เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุจากโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองอีกครั้งด้วยข่าวท่อน้ำมันรั่วภายในทะเลบริเวณเขตมาบตาพุด น้ำมันประมาณ 50,000 ลิตรรั่วลงทะเล ณ.ขณะปัจจุบันที่ผมเช็คข่าวอยู่นี้ยังไม่สามารถจัดการได้ร้อยเปอร์เซนต์ด้วยเพราะสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการบำบัดน้ำมันที่รั่วลงในทะเลดังกล่าว ผมเองด้วยเพราะเป็นนักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมที่พอมีพื้นฐานด้านปิโตรเคมีอยู่บ้างก็เลยเกิดคันไม้คันมืออยากเขียนนำเสนอข้อความที่อิงวิชาการบางอย่างเผยแพร่ด้วยเพราะเกรงว่าชาวบ้านจะเกิดความตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากเกินไปจนไม่กล้าไปเหยียบจังหวัดระยองกันอีก
ต้องขออธิบายให้ทราบก่อนว่าน้ำมันนั้นในทางเคมีเราเรียกพวกเขาว่าเป็นสารประกอบอินทรีย์
(Organic Compound) โครงสร้างหลักของน้ำมันนั้นประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นหลัก
เช่นเดียวกันมนุษย์ที่ร่างกายของพวกเราก็เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเช่นกันครับ หากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนดังกล่าวถูกเผาไหม้ หรือผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยธรรมชาติด้วยกลไกของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์ก็จะได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (มีการใช้ก๊าซดังกล่าวในชีวิตประจำวันอยู่มากมายเช่น น้ำแข็งแห้งเป็นต้น) และน้ำ ผมเกริ่นให้ฟังอย่างนี้ก็เพราะอยากให้ทราบว่าน้ำมันดิบที่นำมากลั่นเป็นน้ำมันดีเซล หรือน้ำมันเบนซินที่เติมในรถยนต์เราทุกวันนี้นะหากปล่อยไว้ตามกลไกธรรมชาติก็สามารถถูกย่อยสลายได้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ เช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์เรา
เอาละครับมาถึงจุดสำคัญเมื่อเกิดน้ำมันรั่วลงทะเลเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดแล้วจะจัดการกับมันอย่างไรดี
จริงๆแล้วหากเกิดการรั่วไหลในปริมาณที่ไม่มากนัก อันนี้สามารถปล่อยให้ระบบธรรมชาติจัดการกับเขาได้
ด้วยเพราะมีปริมาณน้อย และน้ำมันก็เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไฮโดรคาร์บอน หากสภาพอากาศดี
กล่าวคือมีแสงแดดดี ก็จะสามารถระเหยพวกเขาไปได้ ส่วนที่เหลือเล็กน้อยระบบกลไกของสิ่งมีชีวิตก็จะย่อยสลายเขาได้เอง แต่หากเกิดการรั่วไหลในปริมาณมากคงไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ให้ธรรมชาติบำบัดเขาได้ด้วยเพราะน้ำมันนั้นเป็นสารที่ไม่มีขั้วไม่รวมตัวกับน้ำและมีความหนาแน่นที่ต่ำกว่าน้ำเมื่อลอยอยู่เหนือน้ำมันจัดการก็จะเกิดการรบกวนระบบนิเวศวิทยาของพืชและสัตว์น้ำอย่างแน่นอนอาทิเช่นพืชน้ำไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ เป็นต้น วิธีการจัดการกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วปริมาณมากตามหลักมาตรฐานสากล
สามารถทำได้โดยแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ๆครับคือ
1 วิธีทางกายภาพ Physical Method ตรงนี้เบื้องต้นจะมีการใช้อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า boom คอยดักกั้นน้ำมันไม่ให้แพร่กระจายไปในวงกว้างกล่าวคือให้อยู่ในวงจำกัดที่จะสามารถทำการจัดการได้
แล้วจึงใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า skimmer เป็นลักษณะทุ่นลอยมีใบพัดตีเก็บน้ำมันที่รั่วไหลดังกล่าว
2 วิธีทางเคมี Chemical Method วิธีนี้จะใช้สารเคมีกลุ่มที่เป็นประเภทสารลดแรงตึงผิว หรือ สาร dispersing
agentโปรยลงไป เพื่อลดแรงตึงผิวของน้ำมัน ซึ่งจะทำให้น้ำมันเกิดการแตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ
ซึ่งสามารถถูกย่อยสลายได้ง่ายขึ้นตามกลไกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
แต่ทั้งนี้สภาพอากาศต้องเอื้ออำนวยด้วยหากครึ้มฟ้าครึมฝนก็ย่อยสลายได้ช้าลง
3 วิธีทางชีววิทยา ด้วยการเติมสารประเภท biological agent เพื่อเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายตามธรรมชาติ
กระบวนการจัดการกับน้ำมันที่เกิดการรั่วไหลที่มาบตาพุด ณ ขณะนี้ผมคาดเดาว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ในการจัดการด้วยทั้งเทคนิคทางกายภาพ และสารเคมี แต่ทว่าที่ยังไม่สามารถควบคุมได้น่าจะเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยด้วยเพราะมีฝนตกหนักในช่วงดังกล่าว แต่หากสภาพอากาศเปิดออกเมื่อไรผมคิดว่าทางผู้เกี่ยวข้องคงสามารถควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างแน่นอน ที่เหลือก็คงเป็นการตรวจสอบติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาทิเช่นการตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง และสภาพนิเวศวิทยาในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาสักระยะหนึ่งการติดตามตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อม และชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ชายฝั่งพื้นที่ดังกล่าว คงต้องอาศัยความจริงใจจากหน่วยงานต้นเหตุที่ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง และโปร่งใส มิเช่นนั้นคงมิใช่แค่ภาพความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมในพื้นที่ แต่จะส่งไปถึงภาพความหวาดกลัวต่อการมาท่องเที่ยวหรือบริโภคอาหารทะเลของจังหวัดระยองเป็นแน่แท้ แต่เบื้องต้นผมแนะนำครับยังไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจบำบัดและบริหารจัดการอย่างถูกวิธี สารประกอบอินทรีย์ไม่ใช่สารอันตรายแต่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติครับ
ผศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
28 กรกฏาคม 2556
เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เพิ่งดูข่าว
จึงต้องรีบขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ
ที่ไม่ทำให้ตื่นตกใจไปกับวิธีการเสนอข่าว