมหรือการทำกิจกรรมในโรงเรียน ส่วนในเรื่องการสื่อสาร การใช้ภาษา ควรลดภาวะที่พูดทวนคำและการเรียงลำดับคำเพื่อนำไปสู่การใช้รูปประโยคได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป