วันสุดท้ายของการเยือนสุรินทร์ วันนี้ต้องขอร้อง(แกมบังคับ) ท่าน มิตรภาพ 639 เพื่อนเก่าแก่ที่ประจำการอยู่ในเมืองสุรินทร์ ให้ท่านได้อนุเคราะห์พาไปช่องสะงำ ซึ่งเป็นด่านชายแดนเล็กๆ ตั้งอยู่แนวตะเข็บชายแดนเขมร ศรีษะเกษและสุรินทร์ เหตุที่ต้องรบกวนท่าน เนื่องด้วยว่าเป็นเขตชายแดน คงจะไม่น่าจะปลอดภัยนักสำหรับฉัน
มิตรภาพ 639 พาฉันมุ่งหน้าสู่ช่องสะงำด้วยเส้นทางหมายเลข 24 ผ่านสี่แยกอำเภอสังขะ เลี้ยวขวาสู่อำเภอบัวเชด จากอำเภอบัวเชดเลี้ยวซ้ายสู่ช่องสะงำ ซึ่งเป็นทางลัด เส้นทางค่อนข้างดี มีรถวิ่งผ่านน้อย ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางเร็วกว่าที่จะไปทางอำเภอภูสิงห์
ระหว่างทางตามแนวท้องร่องข้างถนนฝั่งด้านติดแนวเขา คราครำ่ไปด้วยหมู่ผีเสื้อสีสวย นี่ถ้าเจ้าหมู่ผีเสื้อเหล่านี้ ไปบินว่อนอยู่ในเมือง ก็คงมิวายที่จะถูกจับไปสตาฟเพื่อการศึกษา ซึ่งไม่แน่ใจเช่นกันว่าเด็กได้รับความรู้คุ้มค่ากับชีวิตของมันหรือไม่ (อันนี้คิดเล่นๆ)
ถึงช่องสะงำบ่ายโข ฉันเร่งผ่านด่านเข้าไปอย่างเร่งรีบ ด้วยเกรงว่าด่านจะปิดเสียก่อน ณ จุดผ่านด่านพบว่ามีรถจอดอยู่เรียงรายซึ่งมากมายพอสมควร อดไม่ได้ที่จะดูป้ายทะเบียน สังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นเลขทะเบียนแถวนั้น ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานีเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาก็ทะเบียนกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวมากขนาดนี้เลยหรือ แค่คิดในใจแต่ไม่ได้ถาม
แผงวางสินค้าพื้นเมืองเล็กๆ เรียงราย ไม่บ่งบอกเลยว่าจะขายดิบดีัอะไร มองไกลๆ ก็ไม่ยักกะมีคนเดินซื้อของมากมายเมื่อเทียบกับรถที่จอดอยู่ จนกระทั่งเหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนเขมร ฉันจึงได้ถึงบางอ้อ....ว่าเหล่าผู้คนที่โดยสารมากับรถที่จอดเรียงรายตามที่เห็นนั้น เขาเข้ามาอยู่ในบ่อนกาสิโนของเขมรนี่เอง คนไทยทั้งนั้น....
ฉันไม่สนใจที่จะเดินเข้าไป แม้ผู้นำทางของฉันจะบอกว่าลองเข้าไปดูได้ก็ตาม ฉันขอเวลาสักครึ่งชั่วโมงเพื่อเดินดูสินค้าโบราณ ที่วางเรียงรายอยู่ไม่มากนัก แล้วก็มาหยุดที่ร้านเครื่องประดับตามประสาผู้หญิง พ่อค้าเสนอขายแหวนเพชรที่อ้างว่าเป็นของหลุดจำนำจากโรงจำนำในพนมเปญ ในราคา 250,000 เรียว (2,500 บาท) มีเครื่องวัดระดับความเป็นของแท้เสร็จสรรพ ต่อรองราคาแล้วเหลือ 2,000 บาท ฉันควักจ่ายอย่างไม่รีรอ กลับบ้านคราวนี้จะได้รู้ว่าจะเสียค่าโง่หรือปล่าว (แต่ก็เต็มใจนะ) เพื่อซื้อความรู้ไว้บอกกล่าวพี่น้องและผองเพื่อนต่อไป
เวลาไม่เย็นมากนัก ระหว่างทางกลับ ฉันเลยถือโอกาสเก็บความงามของจุดชมวิว ซึ่งมิได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควรไปอวดคนทางบ้านพอเป็นกระสัย
เมืองสุรินทร์ยังไม่สิ้นมนต์ขลังเพียงแค่นี้ ขอฝากทิ้งท้ายสำหรับนักเดินทางไกลเฉกเช่นเดียวกับนฉันว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสเยือนถิ่นใดก็ตาม สิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งคือการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับถิ่นนั้นพอสมควร แล้วอย่าลืมคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง
ต้องลาแล้วเมืองสุรินทร์ หากชีวิตไม่สิ้นจะต้องกลับมาเยือนอีกครั้งอย่างแน่นอน
ขอบคุณน้ำใจเพื่อนนำทาง ด้วยจิตคารวะ
นางฟ้า เบื่อสวรรค์
27/05/2013
ต้องตามมาบอกว่าเสียดายโอกาสที่มีมาแล้ว แต่ไม่มีวาสนาได้ไปเยือน
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน คงโอกาสไปเยือนสักครั้ง...ช่องสะงำ
อยากไป
.....ได้ความรู้ใหม่ .... ขอบคุณ นะคะ ....
ยังไม่เคยมาแถว ๆ อีสานใต้เลยสักครั้งจ้ะ แต่อีสาน และอีสานเหนือไปเยือนแล้ว สองสามรอบ สักวัน
คงได้ไปเยือนจ้ะ ขอบคุณข้อมูลการเดินทางนะจ้ะ