รุสโซ ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง
จัง-จากส์ รุสโซ (1712-1778) เขาเกิดในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งพลเมืองชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนมาบริหารบ้านเมืองได้ รุสโซออกเดินทางไปทั่วทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลีเพื่อการศึกษาหาความรู้
ในปี 1751 เขาได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรียงความ มุมมองใหม่ของเขาที่ว่า รุสโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็นคนเถื่อนใจธรรม [Nobel Savage]เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ มนุษย์มีสภาวะเดียวกับสัตว์อื่นๆและเป็นสภาพที่มนุษย์อยู่มาก่อนที่จะมีการสร้างอารยธรรมและสังคม แต่กลับถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เพราะเมื่อผู้คนเริ่มอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเหนือทรัพย์สิน ก็บังเกิดความไม่เท่าเทียม การฆาตกรรมและสงครามขึ้น ตามทฤษฎีของรุสโซ คนรวยต่างฉกฉวยเอาที่ดินซึ่งเป็นของส่วนรวมและฉ้อฉลชนชั้นสามัญให้ยอมรับพวกเขาในฐานะผู้ปกครอง รุสโซเชื่อว่าสัญญาประชาคมไม่ใช่ข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์เช่นที่ฮอบส์ และล็อค หากแต่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลของคนรวยที่มีต่อประชาชนโดยส่วนรวม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
ในปี 1762 รุสโซได้ตีพิมพ์ผลงานทฤษฎีการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดของเขา “สัญญาประชาคม” ข้อความแรกของหนังสือยังคงดังกึกก้องอยู่จนทุกวันนี้ รุสโซกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างคนและสัตว์ว่า “มนุษย์นั้นเกิดมามีเสรีแต่เขาถูกพันธนาการอยู่ทุกหนแห่ง” แต่สัตว์เลือกหรือปฏิเสธจากสัญชาตญาณ แต่มนุษย์กระทำด้วยเสรีภาพ เช่น การที่ธรรมชาติบังคับควบคุมสัตว์ทุกชนิด และสัตว์ทั้งหลายต้องเชื่อฟัง มนุษย์เองรู้สึกถึงแรงกระตุ้นดังกล่าวเช่นกัน แต่มนุษย์ตระหนักดีว่า ตัวเขาเองนั้นมีเสรีภาพที่จะ นิ่งเฉยหรือต่อต้าน[ธรรมชาติ] และเหนือสิ่งอื่นใด ในจิตสำนึกแห่งเสรีภาพนี้ จิตวิญญาณของเขาได้แสดงออกมาซึ่งเป็นการกระทำของ จิตวิญญาณอันบริสุทธ์ นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีความสามารถในการทำตัวเองให้สมบูรณ์ [The faculty of self-perfection]อันเป็นคุณสมบัติของความสามารถที่พัฒนาคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมดอย่างเป็นผลสำเร็จด้วยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย และได้นำมาซึ่งการเบ่งบานของปัญญาความรู้ และข้อผิดพลาด ความชั่วและคุณธรรมความดีของเขา คุณสมบัตินี้เองที่ในระยะยาวจะทำให้เขาเป็นทรราช รุสโซเห็นด้วยกับล็อคในข้อที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถมอบซึ่งสิทธิ์ตามธรรมชาติของเขาให้แก่กษัตริย์ได้
ในเรื่องปัญหาในสังคมรัฐธรรมชาตินั้น ได้แก่การค้นหาหนทางที่จะพิทักษ์รักษาซึ่งชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินของทุกคนไว้ในขณะที่ทุกคนยังคงมีเสรี วิธีแก้ปัญหาของรุสโซก็คือ ประชาชนเข้าร่วมเป็นสัญญาประชาคม พวกเขาจะสละซึ่งสิทธิแต่มิใช่เพื่อมอบให้แก่บุคคลใดคนหนึ่ง (เช่นกษัตริย์) แต่เป็นการสละให้แก่สังคมโดยส่วนรวม รุสโซจึงขนานนามประชาชนว่า “รัฏฐาธิปัตย์” (ซึ่งคำเดียวกันนี้ฮอบส์ใช้เรียกกษัตริย์) จากนั้นประชาชนก็บริหารเจตจำนงค์ร่วมของพวกเขาโดยการสถาปนากฎหมายขึ้นเพื่ออำนวยซึ่งสาธารณะประโยชน์ทั้งหลาย รุสโซยืนยันว่าเจตน์จำนงร่วมของประชาชนนั้นไม่สามารถกำหนดได้โดยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง เขามีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ที่ซึ่งทุกคนลงคะแนนเสียงเพื่อแสดงออกซึ่งเจตน์จำนงร่วมและเพื่อการบัญญัติกฎหมาย รุสโซมีความคิดในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมสำหรับสังคมเล็กๆของนครรัฐ (city-stage) เช่น เมืองเจนีวา บ้านเกิดของเขา
ในระบอบประชาธิปไตยตามความคิดของรุสโซนั้น ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนต่อเจตน์จำนงร่วมของประชาชนต้องถูกบังคับให้เป็นอิสระจากรัฐ เขาเชื่อว่าประชาชนจะต้องเชื่อฟังและถูกบังคับตามกฎหมายตราบเท่าที่เขายังเป็นประชากรของรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รุสโซเรียกว่า รัฐพลเรือน (civil-stage) ที่ซึ่งความปลอดภัย ความยุติธรรม เสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกพิทักษ์ไว้สำหรับประชาชนทั้งมวล
นอกจากนี้อำนาจรัฐทั้งหลายนั้นจะต้องมีอยู่ในประชาชนและจะถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเจตน์จำนงร่วมของพวกเขา ตามทฤษฎีของรุสโซไม่สามารถมีการแบ่งแยกซึ่งอำนาจทั้งหลายเหล่านั้นได้ และเมื่อประชาชนทั้งหลายมาชุมนุมกันเจตน์จำนงของแต่ละคนเกี่ยวแก่กฎหมายนั้นจะได้รับการถกเถียงจนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงข้างมากซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ร่วมในที่สุด ทฤษฎีเจตน์จำนงร่วมของรุสโซนี้เองต่อมาภายหลังถูกทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมในข้อความ “เรา ประชาชน …” ในตอนต้นของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา แต่กระนั้นความคิดของรุสโซก็ยังคงคลุมเครืออยู่ในประเด็นที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงของเขาจะมีกลไกเช่นใดในการที่จะปฏิบัติได้จริง การมีรัฐบาลชนิดที่รับคำสั่งจากเจตน์จำนงค์ร่วมซึ่งก็จะต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับคำสั่งจากประชาชนทั้งหมดโดยตรง
นอกจากนี้รุสโซยังเชื่อว่าศาสนานั้นเป็นตัวการแบ่งแยกและทำให้รัฐอ่อนแอลง เขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่อย่างสันติกับประชาชนที่คุณคิดว่าเขาเป็นคนเลว รุสโซชื่นชมใน “ศาสนาประชาชน” ซึ่งยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าแต่ให้ความสำคัญในการเคารพต่อสัญญาประชาคมเป็นหลัก
ตัวรุสโซเองก็ระลึกเสมอว่าระบอบประชาธิปไตยในทัศนะของเขานั้นยากที่จะคงอยู่ได้ เขากล่าวเตือนไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนพูดว่าสังคมรัฐไม่ได้มีความสำคัญต่อพวกเขาแต่อย่างใดอีกต่อไปการล่มสลายของรัฐก็มาถึงเมื่อนั้น”
เราสามารถสรุปความคิดของ จัง-จากส์ รุสโซ ได้ดังนี้
ธรรมชาติของมนุษย์และโลกก่อนมีสัญญาประชาคม
มนุษย์มีเหตุผล มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ทว่าสิทธิ์นั้นถูกจำกัดโดยความแข็งแรง คนที่แข็งแรงอาจจะแย่งทรัพย์สินจากคนอ่อนแอ
ทำไมต้องทำสัญญาประชาคม?
มนุษย์สละเสรีภาพตามธรรมชาติมาตกลงกันให้เกิดเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งเสรีภาพของพลเมืองขึ้นอยู่กับเจตจำนงสากล มนุษย์สละเสรีภาพตามธรรมชาติให้กับคนอื่นในสังคมพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งจึงไม่เสียเปรียบ
ใครคือผู้มีอำนาจอธิปไตย
เจตจำนงสากล ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่เสียงทั้งหมดเห็นด้วย
สภาพสังคมหลังทำสัญญาประชาคม
มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยเป็นไปตามเจตจำนงสากล
การเรียกอำนาจคืนจากผู้มีอำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตยไม่ได้ยกให้ใคร เพราะมันโอนให้กันไม่ได้ มันเป็นของทุกคนอยู่แล้ว
หนังสืออ้างอิง
ไม่มีชื่อผู้แต่ง.มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน. http://emrajalawhouse.com/?tag=%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%8B เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ไม่มีชื่อผู้แต่ง. สรุปสัญญาประชาคม. http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1442930เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ภัทรษมน รัตนางกูร.แนวคิดของ ฌอง ฌาค รุสโซ [Jean Jacques Rousseau] กับบางเสี้ยวแห่งวิกฤตการเมืองไทย.http://phatrsa.blogspot.com/2010/03/jean-jacques-rousseau.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556