ได้อ่านข้อเขียน ที่ได้เขียนกัน  ทำให้เข้าใจความแตกต่างในเรื่องระบบทุนนิยม  ที่ผสมอยู่ในเรื่องเศรษฐกิจบ้าง  ดังที่เว็บไซต์นี้ http://www.easy.tc?gs0   พูดไว้ดีน่าฟังว่า

แม็ค เวเบอร์ (Max Weber) (ค.ศ.๑๘๖๔-๑๙๒๐) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอทฤษฎี "การกำเนิดระบบทุนนิยม" ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ว่า "ระบบทุนนิยมเกิดขึ้นในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ และรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนที่ถูกครอบงำด้วยศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์รูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิคาลวิน (Calvinism)"

ตามทรรศนะของเวเบอร์ "ระบบทุนนิยม" เป็นผลมาจาก "การสร้างระบบเหตุผล" (rationalization) ขององค์การและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ "ระบบเหตุผล" นี้มิได้เกิดจากความต้องการชีวิตที่สุขสบาย  แต่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า "ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับความโปรดปราน และความรอดจากพระเจ้า" ตามคำสอนของลัทธิคาลวิน ผลกำไรและความมั่งคั่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า ตนเองได้รับพรจากพระเจ้า และถูกรวมอยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว (the elect หรือ the predestined) ให้เป็นผู้รอดพ้น

ผู้ที่ถูกพระเจ้าเลือกสรรแล้ว ไม่เพียงแต่ทำงานที่ดีเป็นเรื่องๆ ไปเท่านั้น แต่จะต้องมี "ชีวิตการงานที่ดี" อีกด้วย "การงานที่ดี" ในที่นี้มิได้หมายถึง "การงานทางศาสนา" แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง "การงานทางโลก" อีกด้วย ……ผลกำไรและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในยุคแรก จึงมิได้ถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายเพื่อความสุขสบายของชีวิต แต่กลับถูกนำไปลงทุนเพิ่มในการงาน และธุรกิจของตนเองเป็นหลักใหญ่ ทำให้กำไร และทรัพย์สินกลับเพิ่มเป็นทวีคูณขึ้นมาอีก (อันเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่า ตนเองได้รับความรอดจากพระเจ้า) นอกเหนือจากการลงทุนเพิ่มแล้ว นายทุนในยุคแรกได้ใช้เงินส่วนหนึ่งในการบริจาคทานให้แก่ผู้ที่ยากจน

ที่กล่าวมาเป็นยุคแรก ๆ นะครับ  ยุคหลัง ๆ  

ค่อยทำความเข้าใจกันต่อนะครับ


จากเว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้น ได้เสนอต่อไปว่า …..

ปัจจุบันนักวิชาการด้านไทยศึกษา พยายามที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมในประเทศไทย ปีเตอร์ แจ๊กสัน (Peter Jackson) เสนอว่า นักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยได้เน้นคำสอนทางจริยธรรมที่เป็นการส่งเสริมคุณค่
า และคุณภาพชีวิต อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลาง นักปฏิรูปพุทธศาสนาหลายท่าน (เช่น ปัญญา นันทะภิกขุ และพระพยอม กัลยาโณ เป็นต้น) ได้สอนเน้นเรื่องของการอดออม ประหยัด และชีวิตที่มัธยัสถ์ในทางโลก การสอนให้ประหยัด และอดออมนั้น มิได้หมายความว่าให้เกียจคร้านหรือเฉื่อยชา แต่ให้ขยันหมั่นเพียรและประกอบหน้าที่การงานที่เป็นประโยชน์ในทางโลก

การเน้นเรื่องการงานและความประหยัดนี้อาจถือได้ว่า เป็นการให้เหตุผล และความชอบธรรมแก่การสะสมความมั่งคั่ง ซึ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนในระบบทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นชนชั้นกลาง นั่นก็คือ ลัทธิความมัธยัสถ์อดออมในทางโลก ซึ่งนักปฏิรูปพุทธศาสนาของไทยยึดถืออยู่นั้น ได้กลายเป็นเหตุผลทางศาสนาแก่การประกอบการเชิงพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจใหม่ ที่จะต้องละเว้นการบริโภคในปัจจุบัน เพื่อการสะสมทุนอันจำเป็นต่อการลงทุนในธุรกิจของตน ดังนั้น จึงอาจตีความได้ว่า พุทธศาสนาฝ่ายปฏิรูปของชนชั้นกลางไทย ได้กลายเป็นตัวแทนของระบบการสร้างความชอบธรรมทางศาสนาแก่ระบบทุนนิยมของไทย

ในทางศาสนาอิสลาม จากเว็บไซต์นี้  http://www.easy.tc?gs1 บอกว่า

ความจำเป็นพื้นฐานประการหนึ่งของมนุษย์ คือมนุษย์ต้องอาศัยกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาตอบสนองความต้องการของการดำรงชีวิต ในฐานะที่อิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ที่สอนมนุษย์ในทุกแง่มุมที่เป็นความต้องการของชีวิต ดังนั้นอิสลามจึงมีคำสอนที่ว่าด้วยเศรษฐกิจ สรุปได้ดังนี้

 วัตถุประสงค์และวิธีการของเศรษฐกิจอิสลาม

ระบบเศรษฐกิจอิสลามมีวัตถุประสงค์เพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การประกันสิทธิ์ การครอบครองทรัพย์สมบัติขั้นต่ำสุดที่มนุษย์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับศักดิ์ศรีและเกียรติยศของมนุษย์พร้อมกับเจตนารมณ์อันสูงส่งของอัลลอฮ์ ที่ต้องการให้มนุษย์ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพื่อแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ โดยปราศจากการบีบบังคับ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าวอิสลามจึงกำหนดวิธีการ 2 รูปแบบคือ

  ก.  การกำหนดกฎเกณฑ์ เช่น บทบัญญัติที่ว่าด้วยการครอบครองกรรมสิทธิ์ การกระจายรายได้ การจัดสรรทรัพยากร ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ระหว่างคนรวยกับคนจน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งอิสลามได้กำหนดเป็นศาสนบัญญัติอย่างชัดเจน โดยที่มุสลิมต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

  ข.  การรณรงค์ส่งเสริม ซึ่งถือเป็นการยกระดับให้มุสลิมใช้ชีวิตอย่างปกติสุข มีจริยธรรมอันสูงส่ง และพัฒนามนุษย์ให้เป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี

ดังกรณีซะกาต อิสลามถือว่าซะกาต คือหลักประกันสังคมที่สำคัญในเศรษฐกิจ ดังนั้นอิสลามจึงกำหนดศาสนบัญญัติว่าด้วยซะกาตอย่างชัดเจน การกำชับให้คนรวยจ่ายซะกาตแก่ผู้ด้อยโอกาส และถือว่าการไม่จ่ายซะกาตถือเป็นบาปอันยิ่งใหญ่สมควรได้รับโทษอันสาสม ในขณะเดียวกันมีการส่งเสริมให้มุสลิมบริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮ์) โดยถือว่าการบริจาคทานที่นอกเหนือจากการจ่ายซะกาตนั้น เป็นกุศลทานอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน

เว็บไซต์นี้  Wikipedia  http://www.easy.tc?gs2

ได้กล่าวว่า

ซะกาต (อาหรับ:زكاةIPA:[zækæːh]หรือ ทานประจำปีหมายถึงทรัพย์สินส่วนเกินจำนวนหนึ่ง ซึ่งมุสลิมต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเมื่อครบรอบปีถ้ามุสลิมคนใดมีทรัพท์สิน เงินทอง สินค้าที่เหลือในรอบปีแล้วไม่ทำการบริจาค ผู้นั้นก็ผู้หนึ่งที่ทำผิดบัญญัติของอิสลาม และยังถือเป็นการผิดกฎหมายในบางประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทยมุสลิมจำเป็นต้องจ่ายทั้งซะกาตและภาษี

การให้ทานที่เรียกว่าซะกาต มีเกณฑ์มาตรฐานในการบริจาค  ดังนี้

เช่น 

นิศอบของผลผลิตทางการเกษตร[แก้]

หากผลเก็บเกี่ยวมีจำนวนมากกว่า 5 วะสัก หรือประมาณ 653 กก.

ต้องจ่าย 10% ของผลเก็บเกี่ยวถ้าเพาะปลูกโดยการพึ่งพาฝน

หรือจ่าย 5% ของผลเก็บเกี่ยวถ้าวิดน้ำด้วยกังหันจากแม่น้ำลำธาร ตักน้ำจากบ่อ หรือใช้เครื่องปั้มน้ำดูดน้ำจากคลอง

นิศอบของปศุสัตว์[แก้]

ปศุสัตว์ที่จะต้องจ่ายซะกาตคือ อูฐ วัว กระบือ แกะ แพะ

นิศอบของวัว[แก้]

·  ทุก ๆ 30 ตัว จ่ายซะกาตเป็นลูกวัวอายุ 1 ขวบ

·  ทุก ๆ 40 ตัว จ่ายซะกาตเป็นลูกวัวอายุ 2 ขวบ

นิศอบของอูฐ[แก้]

·  อูฐ 5-9 ตัว ต้องจ่ายเป็นแกะ 1 ตัว

·  อูฐ 10-14 ตัว ต้องจ่ายเป็นแกะ 2 ตัว

   ฯลฯ

ความเป็นทุนนิยม ไม่ทุนนิยม หรือ ผสมผสานในทางเศรษฐกิจของทั้งสามศาสนาเป็นอย่้างไร ลองใครครวญดูนะครับ แล้วจะกลับมาคุยกันในครั้งต่อไป