พูดด้วยใจ ภาษาไหนๆ ก็พูดได้

เมื่อวานผมเขียนบันทึกทีเล่นทีจริงเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษของผมให้เจ้าต้นไม้ที่ทำให้เขาพูดภาษาอังกฤษได้ภายในห้านาที เพราะผมสอนแค่ Yes, No, OK แล้วก็พูดภาษาอังกฤษกับเขา ปล่อยให้เขาตอบผมเองด้วยสามคำนี้ ปรากฎว่าถ้าดูเผินๆ จะดูเหมือนเจ้าต้นไม้พูดภาษาอังกฤษกับพ่อได้ทีเดียว อ.จัน ขำแทบแย่

บันทึกนั้นรู้สึกว่ามีสมาชิกสนใจให้ความเห็นหลากหลาย ผมเลยเกิดแรงบันดาลใจขอต่อภาคสองในบันทึกนี้ครับ

ปัญหาของการสื่อสารภาษาต่างประเทศนั้นดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่โตของเด็กไทย ผมเดาว่าเป็นเพราะเราไม่ได้สอนให้เด็ก "พูดด้วยใจ" แต่เราไปสร้าง "กำแพงทางภาษา" ในการสอนภาษาโดยไม่รู้ตัว

เขียนมาถึงประโยคด้านบนผมก็มีสติขึ้นมาได้ว่า นี่ผมกำลังท้ารบกับอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์และด้านการศึกษาเสียแล้วทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีความรู้เรื่องการเรียนการสอนด้านภาษาเลย ที่จะเขียนนี้เกิดจากความรู้สึกนะครับ ไม่รับประกันว่าถูก อืมม..... แต่อาจจะไม่ผิดครับ (ฮา)

ผมยังจำถึงการเรียนภาษาอังกฤษของผมก่อนที่ผมจะไปอยู่อเมริกาได้ว่าไม่ได้ผลอะไรเลย ผมไม่สามารถ "พูด" ภาษาอังกฤษได้ ผมมาพูดได้ก็ตอนที่ผมไปอยู่อเมริกา ตอนไปอยู่แรกๆ ที่อยู่ท่ามกลางคนไทยก็ยังพูดไม่ได้ พอหลุดจากกลุ่มคนไทยไปอยู่กับเพื่อนไต้หวันผมก็เริ่มพูดได้ เพื่อนกลุ่มนี้มีหลายคนเรียนมัธยมที่อเมริกาและแคนาดาจึงพูดได้ดีอยู่แล้ว ส่วนผมเองพูดได้ดีขึ้นเมื่อตอนไปเรียนปริญญาเอกและทำงานในมหาวิทยาลัย ผมทำงานสี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์แต่ยังเป็น "part-time staff" อยู่ ปกติเขาไม่ให้ทำงานเกินยี่สิบชั่วโมง แต่ฝรั่งมั่วให้ผมเพราะเขาหาคนทำงานไม่ได้ ที่จริงตอนนั้นผมสามารถเปลี่ยนสถานะเป็น full-time staff ได้และเขาอยากให้ทำด้วย ถ้าเปลี่ยนป่านนี้คงไม่ได้กลับเมืองไทย มาถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด

"การพูด" นี่ต่างจาก "การอ่าน" เพราะการพูดเป็นการสื่อสารที่มีองค์ประกอบรอบข้างที่ช่วยในการสื่อสารนอกเหนือจากเรื่องภาษาอยู่มาก ทั้งหน้าตา ท่าทาง แววตา เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์รอบๆ ตัวต่างๆ นานา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพูดทั้งสิ้น

ดังนั้นเวลาคนไทยจะคุยกับฝรั่งนั้น สิ่งรอบข้างนั้นมีให้อยู่แล้วและเราก็ใช้งานสิ่งเหล่านั้นเป็นเพราะไม่ได้ต่างจากการที่คนไทยคุยกับคนไทยเลย สิ่งที่ต่างนั้นมีเพียงนิดเดียวคือภาษาเท่านั้นเอง แต่สิ่งน้อยนิดนี่ล่ะที่ทำให้คนไทยไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะเราไปเรียนรู้ว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องใช้ในการสื่อสาร เลยกลายเป็นกำแพงที่ข้ามไม่พ้นไป

ผมสังเกตว่าฝรั่งเวลาไปเที่ยวต่างประเทศนี่เขาจะมีความมั่นใจมากกว่าเราคนไทยแม้ว่าเขาไม่ได้มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักก็ตาม ด้วยความมั่นใจนี่เองที่ทำให้เขาสื่อสารกับคนในชาติต่างๆ ที่เขาไปได้ แม้เขาจะไม่สามารถพูดภาษาของชาตินั้น เมื่อเริ่มสื่อสารเขาก็จะเริ่มจับศัพท์และรูปประโยคในภาษา และภายในเวลาไม่นานเขาก็พูดได้ปร๋อ

ในมุมกลับเรื่องนี้ก็คือเรื่องภรรยาของฝรั่งที่เราเห็นกันว่าสามารถพูดได้ดีกว่าคนไทยที่มีการศึกษาสูงกว่าเสียอีก เพราะทันทีที่เป็นสามีภรรยากันแล้วความกลัวเรื่องการสื่อสารก็น้อยลง อีกอย่างหนึ่งคือกลุ่มภรรยาเหล่านี้ไม่ได้มีการศึกษาที่สูงมากนัก คือยังไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องกำแพงภาษานั่นเอง กลายเป็นเรื่องที่ดีไป

การสื่อสารในรูปแบบ "การพูด" นั้นเราควรสอนเด็กให้แตกต่างกับการสื่อสารด้วย "การเขียน" เพราะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขียนถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกได้ว่าความสามารถทางไวยกรณ์ภาษาอังกฤษของผมนั้นดีกว่าเพื่อนฝรั่งหลายคนเสียอีก และเชื่อว่าดีกว่าลูกค้า Walmart เกือบทุกคนในอเมริกา (ฮา) เห็นได้ชัดว่าเป็นคนละเรื่องจริงๆ

วิธีการสอนการพูดที่ผมนึกออกตอนนี้ที่ดีที่สุดคือการอยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ แต่เราไม่สามารถยกวัฒนธรรมอเมริกันหรืออังกฤษมาอยู่ในประเทศไทยได้ การจะจำลองวัฒนธรรมมาเพื่อสอนเด็กนั้นคงไม่ง่าย แล้วถ้าจำลองได้เราอาจจะได้ส่วนไม่ดีของวัฒนธรรมนั้นๆ แถมมาด้วยกลายเป็นปัญหาไปเสียอีก โดยสรุปก็คือผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรนั่นเอง

เห็นไหมผมไม่รู้จริงๆ (ฮา) ไปกินข้าวดีกว่า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พอไหว พอดี



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

น้องต้นไม้เป็นเด็กที่โชคดีมากๆ ค่ะ

เอาใจช่วย ให้อาจารย์คิดวิธการสอนใหม่ๆ. ได้อีกค่ะ.

รออ่านต่อนะคะ

เขียนเมื่อ 

อ่านไปขำไป

สงสัยต้องคอยดูน้องต้นไม้  อาจารย์จะจำลองวัฒนธรรมอเมริกันให้รอบตัว  จนพูด - สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดีต่อไป

ความสุขของครอบครัว สุขสร้างได้ ครับอาจารย์

เขียนเมื่อ 

น้องต้นไม้ต้องเก่งแน่ถ้าคุณพ่อไม่เบื่อซะก่อน

พูดถึงเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยทำงานให้ศูนย์ RECSAM ที่ปีนัง มาเลเซีย ในฐานะ Professional staff ที่รัฐบาลไทยส่งไปอยู่ 3 ปี ที่นั่นเป็นศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ศึกษา (ทำนองเดียวกับ สสวท.) มีการอบรมระยะสั้นให้แก่ครู-นักการศึกษาจาก 10 ชาติสมาชิกในอาเซียน มี staff จากประเทศสมาชิกเป็นคนสอน-อบรม ภาษาอังกฤษของ staff ฟังแล้วสนุกดีได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย มีคำแนะนำจากเพื่อนซึ่งเป็น Chinese Malaysian  ว่าเมื่อพูดภาษาอังกฤษ You must forget yourself. จะทำให้การคิดและการพูดรื่นไหล คิดว่าได้ผลดีทีเดียว

ในบรรดาครูจากประเทศสมาชิกที่ไปอบรม ภาษาอังกฤษของอินโดเนเซีย และไทยแย่สุด ปีท้ายก่อนกลับมี ลาวส่งไปอบรมด้วยเป็นปีแรก ปีนั้นเขาให้เกียรติลาวกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปิดคอร์ส ตัวแทนเป็นข้าราชการสาวจากกระทรวงศึกษาธิการลาว  ในการกล่าว ทั้งสำเนียง ลีลาและบุคลิกภาพ ยอดเยี่ยมเป็นที่ประทับใจของทั้งห้องประชุม (ดีกว่าไทยเราเยอะ )

ปัจจุบันภาษาอังกฤษของคนไทยรุ่นเยาว์น่าจะดีขึ้นมาก ๆ แต่ประมาทใครไม่ได้เลยในอาเซียน

  

อืมม.... พออาจารย์เขียนว่า "You must forget yourself." นี่ผมเองมีประสบการณ์ตรงครับ ครั้งหนึ่งเพื่อนไต้หวันผม "ตั้งวง" (ที่ไม่ใช่วงสนทนาธรรม) ในอพาตเมนต์แล้วชวนเพื่อนๆ กันมาร่วมวง นานาชาติทีเดียว UN อาจต้องอายครับ แล้วพอตกดึกซึ่งเป็นตอนเช้าที่เมืองไทยคุณพ่อผมก็โทรศัพท์มา ปรากฎว่าผมไม่สามารถพูดภาษาไทยกับพ่อผมได้ ผมนึกศัพท์ภาษาไทยไม่ออกเลยครับ

หลังจากนั้นเลยรู้ว่าถ้าพ่อโทรมาตอนมีปาร์ตี้ก็จะไม่รับโทรศัพท์....

เขียนเมื่อ 

ภาษานี่ถ้าไม่พูดทุกวันก็ลิ้นแข็งนะคะ  แล้วเราจะสอนเด็กไทยให้พูดได้อย่างไรในเมื่อเขา่ไม่ค่้อยได้พูด พี่เองก็งงๆ นะคะ

อย่างพี่เรียนโรงเรียนวัด ไม่ใช่นักเรียนนอก เวลาไปเที่ยวเมืองนอก วันแรกก็คิดคำไม่ออก พออยู่สักวันที่ ๒ คำมันก็ออกมาเองได้ ถ้าอยู่สักเดือนคงคล่องขึ้น

พี่มีหลานสองคนอายุเท่ากัน คนหนึ่งเรียนสาธิตจุฬา อีกคนเรียนนานาชาติ  สาธิตจุฬานี่ก็ครูชั้นเยี่ยมแล้ว แต่เวลาเจ้าสองคนนี้คุยกับลุงอิทาโร่  เจ้าคนที่เรียนนานาชาตินี่คุยเป็นธรรมชาติกว่าเยอะ เพราะพูดทุกวัน  เจ้าอีกคนต้องใช้เวลาคิด