579. "I AM" พลังเปลี่ยนโลก

หลายวันนี้ดูหนังเรื่อง I AM ไปหลายรอบ หนังเรื่องนี้ไม่น่าจะมีใครนำมาฉายเมืองไทย ผมเองไปเจอในข่าว และที่สุดตามมาเจอในร้านวิดีโอ ยืนดู ช่างใจว่าจะซื้อหรือไม่มาหลายเพลา 

                                          

ที่สุดก็ตัดสินใจซื้อมาดู ไม่ผิดหวัง หนังเป็นเรื่องราวของผู้กำกับหนังฮอลลีวู๊ด ชื่อดัง ที่หนังเคยได้รับรางวัลออสก้าร์ประเภทหนังตลก มาหลายเรื่องติดๆ กัน เช่นเรื่อง Nutty Professor หรือเรื่อง Bruce Almighty โดยมีดาราคู่บุญคือจิม แครี่ย์...  เรื่องนี้ออกมาแนวการค้นหาตัวเอง เริ่มต้นด้วยเรื่องผู้กำกับท่านนี้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เมื่อออกจากโรงพยาบาล กลับเจอปัญหาว่าประสามสัมผัสไวมากจนผิดปรกติด เช่นเจอหูแว่ว แสงจ้า เกิดภาวะที่ทรมานใจมาตลอด และโรคนี้ใครเป็นแล้ว หลายคนเลือกจะฆ่าตัวตาย  คนนี้ก็เช่นกันคิดฆ่าตัวตาย ปลงใจเรียบร้อย แต่ฉุกคิดเรื่องหนึ่งคือเขาคิดว่าก่อนตาย น่าจะทิ้งมรดกอะไรให้โลกนี้หน่อย

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นจากเตียง พาช่างกล้องสี่คนไปตะเวนถามนักคิดในวงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักจิตวิทยา นักคิดระดับโลกทั้งตะวันออกตะวันตก โดยตั้งคำถามว่าปัญหาของโลกคืออะไรและทางออกอยู่ตรงไหน... ได้เรื่อง มีเรื่องราวดีๆ มากๆ จากนักคิดนักปรัชญาร่วมสมัยของเรา

ที่ผมชอบมากๆ คือตอนที่มีการเล่าถึงชาร์ล ดาร์วิน ผู้คิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่ตามบันทึกพูดถึงการแข่งขันเอาตัวรอด เพื่อดำรงเผ่าพันธ์ต่อไปเพียงสองสามครั้ง แต่อ้างถึงการที่มนุษย์ที่เกิดมาเพื่อปกป้องดูแลคนอื่นกว่า 90 ครั้ง... น่าคิดมากๆ ว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อรัก และดูแลคนอื่น ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันแย่งชิง การสะสมทรัพยากรจริงๆ แล้วกลายเป็นการป่วยไข้ทางจิตของมนุษย์ เพราะผิดวิสัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 

จากนั้นไม่ว่าจะถามใครที่เป็นปราชญ์ของโลก ทบทวนความรู้ด้านชีววิทยา วิวัฒนาการ ที่สุดแล้วสามารถสรุปได้ว่าปัญหาของโลกมาจากการที่คนจำนวนมาก ไม่รู้จักพอ การศึกษา สังคมที่กำหนดให้คนต้องแข่งขัน ชิงความเป็นหนึ่ง กลายเป็นสังคมป่วยไป... ทางออก อยู่ที่ “การให้” ซึ่งจริงๆ คือธรรมชาติที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั่นเอง..  ถามว่ายากไหม.. ทำไงจะเปลี่ยนแปลงสังคม... ที่สุดมีการสัมภาษณ์องค์ดาไลลามะ  ที่ท่านเองพูดว่า.. “สามารถเริ่มได้ด้วยการเปลี่ยนแค่วิธีคิด.. การกระทำจะตามมาเอง”

ซึ่งก็มีการทบทวนประวัติศาสตร์ หนังก็เผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ เริ่มต้นจากการคิดของคนเล็กๆ ที่ดูไม่มีอำนาจ ทรัพยากรใดๆ แต่ที่สุดก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้... มีการยกสนุทรพจน์จองประธานาธิบดีโอบาม่า ที่ว่า “.. นี่คือความสำเร็จของคนคนหนึ่งที่ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พ่อเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปในร้านของคนขาว”  เอาเป็นว่าถ้าท่านเกิดเร็วกว่านี้ไม่ได้เป็นประธานธิบดีแน่ๆ ... การยุติการแบ่งแยกสีผิวในอเมริกาก็เริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ คือท่านมาติน ลูเธอร์ คิงส์ บาทหลวงชาวผิวดำ.. 

หนังเรื่องนี้สรุปลงด้วยการที่ค้นพบตนเองของผู้กำกับ ที่รวยมากมีบ้านเป็นคฤหาสถ์ ไปไหนมาไหนด้วยเครื่องบินเจ๊ท...  ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้มีความสุขนัก เลยขายบ้าน ขายเครื่องบิน ย้ายบ้านไปอยู่บ้านชั้นเดียวในถิ่นคนชั้นกลางชานเมือง แล้วขี่จักรยานไปทำงาน จากนั้นก็สมัครไปเป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยชุมชนเล็กๆ เพื่อเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่เขาได้ไปรู้มาให้นักศึกษาฟัง..

หนังเรื่องนี้ดูแล้วสุดยอดมาก ผมถึงกับเอามาสอน เพราะสำหรับคนทำงานด้านพัฒนาองค์กรเชิงบวก จิตตปัญญาศึกษา  Positive Psychology และ Appreciative Inquiry นั้น ดีมากๆ เพราะเนื้อหาในเรื่องก็คือทฤษฎีพื้นฐานนั่นเอง.. ที่ทำให้เราเข้าใจอะไรดีๆ มากขึ้น

เราจะเห็นจริงๆ สัมผัสได้จริงว่าเรามีพลังเปลี่ยนโลกได้

ผมว่าหนังเรื่องนี้คนในสังคมไทยทุกคนควรได้ดูครับ จะได้คิดอะไรอีกมาๆ 

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Reference:

Picture 1: http://www.bbfc.co.uk/releases/i-am-2013


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

น่้าดูครับท่าน

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับที่แนะนำ

เขียนเมื่อ 

ขอเชิญผู้สนใจบทความของ Thailand Appreciative Inquiry Network (AI Thailand) โดย อ.ภิญโญ แวะเข้าไปที่http://www.aithailand.org/ เพื่อดูบทความอื่นๆที่น่าสนใจนะค่ะ และขอเชิญแวะไปที www.ailearningcircle.com ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารอีกทางหนึ่งของ AI Thailand ค่ะ คลิกที่ไอคอนของ ailearningcircle ได้เลยค่ะ